2.1 การกำหนดราคา
ระบบเศรษฐกิจหนึ่งระบบต้องมีการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการที่เรียกว่า “ตลาด” ตลาดจึงเป็นตัวกําหนด “ราคา” สินค้าและบริการต่าง ๆ ขึ้น ซึ่งราคาของสินค้านั้นจะกำหนดมาจากแหล่งใดขึ้นอยู่กับว่าประเทศนั้นใช้ระบบเศรษฐกิจแบบใด
สําหรับประเทศไทยใช้ระบบเศรษกิจแบบผสม ดังนั้นผู้กําหนดราคาสินค้าซึ่งเป็น “เอกชน" เป็นหลัก รัฐเปิดโอกาสให้เอกชนกําหนดราคาสินค้าได้ในรูปแบบของ “กลไกราคา” แต่หากวันใดที่กลไกราคาที่เป็นอยู่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่คนในสังคม รัฐบาลก็จําเป็นต้องเข้ามาแทรกแซง กลไกราคาที่เป็นอยู่นั้นเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น
2.2 ความหมายและความสําคัญของกลไกราคา
พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้กล่าวถึงความหมายของ กลไกราคาว่า กลไกราคา คือ กระบวนการปรับตัวของราคาสินค้าหรือบริการหรือปัจจัยการผลิตที่เกิดขึ้น ตามแรงผลักดันของอุปสงค์และอุปทานในตลาดโดยปราศจากการแทรกแซงใด ๆ ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม กลไกราคาเป็นเครื่องมือสําคัญในการปรับการทํางานของหน่วยเศรษฐกิจต่าง ๆ ให้เข้าสู่จุดสมดุลของตลาด
การกําหนดออกมาเป็นราคาภายใต้กลไกราคานั้นไม่ได้เกิดจากผู้ขายเพียงอย่างเดียว หากแต่ผู้ซื้อก็มีส่วนร่วมในการกําหนดราคาเช่นกัน เช่น หากผู้ขายเห็นว่าผู้ซื้อต้องการซื้อสินค้า ชนิดนี้มากผู้ขายก็สามารถกําหนดราคาให้สูงขึ้นได้หรือผู้ขายต้องคํานึงว่าสินค้าของตนต้องการขายไปยัง กลุ่มเป้าหมายใด หากเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีกําลังในการซื้อสูง และนําไปขายในทําเลที่มีผู้มีกําลังซื้อสูง การตั้งราคาสูงกว่าปกติก็อาจเป็นเรื่องที่ทําได้
ดังนั้น ในตลาดที่มีการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการเกิดขึ้นได้ลุล่วง เพราะสินค้าและบริการ นั้นมีราคา โดยราคานั้นถูกกําหนดขึ้นทั้งจากผู้ซื้อและผู้ขายในตลาดร่วมกันที่เรียกว่า “กลไกราคา” นั่นเอง
ความสําคัญของกลไกราคา จึงทําให้ตลาดสามารถทํางานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็น ราคาที่เป็นไปตาม “กลไก” หรือ “ธรรมชาติ” เองโดยไม่มีการครอบงําหรือแทรกแซงจากฝ่ายอื่น ในทัศนะ ของนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มเสรีนิยม อย่างอดัม สมิท ซึ่งเป็นบิดาแห่งเศรษฐศาสตร์ในระดับสากล ได้เปรียบเปรยไว้ในหนังสือ “ความมั่งคงแห่งรัฐ ว่ากลไกราคานี้เปรียบเสมือน มือที่มองไม่เห็น ที่ทําให้เศรษฐกิจรวมถึงระบบตลจาดสามารถเป็นไปได้หรือทํางานได้โดยตัวระบบของมันเอง