กิเลน หัวเป็นมังกร ลำตัวเหมือนกวาง เท้ามีกีบเหมือนม้า มีห้าเล็บ มีขนที่ขา หางเป็นพวงเหมือนวัว มีเขาอ่อน และมีเกล็ดเหมือนปลา แต่เนื่องด้วยเป็นสัตว์ในจินตนาการ กิเลนจึงมีคำอธิบายรูปร่างแตกต่างกันไป บ้างว่ามีหัวเป็นหมาป่า บ้างว่ามีเขาเดียว สองเขาบ้าง สามเขาบ้าง คำว่า “กิเลน” นี้เป็นคำจีนฮกเกี้ยนที่ออกเสียงว่า “จีหลิน” หรือ “กีหลิน” ปรากฏอยู่ในหนังสือเรื่อง “ไคเภ็ก” ซึ่งแปลโดยทับศัพท์คำจีนเป็นจีนฮกเกี้ยนและเรียก กิเลน ว่า กิหลิน ส่วนจีนกลางออกเสียงว่า “ฉีหลิน” (Qilin) แต่เดิมจะเรียกตัวผู้ว่า “กี” เรียกตัวเมียว่า “เลน” ตัวผู้จะมีเขา ตัวเมียไม่มีเขา แต่ภายหลังเรียกรวมกันว่ากีเลนหรือกิเลน
ตามความเชื่อของคนจีน กิเลนเป็นสัตว์ที่มีความมงคลในหลายด้าน แต่ที่ชัดเจนด้านหนึ่งคือ มงคลที่เกี่ยวกับเด็ก โดยชาวจีนเชื่อว่ากิเลนเป็นสัญลักษณ์ของการมีลูกหลานมากมาย และเชื่อว่ากิเลนจะนำสิ่งดี ๆ หรืออนาคตที่สดใสมาให้แก่บุตรหลานของตน ตำนานนึงเล่าว่าเพราะมีครั้งนึงกิเลนได้มาทำนายไว้ก่อน ขงจื้อ จะเกิดว่าเด็กที่เกิดมาจะเป็นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ แม่ของขงจื๊อจึงเชื่อว่าบุตรของนางมีบุญบารมีสูง
ในวัฒนธรรมจีน กิเลนถือเป็นสัตว์มงคลที่ปรากฏเฉพาะในช่วงที่บ้านเมืองสงบสุขหรือมีจักรพรรดิผู้ทรงธรรม เมื่อใดก็ตามที่กิเลนปรากฏ เชื่อกันว่าเป็นสัญญาณของยุคแห่งความเจริญรุ่งเรือง กิเลนมักเกี่ยวข้องกับความชอบธรรมในการปกครอง เชื่อว่าผู้ปกครองที่มีคุณธรรมเท่านั้นจึงจะได้รับพรจากกิเลน ดังนั้น จักรพรรดิจีนจึงใช้สัญลักษณ์กิเลนในการตกแต่งเครื่องแต่งกาย เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และศิลปกรรมในวังหลวงนอกเหนือจากลายมังกร
กิเลนมีบทบาทสำคัญอย่างลึกซึ้งในวัฒนธรรมและความเชื่อของชาวจีน โดยสรุปมีบทบาทดังนี้:
กิเลนเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่แสดงถึงคุณธรรมสูงสุด เชื่อว่าปรากฏเฉพาะในยุคที่มีผู้นำปกครองด้วยความยุติธรรม
ใช้เป็นสัญลักษณ์ของขุนนางที่ซื่อสัตย์และมีคุณธรรมในราชสำนักจีน
เชื่อว่ากิเลนนำพาโชคลาภ ความอุดมสมบูรณ์ และความสำเร็จมาให้
มักถูกนำมาใช้เป็นเครื่องรางหรือวางรูปปั้นในบ้านและสำนักงานเพื่อเสริมดวง
ในประวัติศาสตร์จีน การปรากฏตัวของกิเลนถือเป็นสัญญาณแห่งยุคทอง
ตำนานเล่าว่ากิเลนเคยทำนายการเกิดของนักปราชญ์ขงจื๊อ
เชื่อว่ากิเลนมีพลังขจัดเคราะห์ร้ายและปกป้องบ้านเรือนจากพลังงานลบ
รูปปั้นกิเลนมักถูกตั้งไว้หน้าประตูบ้านหรือวัดเพื่อป้องกันภัยพิบัติ