สิงโต คนจีนสมัยโบราณเชื่อว่า "สิงโต" นั้นเป็นบุตรของมังกร เป็นสัญลักษณ์ของพลังอำนาจ ความกล้าหาญ และความจงรักภักดี เพราะได้รับมอบหมายจากสรวงสวรรค์ในฐานะผู้พิทักษ์ สิงโตจึงเป็นสัตว์เทพเจ้าและศักดิ์สิทธิ์ขนาดที่ว่าแค่เสียงคำราม ก็สามารถปัดเป่าวิญญาณและสิ่งชั่วร้ายได้แล้ว
การเชิดสิงโตในวันตรุษจีนถือกำเนิดมาตั้งแต่สมัยโบราณ บางตำนานก็ว่าสมัยราชวงศ์ซ้อง แม่ทัพจงอวี่ออกอุบายให้ทหารกองหน้าแต่งตัวเป็นสิงโต เมื่อกองทัพช้างของข้าศึกเห็นเข้าจึงแตกตื่นและแตกพ่ายไป เหล่าทหารจึงเชิดสิงโตเพื่อฉลองชัยชนะและเป็นประเพณีที่สืบต่อกันเรื่อยมา โดยมีการปรับเปลี่ยนท่าทางการเชิดและวัสดุที่ใช้ทำหัวสิงโตแตกต่างกันไปปตามแต่ละท้องถิ่น
บางตำนานเชื่อว่ามาจากการติดต่อค้าขายกับชาวเปอร์เซียผ่านเส้นทางสายไหมในสมัยราชวงศ์ฮั่น (พ.ศ. ๓๔๑ – ๕๕๑) ซึ่งมีการนำสิงโตมาถวายเป็นบรรณาการดังปรากฏในบันทึกสมัยนั้น ชาวจีนได้ผสมผสานความเชื่อจากดินแดนต่าง ๆ เข้าด้วยกันจนเกิดเป็นลักษณะทางศิลปกรรมของสิงโตจีนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะและผิดแผกไปจากสิงโตในป่า ทั้งนี้ ชาวจีนเชื่อว่าสิงโตเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจ การปกปักษ์คุ้มครอง ความมั่งคั่ง และช่วยขับไล่สิ่งชั่วร้าย จึงมักพบประติมากรรมรูปสิงโตทำหน้าที่เป็นทวารบาลเฝ้าอยู่หน้าทางเข้า ศาสนสถาน อาคารสำคัญ หรือบ้านเรือนของชาวจีนมาช้านาน โดยนิยมสร้างเป็นรูปสิงโตตัวผู้และตัวเมียคู่กันซึ่งแตกต่างกันตรงที่ตัวผู้จะมีลูกบอลอยู่ใต้อุ้งเท้าขวา ส่วนตัวเมียจะมีลูกสิงโตอยู่ใกล้ ๆ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สื่อถึง หยิน – หยาง พลังงานสองขั้วของจักรวาลตามหลักปรัชญาจีนไม่เพียงเท่านั้น สิงโตยังปรากฏในงานศิลปะแขนงอื่นของจีนอีกด้วย อาทิ การเชิดสิงโต
การเชิดสิงโต มีสองประเภทหลักคือ
สิงโตเหนือ (北狮, Běishī) - มีลักษณะคล้ายสิงโตจริง มักมีขนยาวและการแสดงเน้นความสง่างาม
สิงโตใต้ (南狮, Nánshī) - มีลักษณะสีสันสดใสและเน้นท่าทางที่แข็งแกร่ง
หรือแม้แต่ในการผลิตเครื่องถ้วยซึ่งเริ่มนำสิงโตมาใช้ตกแต่งเครื่องลายครามตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง (พ.ศ. ๑๙๑๑ – ๒๑๘๗) เป็นต้นมา
สิงโตถูกใช้เป็นเครื่องรางและรูปปั้นเพื่อป้องกันภัยพิบัติและสิ่งอัปมงคล
สิงโตเป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่ง ความมั่งคั่ง และการปกครองที่ยุติธรรม
การเชิดสิงโตเป็นวัฒนธรรมที่สำคัญในการเฉลิมฉลองและเสริมสิริมงคล
สิงโตถูกมองว่าเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าและเทพบางองค์