กฎหมายอาญา
กฎหมายอาญาเน้นเรื่องความผิดและโทษ
กฎหมายอาญามีจุดมุ่งหมายโดยตรงที่จะคุ้มครองรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม โดยควบคุมมิให้บุคคลกระทำการอันเป็นภัยต่อผู้อื่นและสังคม เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม เช่น ควบคุมมิให้ปล้นจี้ ข่มขืน กระทำชำเรา หรือโทรมหญิง เป็นต้นสาระสำคัญของกฎหมายอาญาจะรวบรวมไว้ในประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งจะกล่าวถึงการกระทำที่ จะต้องรับผิดและมีโทษในทางอาญา ทั้งนี้หลักเกณฑ์ของความผิดตามกฎหมายอาญา มีดังนี้
1. การกระทำใด ๆ จะเป็นความผิดทางอาญา ต่อเมื่อมีกฎหมายบัญญัติไว้ว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดทางอาญา
2. บุคคลใดจะรับโทษในทางอาญา ต่อเมื่อมีกฎหมายบัญญัติว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้
3. ไม่มีผลย้อนหลังให้บุคคลต้องรับโทษทางอาญา การกระทำใด 1 ของบุคคลในขณะนั้นถ้าไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดทางอาญา แม้ต่อมได้บัญญัติในภายหลังว่าเป็นความผิด แต่ก็ไม่อาจไปเอาผิดย้อนหลังกับบุคคลผู้นี้ได้
4. ต้องตีความตามบทบัญญัติให้เคร่งครัด จะตีความเพื่อให้เพิ่มโทษหรือขยายโทษให้มากกว่า ที่บัญญัติไว้ไม่ได้
ลักษณะของความผิดทางอาญา
1. ความผิดอาญาแผ่นดินยอมความกันไม่ได้ เช่น ปล้น ฆ่า ฯลฯ
2. ความผิดอาญาที่ยอมความได้ เป็นความผิดอาญาที่เป็นความผิดต่อส่วนตัว เช่น บุตรลักทรัพย์บิดามารดาของตน การทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายระหว่างสามีกับภรรยา เป็นต้น
ความรับผิดทางอาญา
1. โทษทางอาญา กฎหมายกำหนดโทษผู้กระทำผิดทางอาญาไว้ 5 อย่าง เรียงตามลำดับจาก โทษหนักที่สุดลงมา ได้แก่ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ และริบทรัพย์สิน
2. ประเภทของการกระทำผิดทางอาญา มี 3 ประเภท ได้แก่ การกระทำผิดโดยเจตนา การกระทำผิดโดยไม่เจตนา และการกระทำผิดโดยประมาท
ความผิดทางอาญา
ทางอาญาที่เกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มี 4 หมวด ดังนี้
1 ความผิดต่อชีวิต มี 3 ประเภท ดังนี้
(1) ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา
(2) ฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนถึงแก่ความตายโดยไม่มีเจตนาฆ่า ฆ่าคนตายโดยประมาท กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย การฆ่าผู้อื่นที่กฎหมายถือว่าผิดร้ายแรงเป็นพิเศษ และกำหนดโทษให้ผู้กระทำผิดต้อง ได้รับโทษประหารชีวิตสถานเดียว ได้แก่ ฆ่าบิดาหรือมารดาของตน และฆ่าเจ้าพนักงานรักษากฎหมาย ในขณะปฏิบัติหน้าที่ เป็นต้น
2. ความผิดต่อร่างกาย การกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น มีดังนี้
(1) ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อร่างกายและจิตใจ เช่น ทำให้เคล็ดขัดยอก หรือฟกช้ำ เป็นเพียงความผิดลหุโทษ
(2) ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส เช่น ทำให้ตาบอด หูหนวก เสียแขน ขา มือ นิ้ว เท้า หรือเสียความสามารถในการสืบพันธุ์ ผู้กระทำผิดย่อมได้รับโทษหนักกว่า การทำร้ายร่างกายธรรมดา
3. ความผิดฐานทำให้แท้งลูก ถ้ากระทำให้ตนเองแท้งลูก จะต้องรับโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี แต่ถ้าเป็นหมอเถื่อนรับจ้างทำแท้งให้ผู้อื่น มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี
4. ความผิดฐานทอดทิ้งเด็ก คนป่วย หรือคนชรา มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี
ความผิดต่อทรัพย์สิน
ความผิดต่อทรัพย์สิน หมายถึง ความผิดที่กระทำต่อทรัพย์ของผู้อื่น เป็นความผิดทางอาญาซึ่ง ประมวลกฎหมายอาญาได้กำหนดความผิดต่อทรัพย์สินไว้ ดังนี้
1. ลักทรัพย์ คือ ผู้กระทำผิดเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปเป็นของตนโดยทุจริต ซึ่งเป็นทรัพย์ประเภท
สังหาริมทรัพย์ ( ทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้ ) เช่น ธนบัตร สร้อยคอทองคำ กระแสไฟฟ้า และขุดตักดินใน
ที่ของคนอื่น เป็นต้น มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี
2. วิ่งราวทรัพย์ คือ การลักทรัพย์โดยการฉกฉวยเอาทรัพย์นั้นไปต่อหน้าของเจ้าของทรัพย์ โดย
หยิบ คว้า หรือฉุดกระชากไปโดยเร็ว ได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี
3. ชิงทรัพย์ คือ การลักทรัพย์โดยใช้กำลังทำร้ายหรือขู่ว่าจะทำร้ายเจ้าของทรัพย์ โดยทั่วไปจะ
ใช้อาวุธจี้เอาทรัพย์จากเจ้าของไป มีโทษจำคุก 5 -10 ปี
4. ปล้นทรัพย์ คือ การชิงทรัพย์ โดยมีผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปมีโทษจำคุก 10- 15 ปี
5. กรรโชกทรัพย์ คือ ข่มขู่ให้ผู้อื่นให้ทรัพย์แก่ตน โดยใช้กำลังเข้าทำร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะทำ
อันตรายต่อชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียง เสรีภาพ หรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญ หรือของบุคคลที่สาม มีโทษจำ
คุกตั้งแต่ 6 เดือน - 7 ปี
6. ฉ้อโกงทรัพย์ คือ เอาทรัพย์ของผู้อื่นโดยทุจริตด้วยการหลอกลวง หรือแสดงข้อความอัน เป็นเท็จให้เจ้าของทรัพย์หลงเชื่อ และส่งมอบทรัพย์ให้แก่ผู้หลอกลวง โทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน
7. ยักยอกทรัพย์ คือ เบียดเบียนเอาทรัพย์ของผู้อื่น ซึ่งผู้กระทำผิดได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลรักษาหรือครอบครองทรัพย์นั้นแต่ผู้กระทำผิดได้หาโอกาสเบียดเบียนทรัพย์นั้นไปเป็นของตน
8. รับของโจร คือ การซื้อ รับจำนำ รับไว้ ช่วยซ่อนเร้น หรือช่วยจำหน่ายในทรัพย์นั้น โดยผู้กระทำผิดรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำความผิด ต้องได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี
9. ทำให้เสียทรัพย์ คือ การกระทำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นได้รับความเสียหาย เช่น ขว้างก้อนหินใส่กระจกหน้าต่างของเพื่อนบ้านจนแตก เป็นต้น มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี