ในปัจจุบันการเพาะปลูกของประเทศไทยก็ประสบปัญหาหลายประการที่สำคัญประการแรกคือ ดินขาดความอุดมสมบูรณ์กล่าวคือพื้นที่การเกษตรของประเทศไทยประมาณ 80% เป็นดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ ที่เป็นกรดสูงและที่สำ คัญเป็นดินที่ขาดจุลินทรีย์ที่มีขาดความอุดมสมบูรณ์ มีเป็นกรดสูง และที่สำ คัญเป็นดินที่ขาดจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อดินและต่อพืชซึ่งเรียกได้ว่าเป็นดินตาย สาเหตุก็มาจากการปลูกประโยชน์ต่อดินและต่อพืชซึ่งเรียกได้ว่าเป็นดินตาย สาเหตุก็มาจากการปลูกพืชชนิดเดียวกันซํ้ากันหลายปีไม่มีการปลูกพืชหมุนเวียนอีกทั้งมีการใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียวเป็นส่วนใหญ่ สุดท้ายก็ทำ ให้เกิดสภาพดินกรด ขาดความอุดมสมบูรณ์เกษตรกรปลูกพืชแล้วให้ตอบแทนได้ไม่เต็มที่
ดินมีพลังในการทำให้พืชเจริญเติบ เมื่อดินมีความอุดมสมบูรณ์ขึ้น ต้นพืชก็จะเจริญเติบโตตามไปด้วย ดังนั้น ดินจึงเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญในการปลูกพืช ปัจจุบัน พื้นที่ทำการเกษตร ส่วนใหญ่ ระบบนิเวศไม่เสถียรภาพ หน้าดินถูกทำลาย ต่างจากพื้นทีในป่า ซึ่งระบบนิเวศมีความเสถียรภาพ มีการหมุนเวียนของอินทรียวัตถุ และหน้าดินถูกปกป้องโดยสิ่งมีชีวิต จุลินทรีย์ ต้นหญ้า ใบไม้การทำให้ดินกลับมามีชีวิตอีกครั้ง สิ่งสำคัญคือการรู้และเข้าใจลักษณะ (คุณสมบัติเฉพาะ) และศักยภาพของดินในพื้นที่การเกษตรนั้น คือ การศึกษาธรรมชาติของดิน และลักษณะสุขภาพของดิน เพื่อเตรียมดินในพื้นที่ให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืช หลักการเกษตรที่นำหลักการพึ่งพากันตามกฎธรรมชาติ มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด คือ เกษตรธรรมชาติ หลักพื้นฐานในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้เกิดขึ้น คือ การปรับปรุงดิน โดยการใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด ทำให้ดินมีศักยภาพ การดูแลหน้าดิน โดยการปลูกพืชคลุมดิน คลุมดินด้วยหญ้า ฟางข้าว การไถพรวนดิน เพื่อเพิ่มอากาศเข้าสู่ดิน รักษาการทำงานของสิ่งมีชวิตในดินและรักษาโครงสร้างของดินให้ร่วนซุย
ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
1. อธิบายวิธีทำให้ดินแสดงศักยภาพที่ดีได้
2. อธิบายหลักการปรับปรุงดินโดยวิธีเกษตรธรรมชาติได้
3. อธิบายวิธีการทำปุ๋ยหมักได้
4. สามารถทำปุ๋ยหมักได้
5. อธิบายการใช้ปุ๋ยพืชสดบำรุงดินได้