พระมงคลบพิตร คือพระพุทธรูปสำริดองค์ใหญ่ที่สุดองค์หนึ่งในประเทศไทย เดิมทีพระองค์ประดิษฐานอยู่กลางแจ้งทางทิศตะวันออกของพระราชวังหลวง ศิลปกรรมและภูมิปัญญา: "อัศจรรย์งานหล่อสำริด"ความโดดเด่นของที่นี่อยู่ที่ตัว "องค์หลวงพ่อ" ซึ่งสะท้อนภูมิปัญญาช่างไทยชั้นสูง พุทธศิลป์ที่งดงาม: พระมงคลบพิตรเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้นถึงตอนกลาง ใบหน้าเปี่ยมด้วยความเมตตาและสงบนิ่ง ภูมิปัญญาการหล่อ: การหล่อพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่ขนาดนี้ในสมัยก่อนไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้การคำนวณสัดส่วนและการสำลักไฟที่แม่นยำความลับใต้ฐาน: ในคราวบูรณะ พ.ศ. 2499 มีการพบพระพุทธรูปจิ๋วจำนวนมหาศาลบรรจุอยู่ภายในองค์พระ ซึ่งเป็นคติการสร้างเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาของคนโบราณ
ตามพงศาวดารระบุว่า วัดนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1867 ซึ่ง สร้างก่อนที่พระเจ้าอู่ทองจะสถาปนากรุงศรีอยุธยาถึง 26 ปี โดยไม่ปรากฏนามผู้สร้างชัดเจน แกนหลักของวัดคือ "พระพุทธไตรรัตนนายก" หรือที่คนไทยเรียกว่า "หลวงพ่อโต" และชาวจีนเรียกขานว่า "เจ้าพ่อซำปอกง" เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยหน้าตักกว้างกว่า 14 เมตร
วัดนี้สะท้อนภูมิปัญญาความสัมพันธ์ระหว่างสยามและจีนมาตั้งแต่อดีต ในสมัยโบราณเมื่อมีเรือสำเภาจีนเดินทางมาค้าขาย จะต้องมาจอดเทียบท่าที่บริเวณหน้าวัดนี้เพื่อกราบไหว้ขอพรให้แคล้วคลาดปลอดภัย ตำนานเล่าว่าเมื่อครั้งจะเสียกรุงศรีอยุธยา หลวงพ่อโตทรงมีน้ำพระเนตรไหลออกมาเป็นที่อัศจรรย์ ปัจจุบันเป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณของชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายจีนทั่วประเทศ
แม้จะไม่ปรากฏหลักฐานการสร้างที่แน่ชัดในพงศาวดาร แต่สันนิษฐานจากรูปแบบเจดีย์ประธานทรงปรางค์และสถาปัตยกรรมว่าน่าจะสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลาง วัดนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของพระราชวังโบราณ หลังจากการเสียกรุง อาคารและวิหารหลวงได้พังทลายลงไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงฐานอิฐ
ทว่า สิ่งที่ยังคงทนแดดทนฝนมาได้กว่า 400 ปีคือ "พระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่" มีความยาวถึง 42 เมตร และสูง 8 เมตร ก่ออิฐถือปูน พระเศียรหนุนประคองอยู่บนปทุมมาศ (ดอกบัว) พระพักตร์มีรอยยิ้มอย่างสงบเปี่ยมเมตตาตามศิลปะอยุธยาตอนกลาง ปัจจุบันกลายเป็นศาสนสถานกลางแจ้งที่ผู้คนนิยมมาห่มผ้าศิราภรณ์สีเหลืองทองและกราบขอพรเพื่อความร่มเย็นเป็นสุขในชีวิต
สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2035 โดย สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงอุทิศที่ดินส่วนที่เป็นพระราชวังเดิมให้สร้างเป็นวัดหลวงในเขตพระราชฐาน ยึดรูปแบบไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา (เช่นเดียวกับวัดพระแก้วในปัจจุบัน) เพื่อใช้ประกอบพระราชพิธีสำคัญของราชสำนัก เจดีย์ 3 องค์ที่เห็นในปัจจุบันเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของกษัตริย์อยุธยา 3 พระองค์ ในอดีตพระวิหารเคยประดิษฐาน "พระศรีสรรเพชญ์" พระพุทธรูปยืนสูง 16 เมตรที่หล่อด้วยสำริดและหุ้มด้วยทองคำบริสุทธิ์น้ำหนักกว่า 170 กิโลกรัม ซึ่งถูกเผาลอกทองไปทั้งหมดเมื่อครั้งเสียกรุงครั้งที่ 2
เดิมชื่อ "วัดป่าแก้ว" สร้างขึ้นในสมัย พระเจ้าอู่ทอง (พ.ศ. 1899) เพื่อเป็นที่พำนักของพระสงฆ์สายวิปัสสนากรรมฐาน (ฝ่ายอรัญวาสี) จุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์เกิดขึ้นในรัชสมัย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช หลังจากที่ทรงกระทำยุทธหัตถีชนะพระมหาอุปราชาแห่งหงสาวดีในปี พ.ศ. 2135 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง "พระเจดีย์ชัยมงคล" ขนาดมหึมาขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติยศและเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะที่ส่งเสียงก้องไปทั่วภูมิภาค
สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1967 โดย สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ตรงบริเวณที่ถวายพระเพลิงศพของพระเชษฐาทั้งสองพระองค์ (เจ้าอ้ายพระยา และเจ้ายี่พระยา) ที่ชนช้างแย่งราชสมบัติกันจนสิ้นพระชนม์ทั้งคู่ วัดนี้โด่งดังไปทั่วโลกจากการขุดพบ "กรุสมบัติใต้พระปรางค์ประธาน" ในปี พ.ศ. 2500 ภายในอัดแน่นไปด้วยเครื่องราชูปโภคทองคำบริสุทธิ์ พระพุทธรูปแก้วมณี และจิตรกรรมฝาผนังสมัยอยุธยาตอนต้น (ปัจจุบันเครื่องทองจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา)
สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลาง (ราวปี พ.ศ. 2046) วัดนี้มีตำแหน่งอยู่นอกเกาะเมืองทางทิศเหนือ ความสำคัญสูงสุดในประวัติศาสตร์คือ เป็นวัดเดียวในเกาะเมืองอยุธยาที่ไม่ถูกพม่าเผาทำลาย เนื่องจากทัพพม่าใช้พื้นที่วัดนี้เป็นตั้งค่ายบัญชาการและตั้งปืนใหญ่ยิงเข้ามาในวัง สถาปัตยกรรมพระอุโบสถและขื่อลายฉลุไม้จึงเป็นฝีมือช่างอยุธยาแท้ดั้งเดิม ด้านในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยทรงเครื่องกษัตริย์ที่วิจิตรอลังการที่สุดในประเทศไทย
ตั้งอยู่บนเกาะกลางน้ำฝั่งตรงข้ามพระราชวังบางปะอิน สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2421 ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เพื่อทรงใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญพระราชกุศล ความอัศจรรย์คือ ทรงโปรดให้สถาปนิกชาวอิตาลีออกแบบตัววัดให้ออกมาในรูปแบบโบสถ์คริสต์สไตล์โกธิค (Gothic Revival) มีหน้าต่างประดับกระจกสีสวยงาม (Stained Glass) ยอดโดมแหลมสูง แต่ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปและดำเนินการตามหลักพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์
สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น ราวปี พ.ศ. 1914 ในรัชสมัย สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว) วัดนี้เปรียบเสมือนศูนย์กลางการบริหารทางศาสนา เพราะเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชฝ่ายคามวาสี และเป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ สิ่งที่เป็นสิ่งมหัศจรรย์ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวทั่วโลกคือ "เศียรพระพุทธรูปหินทรายที่ถูกโอบอุ้มด้วยรากต้นโพธิ์" ตามธรรมชาติอย่างลงตัวและสงบนิ่ง สะท้อนสัจธรรมความงามผ่านกาลเวลา
สร้างขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2228 หลังจากที่ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงพระราชทานที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้แก่ พระคุณเจ้าหลุยส์ ลาโน และคณะมิชชันนารีชาวฝรั่งเศส เพื่อเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่ศาสนา คริสตจักรแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นโรงเรียนและโรงพยาบาลควบคู่กันไป ในคราวเสียกรุงโบสถ์ไม้หลังเดิมถูกเผาทำลาย และได้รับการบูรณะก่ออิฐถือปูนขึ้นใหม่ในสมัยรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 5) เป็นสัญลักษณ์แห่งเสรีภาพทางความเชื่อของกรุงศรีอยุธยา
เดิมชื่อ "วัดกษัตรา" หรือ "วัดกษัตราวาส" เป็นวัดโบราณตั้งอยู่นอกเกาะเมืองทางทิศตะวันตกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ปรากฏนามผู้สร้างชัดเจนแต่สันนิษฐานว่าสร้างโดยกษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์ในสมัยอยุธยาตอนกลาง ความสำคัญในประวัติศาสตร์คือ เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่พม่าใช้ตั้งค่ายและปืนใหญ่ เพื่อระดมยิงข้ามแม่น้ำเข้าไปทำลายพระนครเนื่องจากเป็นพื้นที่สูง
หลังจากการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นโดยกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท วัดนี้ยังคงรักษารูปทรงพระอุโบสถแบบอยุธยาที่มีฐานโค้งสำเภา และพระปรางค์ประธานที่สลักเสลาลวดลายปูนปั้นอย่างวิจิตรบรรจงไว้ได้เป็นอย่างดี
สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1981 ในรัชสมัย สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ตั้งอยู่นอกเกาะเมืองทางทิศตะวันออก ชื่อวัด "มเหยงคณ์" เป็นชื่อที่ตั้งตามอารามมเหยงคณ์ในประเทศศรีลังกา สะท้อนถึงการรับนับถือพระพุทธศาสนานิกายลังกาวงศ์อย่างแรงกล้าในยุคนั้น
ไฮไลท์สำคัญคือ "พระเจดีย์ฐานช้างล้อม" ซึ่งได้รับอิทธิพลศิลปะสุโขทัยและศรีลังกา ผสมผสานกับแนวกำแพงแก้วและเสาหน้ามุขโบสถ์ที่ก่อด้วยอิฐหนาแน่นขนาดมหึมา ปัจจุบันพื้นที่ส่วนหนึ่งได้รับการจัดตั้งเป็นศูนย์วิปัสสนากรรมฐานที่มีบรรยากาศสงบร่มรื่นและขรึมขลัง
หนึ่งในวัดที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์อยุธยา สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1896 โดย สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ณ บริเวณที่เรียกว่า "เวียงเหล็ก" ซึ่งเป็นที่ตั้งพลับพลาที่ประทับเดิมของพระองค์ก่อนที่จะย้ายข้ามฝั่งแม่น้ำไปสถาปนากรุงศรีอยุธยาอย่างเป็นทางการ
วัดนี้จึงเปรียบเสมือนจุดกำเนิดของอาณาจักร ภายในมีพระปรางค์ประธานองค์ใหญ่สไตล์ขอมล้อมรอบด้วยระเบียงคด และมี "ตำหนักพระพุทธโฆษาจารย์" ซึ่งเป็นที่จำพรรษาของพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ภายในตำหนักมีจิตรกรรมฝาผนังโบราณเล่าเรื่องราวทศชาติชาดกและภาพการเดินทางไปแสวงบุญที่ลังกาทวีปของพระสงฆ์ไทย