"งอบ" คือนวัตกรรมกันแดดและฝนรุ่นแรกๆ ของไทย ทำจาก "ใบลาน" ที่มีความทนทานและเหนียวเป็นพิเศษ โครงสร้าง: ด้านในจะมี "กะโหลกงอบ" ที่สานด้วยไม้ไผ่เป็นโครงวงกลม เพื่อให้ระบายอากาศได้ดี ใส่แล้วเย็นสบายหัว ไม่ร้อนอ้าวเหมือนหมวกผ้าทั่วไป ศิลปกรรมและภูมิปัญญา ชาวบางปะหัน โดยเฉพาะที่ หมู่บ้านโพธิ์เอน ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตงอบที่ใหญ่ที่สุดในไทย ภูมิปัญญาของที่นี่อยู่ที่ "ความประณีต" แหล่งเรียนรู้เชิงหัตถกรรม: จากวิถีชีวิตสู่ของที่ระลึกระดับโลกปัจจุบัน บางปะหันไม่ได้เป็นเพียงที่ผลิตงอบเพื่อส่งให้ชาวนาเพียงอย่างเดียว แต่ได้กลายเป็น "ศูนย์เรียนรู้มีชีวิต"
ความหมายและลักษณะ "สัญลักษณ์แห่งความขยันและมั่งคั่ง"ทำไมต้องเป็นปลาตะเพียน? คนโบราณช่างสังเกตครับว่าปลาตะเพียนเป็นปลาที่ปราดเปรียว ว่ายน้ำแคล่วคล่อง และขยายพันธุ์ได้รวดเร็วความหมายมงคล: ชื่อ "ตะเพียน" พ้องเสียงกับคำว่า "พากเพียร" ครับ การแขวนปลาตะเพียนไว้ให้เด็กดู จึงเป็นการอวยพรให้เด็กคนนั้นเติบโตขึ้นมาเป็นคนขยันหมั่นเพียร เลี้ยงง่าย และมีชีวิตที่มั่งคั่งอุดมสมบูรณ์เหมือนปลาในแม่น้ำเจ้าพระยา ลักษณะศิลปะ: จากใบลานสดสีเขียว ถูกนำมาจักเป็นเส้นเล็กๆ แล้วสานไขว้กันจนเกิดเป็นตัวปลาที่มีส่วนหัว ครีบ และหางที่อ่อนช้อย มีทั้งแบบสีธรรมชาติและแบบลงสีสันฉูดฉาดสะดุดตา
สิ่งที่ถูกถ่ายทอดไม่ใช่แค่ทักษะ แต่คือความอดทนและสมาธิ เพราะการจะสานปลาให้สมส่วนและแน่นหนานั้นต้องใช้ใจที่นิ่งและมือที่เบา ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของปราชญ์ชาวบ้านอยุธยาโดยแท้แหล่งเรียนรู้เชิงหัตถกรรม "จากของแขวนเปลสู่มรดกโลก" ปัจจุบัน หมู่บ้านทับน้ำ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้กลายเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่สำคัญ นักท่องเที่ยวและผู้เรียนสามารถเข้าไปสัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้านที่ยังคงสานปลาตะเพียนเป็นอาชีพหลัก มีการสาธิตการทำตั้งแต่ต้นจนจบ ในฐานะงานดีไซน์ที่ทรงคุณค่า
ประวัติและความเป็นมา
แม้จะชื่อว่า "มีดอรัญญิก" แต่แหล่งผลิตดั้งเดิมอยู่ที่อยุธยา ไม่ใช่ตำบลอรัญญิก จังหวัดพิษณุโลก เหตุที่ชื่อนี้เพราะในอดีตชาวบ้านจะนำมีดที่ตีเสร็จแล้วเดินทางไปขายที่ "ตลาดอรัญญิก" ซึ่งเป็นตลาดค้าอาวุธและเครื่องเหล็กที่ใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น
ประวัติศาสตร์ระบุว่า ช่างตีมีดอรัญญิกสืบเชื้อสายมาจาก ชาวเวียงจันทน์ ประเทศลาว ที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในสยามตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (บางข้อสันนิษฐานระบุว่าอาจเริ่มตั้งแต่ปลายสมัยอยุธยา) ช่างฝีมือเหล่านี้มีความเชี่ยวชาญในการหลอมและการตีเหล็กกล้าให้มีความคม ทนทาน และมีน้ำหนักสมดุล ในอดีตเป็นแหล่งผลิตศาสตราวุธหลัก เช่น ดาบและหอก
ประวัติและความเป็นมา
หากไม่มีภูมิปัญญานี้ เราคงไม่มีวัดวาอารามและพระราชวังโบราณอันยิ่งใหญ่ในอยุธยา "อิฐมอญโบราณ" หรืออิฐดินเผาอยุธยา เกิดจากภูมิปัญญาของ ชาวมอญ ที่อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ชาวมอญมีความเชี่ยวชาญในการเลือกดินเหนียวในลุ่มแม่น้ำ นำมาผสมกับแกลบข้าวและน้ำ หมักจนได้ที่แล้วนำไปอัดใส่แม่แบบไม้ ก่อนจะนำไปเผาด้วยฟืนในเตาโบราณเป็นเวลาหลายวัน
อิฐอยุธยามีคุณลักษณะพิเศษคือ มีสีส้มแดงอิฐชัดเจน เนื้อแกร่ง ทนทานต่อสภาพอากาศ และระบายความร้อนได้ดี ปัจจุบันภูมิปัญญานี้ยังคงอยู่เพื่อใช้ในการบูรณะโบราณสถาน และเป็นที่ต้องการอย่างมากในงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่ต้องการกลิ่นอายย้อนยุค
ประวัติและความเป็นมา
ด้วยภูมิประเทศของอยุธยาที่เป็นที่ลุ่มแม่น้ำ เต็มไปด้วยป่าไผ่และพืชพันธุ์ริมน้ำ ชาวบ้านจึงพัฒนาภูมิปัญญาการจักสานเพื่อตอบสนองต่อวิถีชีวิตเกษตรกรรมและการทำประมงมาตั้งแต่สมัยโบราณ เช่น การสานกระบุง ตะกร้า สุ่มจับปลา และ "งอบ" (หมวกสานใบลานสำหรับกันแดดกันฝนของชาวนา)
งานจักสานของอยุธยาโดดเด่นเรื่องความประณีตในการตอกเส้นไม้ไผ่ให้บางเสมอกัน และการรมควันเพื่อกันมอดและแมลง ทำให้เครื่องจักสานมีสีน้ำตาลคลาสสิกและอายุการใช้งานยาวนานนับสิบปี
เนื่องจากอยุธยาเป็นเมืองที่มีลักษณะเป็นเกาะและมีลำคลองนับร้อยสาย "เรือ" จึงเป็นยานพาหนะหลักในชีวิตประจำวัน ทั้งการเดินทาง การค้าขาย และการสงคราม ช่างต่อเรืออยุธยาจึงมีภูมิปัญญาที่เชี่ยวชาญในการเลือกไม้ โดยเฉพาะ ไม้ตะเคียนและไม้สัก
ภูมิปัญญานี้แบ่งเป็น "เรือขุด" (การนำซุงทั้งต้นมาขุดเจาะด้วยผึ่งจนกลายเป็นเรือ เช่น เรือมาด เรือบด) ซึ่งต้องใช้สายตาและความชำนาญอย่างมากเพื่อให้เรือบาลานซ์น้ำหนักได้ดี ไม่ล่มง่าย และ "เรือต่อ" (เรือที่นำไม้แผ่นมาประกอบกัน เช่น เรือกระแชง เรือเอี้ยมจุ๊น ที่ใช้ขนส่งข้าวสาร) ปัจจุบันแม้เรือไม้จะถูกแทนที่ด้วยเรือเครื่องยนต์และถนน แต่ภูมิปัญญาการซ่อมและต่อเรือจำลองขนาดเล็กยังคงถูกอนุรักษ์ไว้ในฐานะงานศิลปะ
ภูมิปัญญานี้สืบทอดมาจากช่างสิบหมู่ในราชสำนักอยุธยา มีความรุ่งเรืองถึงขีดสุดในสมัยอยุธยาตอนต้น ดังจะเห็นได้จาก "กรุวัดราชบูรณะ" และ "กรุวัดมหาธาตุ" ที่ขุดพบเครื่องราชูปโภคทองคำ มงกุฎ และเครื่องประดับฝีมือประณีตระดับโลก เอกลักษณ์ของเครื่องทองอยุธยาคือ การใช้ทองคำบริสุทธิ์ (ทองเนื้อเก้า) นำมาทำลวดลายฉลุที่ละเอียดอ่อน ผสมผสานเทคนิคการฝังอัญมณีและการลงยา
แม้ในปัจจุบันโรงงานขนาดใหญ่จะเข้ามาแทนที่ แต่ในอยุธยายังคงมีกลุ่มช่างโบราณที่อนุรักษ์การทำทองด้วยมือ (Handmade) ตั้งแต่การรีดทอง การทำลวดลายลวดถัก และการบัวลาย ซึ่งเป็นเทคนิคเฉพาะที่หาผู้สืบทอดยากมากในปัจจุบัน
ในสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวยุคโบราณ ชาวอยุธยาไม่ได้มีน้ำหอมเคมีเหมือนในปัจจุบัน แต่ใช้ภูมิปัญญา "ปรุงเครื่องหอม" จากธรรมชาติ น้ำอบไทยและแป้งร่ำอยุธยามีประวัติเคียงคู่กับราชสำนักมานาน ใช้สำหรับสรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ หรือแม้กระทั่งการประทินผิวของสตรีในวัง
กระบวนการทำมีความซับซ้อนมาก เริ่มจากการนำน้ำสะอาดมาลอยด้วยดอกไม้สดกลิ่นหอม (เช่น มะลิ กุหลาบมอญ ชมนาด) ทิ้งไว้หนึ่งคืน จากนั้นนำไปผ่านกระบวนการ "อบร่ำ" ด้วยควันจากเทียนอบที่ปรุงขึ้นจากผิวมะกรูด กำยาน และจันทน์เทศ อบซ้ำๆ หลายครั้งจนกลิ่นติดทนนาน ส่วนแป้งร่ำจะนำแป้งหินมาหยอดเป็นเม็ดเล็กๆ (แป้งกระแจะ) แล้วร่ำด้วยควันหอมเช่นกัน ถือเป็นภูมิปัญญาความงามเหนือกาลเวลา