ในกระบวนการคิดเชิงออกแบบจะมีขั้นตอนที่ต้องสร้างต้นแบบ(Prototype) ซึ่งจะเป็นการสร้างต้นแบบเบื้องต้นแบบง่าย ๆ โดยอาจจะสร้างต้นแบบ
เป็นภาพ 3 มิติ ภาพวาด แสดงละครจำลองสถานการณ์ หรือสร้างบทภาพก็ได้ การคิดเชิงออกแบบจะทำให้ต้นแบบที่เราต้องการสร้างมีข้อผิดพลาด (Error) น้อยมาก
การคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) เป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการสร้างนวัตกรรมได้เป็นอย่างดีในยุคที่ประเทศไทยมีนโยบายที่เปลี่ยนเตรษฐกิจแบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนการผลิตสินค้าโภดภัณฑ์ หรือสินค้าที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก เช่น ข้าวไทย ซึ่งมีมูลค่าต่อหน่วยให้ประเทศค่อนข้างต่ำไปสู่สินค้าเชิงนวัตกรรมซึ่งสร้างมูลค่าให้ประเทศสูงขึ้น เช่น การนำกากน้ำมันรำข้าวมาพัฒนาเป็นครีมเคลือบเงาอเนกประสงค์ที่ปราศจากกลิ่นเหม็นและสารเคมี และยังช่วยลดการเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ภายในรถยนต์ เช่น เบาะหนัง รวมทั้งสามารถป้องกันรังสียูวี่ได้ด้วย
ดังนั้น หากกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมที่มีขั้นตอนการพัฒนาชิ้นงานหรือเทคโนโลยีได้นำความคิดเชิงออกแบบมาใช้ควบดูไปด้วย จะทำให้ชิ้นงานหรือเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมีมูลค่าเพิ่ม
1.1 แนวคิดหลักของการคิดเชิงออกแบบ
การคิดเชิงออกแบบ เป็นกระบวนการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ต้องค้นหาประสบการณ์ของผู้ใช้ (User Experience) เพื่อพัฒนาต้นแบบออกมาทดลองในการตลาด (Iterative Prototyping) จากนั้นเมื่อทดลองใช้และได้รับผลตอบกลับจากผู้ที่มีการใช้งานจริง หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ (Stakeholder Feedback) จึงนำมาปรับปรุง และผลิตเพื่อจำหน่ายต่อไป
การคิดเชิงออกแบบจึงเป็นกระบวนการออกแบบที่เรียนรู้จากผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลางอย่างลึกซึ้ง ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าการคิดเชิงออกแบบผลิตภัณฑ์จึงเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความพึงพอใจของผู้ใช้อย่างแท้จริง
จากภาพที่ 4.2 การคิดเชิงออกแบบของขวดซอสมะเขือเทศซึ่งครั้งแรกออกแบบให้ใส่ในขวดแก้วใส เพื่อต้องการให้ลูกค้าเห็นคุณภาพของซอสข้างใน เพราะเชื่อว่าจะกระตุ้นความอยากกิน แต่ต่อมาผู้ผลิตได้สอบถามจากประสบการณ์ของผู้ใช้งานจนพบว่า ผู้ใช้มักมีปัญหาการเทซอสจากขวดยากจึงได้พัฒนาเป็นขวดพลาสติกแบบบีบ และเมื่อเจาะลึกประสบการณ์ของผู้ใช้พบว่า เวลาซอสใกล้จะหมดขวดผู้ใช้จะต้องพลิกขวดคว่ำไปมาเพื่อให้ซอสไหลออกมา
ผู้ผลิตจึงพัฒนาจนออกมาเป็นขวดพลาสติกที่คว่ำลงซึ่งตอบสนองต่อการใช้งานของผู้ใช้ ทำให้ยอดขายของผลิตภัณฑ์สูงขึ้น โดยการคิดเชิงออกแบบ
มีแนวคิดหลัก 3 ขั้นตอน ดังนี้
การคิดเชิงออกแบบ
1. การเข้าใจปัญหาอย่างถูกต้อง (Understand)
ขั้นตอนนี้จำเป็นต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง เป็นขั้นตอนที่มีบทบาทต่อการกำหนดทิศทางในการแก้ปัญหา โดยควรตั้งคำถามที่ถูกต้องเท่านั้นจึงจะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ตรงประเด็นการคิดเชิงออกแบบมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่ง คือ การออกแบบโดยนำคนที่เราต้องการจะแก้ปัญหาให้เป็น
ศูนย์กลาง ตัวอย่างเช่น หากเป็นหมอหรือพยาบาลที่ต้องการสร้างสรรค์บริการที่ดีควรเริ่มที่การทำความเข้าใจความต้องการของคนไข้ หรือหากเป็นครูที่ต้องการพัฒนาการเรียนการสอนของตัวเองควรเริ่มที่การทำความเข้าใจนักเรียน
2. การคิดแบบไม่มีกรอบ (Brainstorm)
ขั้นตอนนี้เป็นการทำให้ข้ามผ่านอุปสรรคสำคัญที่ทำให้นวัตกรรมใหม่ไม่เกิด คือ กรอบความคิดในกระบวนการคิดเชิงออกแบบซึ่งจะมุ่งเน้นการแยกการสร้างสรรค์แนวคิดออกจากการประเมิน นั่นคือสร้างแนวคิดออกมาให้มาก แล้วนำแนวคิดเหล่านั้นมาประเมินว่าแนวคิดใดมีความเป็นไปได้บ้าง
3. เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ (Prototype)
ขั้นตอนนี้ต่อยอดมาจากขั้นตอนการคิดแบบไม่มีกรอบ ซึ่งหลายครั้งที่ได้แนวคิดมากมาย แต่ไม่ลงมือทำจะทำให้นวัตกรรมไม่เกิดขึ้น ขั้นตอนนี้เป็นการเปลี่ยนแนวคิดดี ๆ ให้เป็นรูปร่างด้วยการสร้างต้นแบบ หรือแบบจำลองอย่างง่ายที่สามารถนำไปสื่อสารแนวคิดต่อได้ การสร้างต้นแบบ คือ การลงมือทำที่ทำให้เกิดการเรียนรู้และทำให้เราเห็นชัดเจนขึ้นว่าแนวคิดที่เลือกมานั้นตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายหรือไม่
1.การทำความเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง (Empathize)
การทำความเข้าใจปัญหาที่เราพยายามแก้ไข โดยการสังเกตและ
มีส่วนร่วม เพื่อให้มีประสบการณ์และเข้าใจถึงแรงจูงใจและความจำเป็นในการแก้ไขปัญหา ซึ่งการเอาใจใส่นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากต่อกระบวนการออกแบบ เพราะมันช่วยให้เราสามารถตั้งสมมติฐานได้เหมาะสมกับบริบท
และสภาพแวดล้อมนั้น ๆ
2.การระบุปัญหาและกรอบของปัญหา (Define)
การนำข้อมูลทั้งหมดที่หาได้จากขั้นแรกมาวิเคราะห์และสังเคราะห์รวมกัน เพื่อตกผลึกเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาออกมา แล้วจึงนำมาอธิบายถึงปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ ซึ่งขั้นนี้จะช่วยให้การรวบรวมแนวคิดเพื่อนำไปสร้างองค์ประกอบสำหรับการแก้ปัญหา สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3.การหาแนวทางแก้ไข (Ideate)
ขั้นของการเริ่มนำไอเดียที่ได้มาสร้างให้เป็นรูปธรรม ด้วยการคิดนอกกรอบ เพื่อมองหาวิธีแก้ปัญหาใหม่ ๆ ซึ่งอาจใช้วิธีการระดมสมองสำหรับกระตุ้นให้สมาชิกทุกคนได้คิดอย่างอิสระและขยายขอบเขตแนวทางแก้ปัญหาออกไป จากนั้นจึงรวบรวมไอเดียทั้งหมดที่ได้ แล้วเลือกเฟ้นเฉพาะวิธีที่คิดว่าดีหรือเหมาะสมที่สุด
4.สร้างต้นแบบ (Prototype)
การสร้างผลิตภัณฑ์หรือแนวทางต้นแบบโดยลดขนาด ฟังก์ชัน หรือลดทอนรายละเอียดต่าง ๆ ลง เพื่อตรวจสอบว่าสามารถแก้ปัญหาได้ตามแนวคิดหรือไม่ โดยเป้าหมายของขั้นนี้คือการรวบรวมข้อมูล เพื่อพิจารณาว่าแนวคิดที่นำมาสร้างแนวทางแก้ปัญหาทั้งหมดนั้น เหมาะสมหรือไม่ มีจุดบกพร่องตรงส่วนไหน หรือมีอะไรที่ต้องปรับปรุงบ้าง เพื่อให้สามารถตอบสนองกับความต้องการและนำไปแก้ปัญหาได้ดีที่สุด
5.ทดลองใช้ (Test)
การทดสอบแนวทางแก้ไขปัญหาหรือผลิตภัณฑ์ทั้งหมดอย่างเข้มงวดอีกครั้ง โดยนำไปใช้งานและเก็บข้อมูล รวมถึงข้อเสนอแนะต่าง ๆ เพื่อนำข้อมูลที่ได้ปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น