เสียง เกิดจากการสั่นของวัตถุ ทำให้เกิดพลังงานที่วัตถุถ่ายเทไปยังตัวกลางแล้วเดินทางไปจนถึงผู้รับเสียง ดังนั้น การที่เราสามารถคุยกันได้ก็เพราะมีอากาศเนตัวกลางนั่นเอง เสียงสามารถเดินทางผ่านตัวกลางได้ทั้งของแข็ง ของเหลว และแก๊ส และจะไม่ได้ยินเสียงหากไม่มีตัวกลาง เช่นถ้าเราอยู่ในอวกาศที่เป็นสุญญากาศ เราจะไม่สามารถสื่อสารกันได้หากขาดอุปกรณ์ที่ช่วยในการสื่อสาร การสื่อสารในชีวิตประจำวันจะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น เสียงจึงเป็นการสื่อสารที่รวดเร็วและเกิดความชัดเจนมากกว่าการสื่อสารในรูปแบบอื่น ทำให้มีการคิดค้นเทโนโลยีต่าง ๆ ที่จะทำให้การติดต่อสื่อสารนั้นมีทั้งภาพและเสียง
เพื่อการพูดคุยได้ชัดเจนและเป็นการลดปัญหาเกี่ยวกับการพูดคุยกันที่อยู่ไกลข้ามประเทศก็ตาม ทำให้เราควรจะมีความรู้และทักษะเกี่ยวกับเสียงเพื่อใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม
3.1 การเคลื่อนที่และอัตราเร็วของเสียง
เสียงเป็นดลื่นกลตามยาวที่เกิดจากการสั่นของแหล่งกำเนิดเสียง พลังงานของการสั่นจะถูกถ่ายโอนให้แก่โมเลกุลของตัวกลางที่อยู่รอบ 1 ส่งผลให้โมเลกุลของตัวกลางเกิดการอัดตัวและขยายตัวแล้วเกิดการถ่ายทอดพลังงานไปโดยที่อนุภาคตัวกลางสั่นไปมาอยู่ที่เดิม
ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราเร็วของเสียง
1. ชนิดของตัวกลาง เสียงอาศัยตัวกลาง ดังนั้น เมื่อเปลี่ยนตัวกลางจากอากาศเป็นของแข็ง หรือของเหลวจะทำให้มีอัตราเร็วของเสียงที่เดินทางไปตามตัวกลางที่อุณหภูมิเดียวกัน จะแตกต่างกัน ดังนี้
จากตารางข้างต้น จะเห็นได้ว่า อัตราเร็วของเสียงในตัวกลางที่มีสถานะเป็นของแข็งจะมีอัตราเร็วที่สุดรองลงมา คือ ของเหลวและแก๊ส ตามลำดับ
2. อุณหภูมิ อัตราเร็วเสียงจะแปรผันตรงกับรากที่ 2 ของอุณหภูมิเคลวิน เพราะเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นจะทำให้อนุภาคตัวกลางมีพลังงานจลน์มากขึ้น การอัดตัวและขยายตัวจะเกิดได้เร็วขึ้น ทำให้เสียงเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเร็วเสียงกับอุณหภูมิเคลวิน คือ
3.2 อุปกรณ์ที่ทำให้เกิดเสียง
อุปกรณ์ที่ทำให้เกิดเสียงมีอยู่มากมาย เช่น เครื่องดนตรี ระฆัง การพูดคุย โดยมีหลักการที่เหมือนกันก็คือเสียงต้องการตัวกลางในการเดินทางมาถึงผู้ฟัง ดังนั้น เราจึงควรศึกษาเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดเสียงว่ามีการทำงานอย่างไรจึงทำให้เกิดเสียงขึ้นมาได้
ลำโพง (Speaker) หน้าที่สำคัญของลำโพง คือเปลี่ยนสัญญาณทางไฟฟ้าที่ได้มาจากเครื่องขยายเป็นสัญญาณเสียง ลำโพงที่สร้างเสียงให้เหมือนกับตันฉบับเดิมมากที่สุด
จะมีราคาแพง เสียงเกิดจากมีสัญญาณไฟฟ้ากระแสสลับเข้าไปในคอยส์เสียง จึงทำให้แผ่นลำโพงสั่นลักษณะเคลื่อนที่ขึ้นและลง ส่งผลให้เกิดการอัดอากาศด้านหน้าจึงเกิดคลื่นเสียงขึ้น การสั่นเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความถี่ และเสียงจะดังหรือเบาขึ้นอยู่กับแอมพลิจูดของสัญญาณไฟฟ้า ดังนั้น ขนาดของลำโพงมีความสำคัญมาก ถ้าต้องการให้เสียงเหมือนกับเสียงธรรมชาติมากที่สุด ลำโพงจะต้องมีหลายขนาด ซึ่งเราแบ่งลำโพงโดยใช้ความถี่ออกเป็น 3 ประเภท คือ วูฟเฟอร์ (Woofer) ทวีตเตอร์ (Tweeter) และมิดเรนจ์ (Midrange)
บัซเซอร์ (Buzzer) คือ ลำโพงแบบแม่เหล็กหรือแบบเปียโซ มีวงจรกำเนิดความถี่ (Oscillator)อยู่ภายในตัวเอง ลักษณะการทำงานเกิดจากการป้อนแรงดันไฟฟ้าทำให้กำเนิดเสียงได้ด้วยตัวเอง แต่ไม่สามารถเปลี่ยนความถี่ของเสียงได้ เสียงบัซเซอร์นั้นเรามักจะได้เห็นหรือได้ยินบ่อยครั้ง เช่น เสียงปี๊บที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ ตัวจับเวลา การกดเมาส์และมีเสียงดังซึ่งส่วนมากบัซเซอร์จะถูกนำไปใช้กับโรงงานเพื่อแจ้งเดือนเกี่ยวกับระบบความปลอดภัยของอุปกรณ์หรือเครื่องจักรที่ทำงานอยู่ ทำให้ผู้ที่ปฏิบัติงานทราบถึงระบบที่ทำงานอยู่ว่ามีความปลอดภัยหรือไม่ บัซเซอร์ที่ติดในโรงงานจึงมีหลายแบบและหลายระดับเพื่อแจ้งเตือนตามความเหมาะสมของงานต่าง ๆ