เติบโตอย่างมั่นคง เริ่มจากรู้จักธุรกิจของตนเอง
ก่อนวางแผนขยายยอดขาย เพิ่มทีม หรือลงทุนเทคโนโลยีใหม่ ผู้บริหารควรตอบให้ได้ว่า
วันนี้ธุรกิจของเราแข็งแรงตรงไหน?
มีข้อจำกัดอะไร?
และพร้อมรับความเสี่ยงได้เพียงใด?
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เป็นหลักคิดที่สามารถนำมาประยุกต์กับการบริหารธุรกิจ ผ่านความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกัน บนพื้นฐานของความรู้คู่คุณธรรม
ในมุมมองของ JR Synergy หลักคิดนี้แปลงเป็นการลงมือทำในองค์กรได้ดังนี้
รู้สถานะก่อนกำหนดทิศทาง
มองให้ครบทั้งรายได้ กำไร กระแสเงินสด ภาระงาน ความสามารถของทีม และความต้องการของลูกค้า
จัดสรรทรัพยากรให้เหมาะกับเป้าหมาย
เลือกลงทุนในสิ่งที่แก้ปัญหาสำคัญ พร้อมประเมินต้นทุน ผลที่คาดหวัง และความพร้อมในการนำไปใช้
สร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจ
เตรียมคนทดแทนในงานสำคัญ ลดการพึ่งพาลูกค้าหรือผู้ส่งมอบรายเดียว และวางแผนรองรับเหตุสะดุด
หล่อเลี้ยงความสามารถของคนอย่างต่อเนื่อง
ให้ความรู้ควบคู่กับเวลาฝึกฝน โอกาสรับผิดชอบงาน และการโค้ชจากหัวหน้างาน
ขยายผลตามหลักฐานและความพร้อม
เริ่มจากขอบเขตที่บริหารได้ ติดตามผล เรียนรู้ และเพิ่มการลงทุนเมื่อเห็นแนวทางที่เหมาะสม
ความเร็วในการเติบโตควรสอดคล้องกับโอกาสและความพร้อมขององค์กร พร้อมรักษาคุณภาพ ความรับผิดชอบ และความเชื่อมั่นของผู้เกี่ยวข้อง ซี่งอาจต้องการเวลารดน้ำ พรวนดิน เติมปุ๋ย บำรุงรักษาต่อเนื่องแรมปี...หรือหลายปี
JR Synergy เชื่อในพลังของการเปลี่ยนแปลงที่มีทิศทาง ใช้ความรู้ในการตัดสินใจ และสร้างความเข้มแข็งจากภายในก่อนก้าวต่อไป คุณรู้จักสถานะธุรกิจของตัวเองชัดเจนเพียงใด?
JR Synergy Co.,Ltd.________________Change for Excellence
พัฒนาคน สร้างคุณค่า พาองค์กรเติบโตอย่างมั่นคง
#JRSynergy #ChangeForExcellence #เติบโตอย่างมั่นคง #training #HRM #HRD #Strategy #Changemanagement
ยอดขายที่เติบโตอย่างยั่งยืน เริ่มต้นจากคนที่สร้างคุณค่าได้มากขึ้น
คุณว่าจริงไหม ?
เมื่อธุรกิจต้องการเพิ่มยอดขาย คำถามสำคัญที่ควรถามควบคู่กันคือ
“วันนี้ คนของเรามีความรู้และความสามารถเพียงพอที่จะสร้างการเติบโตนั้นแล้วหรือยัง?”
ในการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank ปี 2569 ประเทศไทยนำเสนอแนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People,
Building Resilience” ที่ให้ความสำคัญกับคนและความสามารถในการรับมือความเปลี่ยนแปลง โดยเชื่อมโยงกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
สำหรับภาคธุรกิจ แนวคิดนี้ชวนให้เรากลับมามองรากฐานขององค์กร เพราะยอดขายแต่ละรายการเกิดจากความสามารถของคนหลายฝ่ายร่วมกัน
• ฝ่ายขายเข้าใจปัญหาลูกค้า และอธิบายคุณค่าของสินค้าได้
• ฝ่ายปฏิบัติการสร้างคุณภาพและส่งมอบได้ตามสัญญา
• ฝ่ายบริการแก้ปัญหาและดูแลความเชื่อมั่นของลูกค้า
• ผู้บริหารเชื่อมเป้าหมาย ทรัพยากร และการทำงานของทุกฝ่ายเข้าด้วยกัน
การพัฒนาคนจึงควรเริ่มจากโจทย์ธุรกิจที่ชัดเจน แล้วสร้างโอกาสให้เรียนรู้ ทดลองทำ รับคำแนะนำ และนำความรู้กลับไปปรับปรุงงาน
อย่างต่อเนื่อง เมื่อคนทำงานได้ดีขึ้น ลูกค้าย่อมมีโอกาสได้รับคุณค่ามากขึ้น และองค์กรมีฐานที่แข็งแรงขึ้นสำหรับการเติบโต
JRS เชื่อว่า การพัฒนาคนให้เชื่อมโยงกับงานจริง คือจุดเริ่มต้นสำคัญของการพัฒนาธุรกิจ
วันนี้ องค์กรของคุณต้องการเติบโตด้านใด และต้องพัฒนาความสามารถของคนเรื่องใดเพื่อไปให้ถึง?
JR Synergy Co.,Ltd.________________Change for Excellence
พัฒนาคน สร้างคุณค่า พาองค์กรเติบโตอย่างมั่นคง
#JRSynergy #ChangeForExcellence #พัฒนาคนพัฒนาธุรกิจ
การฝึกอบรมพัฒนาสามารถช่วยเพิ่มยอดขายได้จริงไหม ?
การฝึกอบรมพัฒนาคนในองค์กร
มีความสัมพันธ์และสำคัญอย่างไร กับการเพิ่มยอดขายรายได้ขององค์กร
1. บทนำ: ทำไม “คน” จึงเป็นตัวแปรสำคัญของยอดขาย
การฝึกอบรมและพัฒนาคน (Training & Development) มีความสัมพันธ์โดยตรงกับยอดขาย รายได้และ ผลกำไรขององค์กร เพราะ “คน” คือผู้สร้างคุณค่าให้กับลูกค้าและเป็นผู้ขับเคลื่อนผลลัพธ์ทาง
ธุรกิจในทุกจุดที่ลูกค้า สัมผัส หากพนักงานมีความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่เหมาะสม ย่อมส่งผลต่ประสิทธิภาพการทำงาน และผลประกอบ การในทุกส่วนขององค์กร
2. มุมมองสำหรับผู้บริหาร: การลงทุน ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย
การฝึกอบรมไม่ควรถูกมองว่าเป็น “ค่าใช้จ่าย” แต่เป็น การลงทุน (Investment) ที่สร้างผลตอบแทนใน ระยะยาว เพราะช่วยให้องค์กรมีศักยภาพในการแข่งขันสูงขึ้น ทั้งในด้านยอดขาย คุณภาพ การบริการ ประสิทธิภาพ การดำเนินงาน และความสามารถในการสร้างนวัตกรรม
ข้อมูลเชิงสถิติระดับโลกสนับสนุนแนวคิดนี้อย่างชัดเจน: รายงาน State of the Industry ของ Association for Talent Development (ATD) ซึ่งสำรวจองค์กรหลายร้อยแห่งทั่วโลกทุกปีพบว่าองค์กรโดยเฉลี่ยลงทุนด้านการเรียนรู้ และพัฒนาราว 846–1,254 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 28,000-42,000 บาท
ต่อพนักงานหนึ่งคนต่อปี (ข้อมูลปี 2024–2025) และในปี 2023 องค์กรต่าง ๆ ลงทุนในสัดส่วนต่อรายได้ สูงที่สุดในรอบ 5 ปี คือประมาณ 2.9% ของรายได้รวม สะท้อนว่าองค์กรชั้นนำมองการพัฒนาคนเป็น กลไกขับเคลื่อนธุรกิจ ไม่ใช่รายจ่ายที่ตัดได้เมื่อเศรษฐกิจฝืดเคือง
อ่านต่อ ข้อมูลน่าสนใจ สำหรับผู้บริหาร ในตอนต่อไป....2
7 แนวทางไอเดียพัฒนา ความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาคนกับการเพิ่มยอดขาย
ขอรับเอกสารเพิ่มเติม ได้ที่ jrsynergy@gmail.com
ความสำคัญของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ
The Importance of Effective Communication
การสื่อสารและการรับฟังเป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่ง ในการทำงานใดๆ ก็ตาม ทักษะเหล่านี้ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น ส่งเสริมความเข้าใจ และช่วยให้แต่ละคนเข้าใจมุมมองของกันและกันได้ดีขึ้น ในการพัฒนาทักษะการสื่อสารและการสื่อสารที่ดี สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงคือความสามารถในการแก้ไขความขัดแย้งอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อใดก็ตามที่พบกับสถานการณ์ที่ยากลำบากหรือขัดแย้งกัน บุคคลนั้นควรพยายามหาทางออกเพื่อแก้ไขปัญหาแทนที่จะโต้เถียงกันอย่างรุนแรง ซึ่งอาจรวมถึงการค้นหาจุดร่วมระหว่างทั้งสองฝ่ายหรือการหาวิธีประนีประนอมร่วมกัน แทนที่จะใช้วิธีแบบเผชิญหน้าซึ่งอาจเพิ่มความตึงเครียดและเพิ่มจำนวนข้อพิพาทขึ้น
นอกจากนี้ การใช้ภาษาที่เป็นกลางและเป็นบวกยังสามารถช่วยให้แน่ใจว่าทุกคนจะได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง และประเด็นของความคิดเห็นจะไม่ได้รับการตีความในลักษณะใดรูปแบบหนึ่งเพียงอย่างเดียว ซึ่งสามารถช่วยลดความรู้สึกคับข้องใจได้ ท้ายที่สุด การมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในระหว่างการสนทนาเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างและมีความเคารพต่อกัน ซึ่งสมาชิกคนอื่นๆ สามารถแสดงความคิดเห็นของตนได้อย่างอิสระโดยไม่รู้สึกถูกคุกคามหรือไม่เห็นด้วย
การรับรู้ของผู้อื่นเป็นสิ่งที่ทรงพลังมาก และสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายได้โดยการเรียนรู้จากประสบการณ์ของพวกเขาเอง ดังนั้น หากบุคคลนั้นมีโอกาสมากมายในการสร้างความสัมพันธ์และความใกล้ชิดกับผู้คนรอบตัว พวกเขาก็สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาสนใจและสิ่งต่างๆ ที่กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งจะช่วยในการปรับปรุงการสื่อสารของตนเองในอนาคต
สาระความรู้ Knowlege :
PDPA คืออะไร ?
พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA, Personal Data Protection Act.)ประกาศใช้ ตั้งแต่ 27 พ.ค. 2562 และมีประกาศเลื่อนมาถึง 2 ปี จนกระทั่งล่าสุดจะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 มิถุนายน 2565 นี้เป็นต้นไป
กฎหมายนี้มีประโยชน์กับใคร?
PDPA ช่วยคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนผู้เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หากถูกละเมิดสิทธิหรือถูกนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอมหรือเกิดความเสียหาย เดือดร้อนรำคาญ ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง ท่านสามารถร้องเรียนต่อสำนักงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ภาครัฐได้
การลงโทษกรณีไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจะเป็นอย่างไร ?
* บทลงโทษมีทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง ปรับตั้งแต่ 5แสนบาท ถึง 1-5 ล้านบาท ขึ้นกับความเสียหายที่เกิดขึ้น
ใครเกี่ยวข้องกับกฎหมายนี้บ้าง ?
PDPA ครอบคลุมทุกองค์กรที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย รวมถึงหน่วยงานในต่างประเทศที่ขายสินค้าบริการให้กับคนไทย
ผู้ที่มีบทบาท 3 คนสำคัญได้แก่
* เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
* ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
* ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
* เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (Data Subject) คือบุคคลที่ข้อมูลระบุถึง ควรรู้สิทธิ ใช้สิทธิท่านตามกฎหมาย ในการรับแจ้ง ขอเข้าถึง สำเนา โอนข้อมูล ลบทำลาย แก้ไข จำกัดการใช้ และระงับ คัดค้านได้ หน่วยงานจึงจัดอบรมให้เกิดความตระหนักในสิทธิเสรีภาพของทุกคน และขอความร่วมมือพนักงานช่วยป้องกันข้อมูลรั่วไหล
* ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller)คือ บุคคลหรือนิติบุคคลที่มีอำนาจตัดสินใจในการเก็บ รวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูล ต้องทำบันทึกการขอความยินยอม (Consent) หากเกิดกรณีข้อมูลรั่วไหลต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลและสนง.จนท.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลภายใน 72 ช.ม. ต้องดำเนินการชดเช ยเยียวยาเจ้าของข้อมูลหากเกิดการละเมิด เป็นต้น
* ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Data Processor)
คือบุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งดำเนินการตามคำสั่งในนามของผู้ควบคุมข้อมูล ในการเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
ดังนั้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงค่าปรับจากความไม่รู้หรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจนเกิดเหตุละเมิดหรือร้องเรียนขึ้น จึงควรศึกษาข้อมูลเพื่อประโยชน์การรักษาปกป้องตามสิทธิหน้าที่ของท่าน กฎหมายมีทั้งหมด 96 มาตรา หัวข้อสำคัญที่ต้องรู้และทำความเข้าใจ มีราว 10 มาตราสำหรับผู้บริหารหัวหน้างาน
ขอทราบข้อมูลเพิ่มเติม
ติดต่อ : jrsynergy@gmail.com
0863225948
0853174259
บจก.เจอาร์ ซินเนอร์จี้บริการให้คำปรึกษาฝึกอบรม PDPA
พัฒนาระบบบริหารคุณภาพ ระบบความมั่นคงปลอดภัย เทคโนโลยีสารสนเทศ
ข้อมูลส่วนบุคคลคืออะไร ?
* คำว่าข้อมูลส่วนบุคคล คืออะไร?
คือ " ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แต่ไม่รวมถึงข้อมูลผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ " ได้แก่ ชื่อและนามสกุล ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล เลขบัตรประชาชน เพศ รูปภาพ วิดีโอ ลายนิ้วมือ ข้อมูลพฤติกรรมต่างๆ และข้อมูลใดๆก็ตามที่ทำให้เข้าใจว่าหมายถึงบุคคลใด
* ข้อมูลอ่อนไหว Sensitive Data คืออะไร?
คือ ข้อมูลได้แก่ เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความคิดเห็นทางการเมือง ความเชื่อในลัทธิ ศาสนา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ ข้อมูลสหภาพแรงงาน ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ
* พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) กฎหมายฉบับนี้ให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนคนไทย จึงมีบทลงโทษหากมีการละเมิดข้อมูลอ่อนไหว เช่น นำไปเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยโดยไม่ได้รับความยินยอมและน่าจะทำให้ผู้อื่นเกิดความเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง หรืออับอาย ต้องระวางโทษอาญา จำคุก 6 เดือน ปรับตั้งแต่ 5 แสน หรือโทษทางปกครองปรับสูงถึง 5 ล้านบาท
หน่วยงานองค์กรต่างๆจึงควรระมัดระวังในประเด็นนี้
(อ้างอิง พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 79 - 90)
ขอทราบข้อมูลเพิ่มเติม
ติดต่อ : jrsynergy@gmail.com
0863225948
0853174259
บจก.เจอาร์ ซินเนอร์จี้ บริการให้คำปรึกษาฝึกอบรม PDPA
พัฒนาระบบบริหารคุณภาพ ระบบความมั่นคงปลอดภัย เทคโนโลยีสารสนเทศ
FQA 10 คำถามยอดฮิตข้อมูลส่วนบุคคล
ถาม 1 : บริษัทใดควรเตรียมทำระบบตามประกาศพรบ.PDPA บ้าง?
ตอบ : ทุกบริษัทที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทของคนไทยหรือต่างชาติก็ตาม
ถาม 2 : หน่วยงานใดในองค์กรควรดูแลรับผิดชอบกฎหมายนี้ ควรเป็นฝ่ายบุคคลหรือไม่ ?
ตอบ : ทุกแผนกควรร่วมรับผิดชอบในฐานะที่องค์กรเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ไม่เฉพาะฝ่ายบุคคล เพราะมีหลาย
หน่วยงานที่มีการเก็บ การใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลอยู่ เช่น ฝ่ายการตลาด ส่งอีเมลปช.ให้กับลูกค้าซึ่ง
ไม่ทราบที่มาที่ไป ไม่เคยขอความยินยอมมาก่อน ฝ่ายจัดซื้อ เก็บข้อมูลผู้ขาย พ่อค้าแม่ค้าจำนวนมาก ฝ่าย
ถาม 3 : การร้องเรียนอาจจะเกิดขึ้นได้ในกรณีใดบ้าง?
ตอบ : การร้องเรียนอาจจะเกิดขึ้นเมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเกิดความเดือดร้อนรำคาญ เกิดความเสียหายจากข้อมูลรั่ว
ไหล เกิดความอับอาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง เป็นต้น
ถาม 4 : เมื่อมีคนนอกสอบถามข้อมูลกับฝ่ายบุคคล โดยอ้างว่าพนักงานได้ทำเรื่องขอกู้เงินไว้ ต้องการทราบสถานะ
พนักงานของเราว่ายังทำงานอยู่ที่บริษัทนี้หรือไม่ ? ฝ่ายบุคคลต้องทำอย่างไรต่อไป
ตอบ : เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลต้องสอบถามคนนอก พิสูจน์ตัวตนและลงบันทึกไว้ จากนั้นจึงขออนุญาตพนักงานของเราว่ามี
บุคคลภายนอกสอบถามมา เคยติดต่อขอกู้เงินที่ธนาคารนั้นหรือไม่ และยินยอมให้แจ้งข้อมูลกับเขาหรือไม่ แล้ว
ลงบันทึกไว้
ถาม 5 : บริษัทต้องควบคุมระวังการรั่วไหลของข้อมูลระหว่างบริษัทหรือไม่ ?
ตอบ : พรบ.นี้เกี่ยวข้องกับ "ข้อมูลส่วนบุคคล" ไม่ใช่ข้อมูลของบริษัท อย่างไรก็ตามในการทำงานของบริษัทต่อบริษัท
หากมีสัญญาซึ่งระบุการระวังรักษาความลับข้อมูลอยู่แล้ว ก็คงใช้สัญญานั้นต่อไป ถือว่ากฏหมายแพ่งพาณิชย์มี
ความสำคัญเหนือกว่า ส่วนพรบ.นี้เป็นเพียงกฏหมายเสริม
ถาม 6 : เจ้าหน้าที่ของรัฐมาติดต่อกับฝ่ายบุคคล โดยอ้างถึงความผิดของพนักงานของเรา ฝ่ายบุคคลจะทำอย่างไร?
ตอบ : ตามมาตรา 4 ของพรบ.นี้ เจ้าหน้าที่รัฐบางหน่วยงานได้รับการยกเว้นไม่บังคับ เช่น เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของ
รัฐ ความมั่นคงทางการคลัง การรักษาความปลอดภัยของประชาชน การป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน
นิติวิทยาศาสตร์ การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา ศาล กรมบังคับคดี
เป็นต้น แต่เมื่อมีบุคคลภายนอกซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐมาติดต่อ ฝ่ายบุคคลต้องสอบถามพิสูจน์ตัวตน และขอ
หนังสือที่กล่าวอ้างความผิดนั้นมาแสดงก่อน จึงแจ้งพนักงานของเราให้ทราบ และหากไม่มีเอกสารก็ไม่อาจให้
ข้อมูลได้
ถาม 7: ข้อมูลอ่อนไหว Sensitive Data คืออะไร? ถ้าไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจะถูกปรับอย่างไร ?
ตอบ : ข้อมูลอ่อนไหว หรือข้อมูลพิเศษ เป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล
คือ ข้อมูลได้แก่ เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความคิดเห็นทางการเมือง ความเชื่อในลัทธิ ศาสนา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติ
อาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ ข้อมูลสหภาพแรงงาน ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้
ต้องได้รับความยินยอมของเจ้าของข้อมูลจึงจะเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยได้ หากเก็บใช้เปิดเผยโดยไม่ขอความ
ยินยอม จะต้องระวางโทษทางอาญาหรือทางปกครอง จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับตั้งแต่ ห้าแสนถึง ห้าล้านบาท
ถาม 8 : ข้อมูลอ่อนไหว ทำไมจึงปรับแรง สูงถึง ห้าล้านบาท
ตอบ : กฎหมายของไทย ยึดถึอแบบอย่างจากกฎหมาย GDPR ของยุโรป สำหรับประเทศไทย คณะกรรมการผู้
เชี่ยวชาญของสำนักงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะพิจารณาลงโทษการปรับ หนักหรือเบาเป็นไปตามระดับของ
ความเสียหายที่เกิดขึ้น ขนาดกิจการ และพฤติกรรมต่างๆ เป็นต้น
อย่างไรก็ตามในต่างประเทศมีบริษัทที่เคยละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล และถูกปรับสูงกว่ามาก ในระดับหลายร้อย
หลายพันล้านบาท ซึ่งเป็นหน่วยงานขนาดใหญ่ มีข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมากจากทั่วโลก
ถาม 9: เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล DPO ควรมีกี่คน? ควรเป็นใครในองค์กร?
ตอบ : แต่งตั้งเพียงคนเดียวก็เพียงพอ DPO เป็นผู้บริหารระดับสูง อาจแต่งตั้งจากพนักงานหรือว่าจ้างบุคคลภายนอก
ก็ได้ บริษัทในเครือเดียวกัน สามารถใช้ DPO บุคคลเดียวกันได้
ถาม 10: ถ้าจะหลีกเลี่ยงค่าปรับ 1ล้านบาท หน่วยงานต้องทำอย่างไรบ้าง? ให้ทันการภายในก่อน 1 มิ.ย.2565 นี้
ตอบ : ควรศึกษาสาระในพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/069/T_0052.PDF
1. สร้างความตระหนัก ฝึกอบรมภายในให้พนักงานทราบสิทธิของตน
2. ประกาศแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและคณะทำงาน
3. จัดทำประกาศนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
4. จัดทำบันทึกขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (Consent)
5. จัดทำดำเนินการและลงบันทึกเมื่อมีเจ้าของข้อมูลขอใช้สิทธิส่วนบุคคล
6. ยกระดับมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล
รวมถึงควรศึกษา 10 ขั้นตอนแนะนำแผนดำเนินการพัฒนา PDPA อย่างต่อเนื่อง
หมายเหตุ :
ท่านสามารถเข้ารับฟังสัมมนาแบบออนไลน์ผ่าน Zoom 2 ช.ม.ได้ฟรี โดยวิทยากร PDPA ตามกำหนด จากบจก.เจอาร์ ซินเนอร์จี้
ติดตามที่หน้า Public Training / Training/ Seminar Schedule
ขอทราบข้อมูลเพิ่มเติม
ติดต่อ : jrsynergy@gmail.com
0863225948
0853174259
บจก.เจอาร์ ซินเนอร์จี้ บริการให้คำปรึกษาฝึกอบรม PDPA
พัฒนาระบบบริหารคุณภาพ ระบบความมั่นคงปลอดภัย เทคโนโลยีสารสนเทศ
เลิกตำน้ำพริกละลายแม่น้ำเสียที
สำรวจความจำเป็นในการฝึกอบรมอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ ?
หนึ่งในหัวข้อที่เป็นประเด็นในการพัฒนาองค์กร ที่หลายหน่วยงานระดับสากลมักจะมองข้ามความสำคัญของการพัฒนาบุคคลากร ทั้งนี้ บางหน่วยงานทำระบบมาตรฐานสากล และเมื่อถึงเวลาวางแผนการฝึกอบรมประจำปี ก็จะมีเพียงหัวหน้าแผนกบุคคลนั่งเทียนเขียนหลักสูตรต่างๆด้วยตนเอง เพื่อให้ทันเวลาใช้งานและอนุมัติแต่ละปี ถ้าดีกว่านั้นหัวหน้าแผนกบุคคลจะส่งแบบสำรวจให้หัวหน้าทุกหน่วยงานกรอกข้อมูลในแบบสำรวจมา แต่ก็มักจะพบว่า...ส่วนใหญ่ส่งกระดาษเปล่ากลับคืนมา
วิธีการสมัยใหม่ที่เราจะแนะนำต่อไปนี้ เป็นวิธีที่หน่วยงานระดับมาตรฐานสากลใช้ปฏิบัติและได้ผลเป็นอย่างดียิ่ง
คือ การสำรวจนั้นควรทำดังต่อไปนี้
1. สอบถามนโยบายผู้บริหาร ควรหาเวลาเข้าพบ สอบถามผู้บริหารถึงนโยบาย ทิศทางพัฒนาองค์กรตามความต้องการของผู้บริหาร จะได้รับฟังความคิด กลยุทธ์การพัฒนาองค์กรจากท่านซึ่งมีความรู้ประสบการณ์ และเข้าใจถึงบริบทของธุรกิจ ความต้องการลูกค้าและตลาด ความต้องการของผู้ขาย เป็นต้น ทั้งนี้เมื่อมีการวิเคราะห์บริบทองค์กร จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส อุปสรรคแล้ว ควรสรุปความต้องการปรับปรุงจุดอ่อน หรือพัฒนาความรู้ตามนโยบาย ตามโครงการที่กำหนดในแผนกลยุทธ์ธุรกิจ
2. สำรวจปัญหาจากหัวหน้าทุกหน่วยงาน คนทำงานย่อมเข้าใจปัญหาอุปสรรคของตน โดยใช้แบบสำรวจเบื้องต้นสอบถามถึงปัญหาและสาเหตุที่เป็นจุดอ่อนของหน่วยงาน ซึ่งจะนำไปสู่การสรุปหัวข้อที่ต้องการปรับปรุงได้ง่ายขึ้น ระบุถึงระดับที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจึงรวบรวมข้อมูลกลับมา สรุปภาพรวมเพื่อนำเสนอเป็นแผนฝึกอบรมประจำปี ไปยังฝ่ายบริหาร
3. สำรวจความสนใจพัฒนาความรู้ของหัวหน้าแต่ละหน่วยงาน ถ้ามีหลักสูตรเป้าหมายที่สนใจและเป็นประโยชน์ต่องานที่รับผิดชอบ สามารถกรอกชื่อหลักสูตรลงในส่วนท้ายของแบบฟอร์มนี้ อาจแนะนำสถาบันที่ฝึกอบรมภายนอก และค่าสัมมนา ถ้ามีข้อมูลควรแนบโบร์ชัวร์ให้ฝ่ายบุคคลทราบ
4. ฝ่ายบุคคลแนะนำหลักสูตรเป็นแนวทาง ให้สืบค้นหัวข้อฝึกอบรมจากสถาบันต่างๆ เลือกหัวข้อนำเสนอไว้เป็นไอเดีย เพียงแค่เลือกหัวข้อที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงาน ใส่หมายเหตุ ฝึกอบรมในสถานที่หรือนอกสถานที่ หรือ แนะนำให้หน่วยงานอื่นใดควรรับการฝึกอบรม เป็นต้น
การพัฒนาความรู้ในสมัยใหม่ อาจไม่จำเป็นต้องฝึกอบรมเสมอไป ในบางกรณีการสร้างกิจกรรมจะช่วยเสริมสร้าง จิตสำนึกของพนักงานได้ เช่น ถ้าฝึกอบรม 5ส. โดยไม่มีกิจกรรมปฏิบัติร่วมกัน ก็ยากที่จะเห็นการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และหากขาดเจ้าภาพดูแลโครงการที่เหมาะสม
การพัฒนานั้นก็จะไม่เดินหน้าอย่างต่อเนื่องนั่นเอง นอกจากนั้นการศึกษาดูงานเป็นเรื่องที่น่าสนใจ หากได้เห็นด้วยตนเอง และได้พูดคุยกับผู้ที่ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติงาน จะเป็นการเรียนรู้ที่มีพลังดึงดูดความสนใจอย่างมาก สามารถสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานได้ดีทีเดียว
อ.อัญนิฏฐ์ จิรเมธธนกิจ
กรรมการผู้จัดการ
วิทยากรที่ปรึกษาระบบบริหารคุณภาพและการเพิ่มผลผลิต