ตัวชี้วัดปลายทาง
ว 4.2 ม.3/4 ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย และมีความรับผิดชอบต่อสังคม ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ใช้ลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยชอบธรรม
ตัวชี้วัดปลายทาง
ว 4.2 ม.3/4 ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย และมีความรับผิดชอบต่อสังคม ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ใช้ลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยชอบธรรม
กฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และการใช้คอมพิวเตอร์
สามารถอภิปรายแนวปฏิบัติในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ถูกกฎหมายได้
สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศตามสิทธิและหน้าที่ของตนเอง และไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น
การออกข้อกำหนด ระเบียบ และกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ประเทศไทยมีการออกพระราชบัญญัติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ และมีการปรับปรุงให้ทันสมัยอย่างสม่ำเสมอ โดยรายละเอียดต่าง ๆ สามารถศึกษาได้จากพระราชบัญญัติแต่ละฉบับ ได้แก่
พระราชบัญญัติการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2560
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560
👨⚖️ กฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 🖥️
การออกข้อกำหนด ระเบียบ และกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ประเทศไทยมีการออกพระราชบัญญัติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ และมีการปรับปรุงให้ทันสมัยอย่างสม่ำเสมอ โดยรายละเอียดต่าง ๆ สามารถศึกษาได้จากพระราชบัญญัติแต่ละฉบับ ได้แก่
พระราชบัญญัติการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2560
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560
👨⚖️ มาตรา 5
ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน
บทลงโทษ
จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ตัวอย่าง
พยายามเดารหัสผ่าน หรือใช้โปรแกรมเจาะ เพื่อเข้าสู่บัญชี Facebook / Line / IG หรือ บัญชีเกมออนไลน์ของเพื่อน หรือแอบใช้รหัส Wi-Fi ของโรงเรียน/บ้านคนอื่น โดยที่เขาไม่ได้อนุญาต
👨⚖️ มาตรา 6
ผู้ใดล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้อื่นจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะ ถ้านำมาตรการดังกล่าวไปเปิดเผยโดยมิชอบในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น
บทลงโทษ
จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ตัวอย่าง
รู้รหัสหลัก (Master Password) ของห้องคอมพิวเตอร์ หรือรู้ช่องโหว่ของระบบเครือข่ายโรงเรียน แล้วนำไป บอกเพื่อนคนอื่น เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลลับได้
พนักงานบริษัทรู้รหัสลับในการเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ แล้วเอาไปขายให้คู่แข่ง
👨⚖️ มาตรา 7
ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน
บทลงโทษ
จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ตัวอย่าง
แอบดูข้อมูลลับ หรือไฟล์ส่วนตัวของคนอื่น ที่มีการตั้งรหัสป้องกันไว้ โดยที่สิทธิ์ไม่ได้มีไว้สำหรับเรา
แอบเข้าคอมพิวเตอร์ส่วนตัวของครู เพื่อเปิดดูไฟล์ข้อสอบหรือรูปภาพส่วนตัวที่มีการป้องกันไว้
👨⚖️ มาตรา 8
ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อดักรับไว้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่อยู่ระหว่างการส่งในระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นมิได้มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อให้บุคคลทั่วไปใช้ประโยชน์ได้
บทลงโทษ
จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ตัวอย่าง
แอบดักจับข้อมูล (เช่น ข้อความแชท, อีเมล) ของคนอื่นในระหว่างที่ข้อมูลกำลังถูกส่งผ่านเครือข่าย
ใช้โปรแกรมดักจับข้อมูล (Sniffer) เพื่อขโมยรหัสผ่านหรือข้อมูลบัตรเครดิตขณะที่คนอื่นกำลังใช้ Wi-Fi
👨⚖️ มาตรา 9
ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ
บทลงโทษ
จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ตัวอย่าง
ทำให้ข้อมูลของคนอื่นพัง ลบไฟล์งานสำคัญ แก้ไขข้อมูล หรือเพิ่มข้อมูลเข้าไปในไฟล์ของเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต
ส่งไวรัส/มัลแวร์ เข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเพื่อน เพื่อลบไฟล์งาน หรือแอบแก้ไขคะแนนสอบ/ข้อมูล ของเพื่อนในฐานข้อมูลของโรงเรียน (ถ้าเข้าถึงได้)
👨⚖️ มาตรา 10
ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบ เพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไม่สามารถทำงานตามปกติได้
บทลงโทษ
จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ตัวอย่าง
โจมตีระบบให้ใช้การไม่ได้ หรือทำงานช้าลง เช่น ทำให้เว็บไซต์ล่ม หรือเซิร์ฟเวอร์เกมส์ขัดข้อง
ใช้โปรแกรมยิงข้อมูล หรือทำซ้ำคำสั่งจำนวนมาก เพื่อ โจมตีเซิร์ฟเวอร์เกมออนไลน์ ให้ล่ม หรือทำให้เว็บไซต์ของโรงเรียนเข้าไม่ได้
👨⚖️ มาตรา 11 วรรคหนึ่ง
ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นโดยการปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มาของการส่งข้อมูลดังกล่าว อันเป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่นโดยปกติสุข
บทลงโทษ
ปรับไม่เกิน 100,000 บาท
ตัวอย่าง
ส่งสแปม (Spam) โดยปลอมเป็นคนอื่น หรือปกปิดที่มา เพื่อรบกวนการใช้งานคอมพิวเตอร์ของคนอื่น
ส่งอีเมลหลอกลวง (Phishing) โดยปลอมชื่อผู้ส่งเป็นธนาคาร
👨⚖️ มาตรา 11 วรรคสอง
ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นอันมีลักษณะเป็นการก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้รับข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับสามารถบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธการตอบรับได้โดยง่าย
บทลงโทษ
ปรับไม่เกิน 200,000 บาท
ตัวอย่าง
ส่ง SMS หรืออีเมลโฆษณาซ้ำ ๆ ทุกวัน โดยไม่ระบุวิธีการปฏิเสธการรับที่ชัดเจน
ส่งอีเมล/ข้อความโฆษณาขายของแบบรัว ๆ ให้เพื่อนในกลุ่ม โดยที่ในข้อความไม่มีปุ่ม "ยกเลิกการรับ" ที่ชัดเจนให้เขากดได้ง่าย
👨⚖️ มาตรา 12 วรรคหนึ่ง
ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 5, 6, 7, 8 หรือ 11 เป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ
บทลงโทษ
จำคุกตั้งแต่ 1 - 7 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 - 140,000 บาท
ตัวอย่าง
พยายามเจาะระบบคอมพิวเตอร์ของการไฟฟ้าฯ ที่ควบคุมการจ่ายกระแสไฟฟ้า เพื่อดูข้อมูลโครงสร้างระบบโดยมิชอบ
ม.6 - ล่วงรู้รหัสผ่านถอดรหัสลับของข้อมูลการสื่อสารลับ ของหน่วยงานความมั่นคง แล้วนำรหัสนั้นไปเปิดเผยแก่บุคคลภายนอก
ม.7 - แอบเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ลับสุดยอด ที่ถูกเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ของรัฐบาล ซึ่งเกี่ยวข้องกับแผนความมั่นคงของประเทศ
ม.8 - ติดตั้งเครื่องมือเพื่อดักรับข้อมูลการสื่อสารของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กำลังวางแผนปฏิบัติการจับกุมผู้ร้ายข้ามชาติ (ข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยสาธารณะ)
ม.11 - ส่งอีเมลหรือข้อความจำนวนมหาศาลเพื่อปลอมแปลงแหล่งที่มา ไปยังระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการควบคุมการจราจรทางอากาศ (โครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ) ทำให้เจ้าหน้าที่สับสนและทำงานผิดพลาด
👨⚖️ มาตรา 12 วรรคสอง
ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 12 วรรคหนึ่ง เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ดังกล่าว
บทลงโทษ
จำคุกตั้งแต่ 1 - 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 - 200,000 บาท
ตัวอย่าง
ม.5 - พยายามเจาะระบบคอมพิวเตอร์ของการไฟฟ้าฯ นำไปสู่การโจมตีเพื่อทำให้ไฟฟ้าดับในวงกว้าง ในอนาคต (Blackout) ซึ่งจะกระทบต่อการดำรงชีวิตและเศรษฐกิจทันที
ม.6 - ล่วงรู้รหัสผ่านถอดรหัสลับของข้อมูลการสื่อสารลับ ทำให้ข้อมูลลับทางทหารหรือการข่าวกรอง ตกไปอยู่ในมือของรัฐบาลต่างชาติ หรือกลุ่มก่อการร้าย
ม.7 - แอบเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ลับสุดยอด ทำให้ข้อมูลแผนที่ตั้งทางทหาร, ข้อมูลสำคัญในการเจรจาทางการค้าระหว่างประเทศ, หรือข้อมูลเกี่ยวกับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของรัฐบาลถูกเปิดเผย ทำให้ประเทศคู่แข่งได้เปรียบ
ม.8 - ติดตั้งเครื่องมือเพื่อดักรับข้อมูลการสื่อสารของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กำลังวางแผนปฏิบัติการจับกุมผู้ร้ายข้ามชาติ ทำให้ผู้ร้ายรู้ความเคลื่อนไหว ของเจ้าหน้าที่ก่อนปฏิบัติการ ทำให้สามารถหลบหนีได้ทันเวลา หรือที่ร้ายแรงกว่าคือ เตรียมการต่อสู้ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตกอยู่ในอันตราย
ม.11 - ส่งอีเมลหรือข้อความจำนวนมหาศาลเพื่อปลอมแปลงแหล่งที่มา ไปยังระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการควบคุมการจราจรทางอากาศ ทำให้เจ้าหน้าที่สับสนและทำงานผิดพลาด และอาจนำไปสู่อุบัติเหตุเครื่องบินชนกัน
👨⚖️ มาตรา 12 วรรคสาม
ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 9 หรือมาตรา 10 เป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ตามมาตรา 12 วรรคหนึ่ง
บทลงโทษ
จำคุกตั้งแต่ 3 - 15 ปี และปรับตั้งแต่ 60,000 - 300,000 บาท
ตัวอย่าง
ทำลาย หรือลบ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ของฐานข้อมูลการเงินของประเทศ ที่อยู่ในความควบคุมดูแลของธนาคารกลาง (ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ) ทำให้สถาบันการเงินไม่สามารถดำเนินงานได้ ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ
โจมตีด้วย DDoS หรือมัลแวร์ที่ทำให้ ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ของโรงไฟฟ้าหลัก (โครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ) หยุดทำงานโดยสิ้นเชิง ทำให้เกิดภาวะ Blackout กระทบต่อโรงพยาบาล ระบบขนส่ง การสื่อสาร และการผลิตในวงกว้าง ทำให้ประชาชนได้รับอันตรายและเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล
ทำลายข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการจัดเก็บเวชระเบียนของผู้ป่วยฉุกเฉินของโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ (ความปลอดภัยสาธารณะ) ทำให้ทีมแพทย์ไม่สามารถเข้าถึงประวัติการแพ้ยา หรือข้อมูลการรักษาที่สำคัญของผู้ป่วยวิกฤตได้ทันท่วงที อาจนำไปสู่การรักษาที่ผิดพลาดและเป็นอันตรายถึงชีวิต
👨⚖️ มาตรา 12 วรรคสี่
ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 12 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 12 วรรคสาม โดยมิได้มีเจตนาฆ่า แต่เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย
บทลงโทษ
จำคุกตั้งแต่ 5 - 20 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000 - 400,000 บาท
ตัวอย่าง
ใช้มัลแวร์ โจมตีระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมลิฟต์ ในตึกระฟ้าขนาดใหญ่ (โครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ) ทำให้ระบบหยุดชะงัก ส่งผลให้ลิฟต์ตัวหนึ่ง ตกลงมาอย่างรวดเร็ว ทำให้มีผู้โดยสารในลิฟต์ "เสียชีวิต" จากการกระแทก
ทำลายข้อมูลสำคัญ ในระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ควบคุมการทำงานของสัญญาณไฟจราจร ทั่วทั้งเมือง (ความปลอดภัยสาธารณะ) ส่งผลให้สัญญาณไฟจราจรทำงานผิดพลาดพร้อมกันทุกแยก ทำให้เกิดอุบัติเหตุชนกันหลายจุด และมีผู้บาดเจ็บสาหัสและ "เสียชีวิต" ในที่เกิดเหตุ
👨⚖️ มาตรา 13 วรรคหนึ่ง
ผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตามมาตรา 5, 6, 7, 8, 9, 10 หรือ 11
บทลงโทษ
จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ตัวอย่าง
ขายหรือแจกโปรแกรม ที่สร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการกระทำผิดโดยเฉพาะ เช่น โปรแกรมแฮกระบบ หรือโปรแกรมสร้างไวรัส
สร้างหรือขายโปรแกรม เช่น โปรแกรมสุ่มรหัสผ่าน, โปรแกรมเจาะระบบ Wi-Fi ให้กับเพื่อน เพื่อให้เพื่อนเอาไปใช้แฮ็กคนอื่น
👨⚖️ มาตรา 13 วรรคสอง
ผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตามมาตรา 12 วรรคหนึ่ง หรือวรรคสาม
บทลงโทษ
จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ตัวอย่าง
ขายชุดคำสั่งให้กับกลุ่มแฮกเกอร์ โดยรู้ว่าโปรแกรมนี้จะถูกนำไปใช้ในการเข้ารหัสและทำให้ระบบจ่ายไฟฟ้าหลักหยุดทำงาน (ความผิดตาม ม.12 วรรคสาม)
เผยแพร่โปรแกรมในฟอรัมใต้ดิน โดยระบุชัดเจนว่าโปรแกรมนี้สามารถใช้ในการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของพลเมืองโดยมิชอบในระดับชาติได้
ขายซอฟต์แวร์ให้กับผู้ที่สนใจ โดยรู้ว่าซอฟต์แวร์มีไว้เพื่อใช้ในการ ก่อกวนระบบที่ควบคุมความปลอดภัยในการบินสาธารณะ (ความผิดตาม ม.12 วรรคหนึ่ง)
👨⚖️ มาตรา 14 วรรคหนึ่ง
ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้
(1) โพสต์/สร้างข่าวปลอม หลอกลวง จนประชาชนเสียหาย (ยกเว้นหมิ่นประมาท)
(2) โพสต์ข้อมูลเท็จ ที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ หรือทำให้คน ตื่นตระหนก
(3) โพสต์ข้อมูล ที่เข้าข่ายความผิดต่อความมั่นคงของราชอาณาจักร หรือการก่อการร้าย
(4) โพสต์ข้อมูล ที่มีลักษณะ ลามกอนาจาร ที่คนทั่วไปเข้าถึงได้
(5) กดแชร์/ส่งต่อ ข้อมูลใด ๆ ตามข้อ 1-4 โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลผิดกฎหมาย
บทลงโทษ
จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ตัวอย่าง
สร้างเพจปลอม และโพสต์หลอกว่ามีบริษัทขนาดใหญ่แห่งหนึ่งกำลังเปิดรับสมัครงานด่วนทางออนไลน์ โดยให้ผู้สนใจโอนเงินค่าธรรมเนียมการสมัครล่วงหน้า
โพสต์ภาพและข้อความปลอมว่า "พบวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิด" ในสถานที่สาธารณะสำคัญลงในสื่อโซเชียลมีเดีย
โพสต์คลิปวิดีโอหรือข้อความ ที่ยุยง ปลุกปั่น ให้ประชาชนล้มล้างการปกครอง หรือบ่อนทำลายความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร
โพสต์คลิปหรือภาพโป๊เปลือย หรือภาพที่มีลักษณะอนาจารในเว็บไซต์ ไม่ต้องมีการสมัครสมาชิก หรือไม่ต้องใส่รหัสก็เข้าชมได้
สร้างลิงก์หรือเผยแพร่ช่องทางเพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงสื่อลามกอนาจารได้โดยง่าย
👨⚖️ มาตรา 14 วรรคสอง
ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) มิได้กระทำต่อประชาชน แต่เป็นการกระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ผู้กระทำ ผู้เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าว
บทลงโทษ
จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้เป็นความผิดอันยอมความได้
ตัวอย่าง
โพสต์ข้อความกล่าวหาที่เป็นเท็จ เกี่ยวกับเพื่อนร่วมห้อง หรือครูท่านใดท่านหนึ่งในกลุ่มปิด หรือบัญชีส่วนตัว ทำให้คนนั้นเสียหาย (เป็นความผิดที่ยอมความได้)
โพสต์ในกลุ่มส่วนตัวว่าเพื่อนโกงเงิน โดยที่เรื่องนั้นไม่เป็นความจริง
👨⚖️ มาตรา 15
วรรคหนึ่ง ผู้ให้บริการผู้ใดให้ความร่วมมือ ยินยอม หรือรู้เห็นเป็นใจให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา 14 ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน
วรรคสาม ถ้าผู้ให้บริการพิสูจน์ได้ว่าตนได้ปฏิบัติตามประกาศของรัฐมนตรีที่ออกตามวรรคสอง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ
บทลงโทษ
ต้องรับโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา 14
ตัวอย่าง
มีผู้ใช้โพสต์ ภาพลามกอนาจาร (ม.14 (4)) ในเว็บไซต์ ผู้ให้บริการ ทราบดี ว่ามีเนื้อหาลามกอยู่บนระบบของตน และ ยินยอม ให้มีการเผยแพร่ต่อไป โดยไม่ได้ดำเนินการลบ หรือบล็อกเนื้อหาเหล่านั้นออกไปอย่างรวดเร็ว (ยกเว้นการพิสูจน์ได้ว่าได้ปฏิบัติตามขั้นตอนแจ้งเตือนของรัฐมนตรีแล้ว)
👨⚖️ มาตรา 16
วรรคหนึ่ง: ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท
วรรคสอง: โพสต์ภาพตัดต่อ/ดัดแปลงของผู้ตาย ที่ทำให้ ครอบครัวของผู้ตาย เสียชื่อเสียง/อับอาย (รับโทษเท่าวรรคหนึ่ง)
วรรคสาม: การโพสต์ภาพตัดต่อ/ดัดแปลงนั้น ถ้าเป็นไปเพื่อ ติชมด้วยความเป็นธรรม โดยสุจริต ไม่มีความผิด
วรรคสี่: ความผิดนี้ (วรรคหนึ่งและสอง) ยอมความได้ (สามารถถอนแจ้งความได้)
วรรคห้า: ถ้าผู้เสียหายตายก่อนแจ้งความ ครอบครัว (บิดา, มารดา, คู่สมรส, บุตร) มีสิทธิ์แจ้งความแทน ได้
บทลงโทษ
จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท
ตัวอย่าง
ตัดต่อภาพใบหน้าเพื่อน/ครู ไปใส่ในภาพที่น่าอับอาย หรือไม่เหมาะสม แล้วนำไปเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย หรือกลุ่มแชท