พระโพธิสัตว์โกหกจระเข้ ?
พระโพธิสัตว์โกหกจระเข้ อย่างไร?
เรื่องนี้มีมาว่าอย่างนี้ว่า เมื่อครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์ เสวยชาติเป็นลิง ลิงโพธิสัตว์นั้น หลอกจระเข้ว่า หัวใจของตนอยู่ที่ต้นมะเดื่อ จระเข้หลงเชื่อแล้วพ่ายแพ้กลับไป (สุงสุมารชาดก)
เรื่องนี้ฟังอย่างไรไม่ทราบ คงสารูปความว่า พระโพธิสัตว์บำเพ็ญปัญญา แต่ดูยังไง ๆ ก็โกหก จระเข้ (พระเทวทัต) และดูคล้าย กรณีที่มัลลิกาเทวี ด่าราชาโกศลว่าเสพเมถุนแม่แพะ
ต่อมา ต้องถามผู้รู้ ที่จะตอบได้ว่า ลิงโพธิสัตว์ไฉนจึงโกหก ทำความเป็นคารมดังนั้น
ข้าพเจ้าไปได้เรื่องสามเณรพุทธญาณมา (ที่สอนไว้ในหนังสือ ราชาธิราช ประเภทพวกประวัติและตำนานของมอญ) ข้าพเจ้าขอให้ถามหลวงพ่อวัดสามแยก ด้วยกัน
ว่า ที่สามเณรพุทธญาณ ไขความ แสดงเหตุผล อันที่คนจะโกหก (เป็นสติปัญญา ทางธรรม) ไว้เป็นประการต่าง ๆนั้น สมควร จริง (หรือ) ไม่จริง
หรือว่าจะเป็นในทางที่ว่า หากบำเพ็ญปัญญา(ญาณ) ก็ต้องฝึกทาง ทำเล่ห์ สร้างเลศกันและกันต่างๆให้เป็นในทาง โกหก พอใครหลงเชื่อ ก็เรียกทางนั้น ว่า ด้อยปัญญา.. !?#!
มหาเถรสมมิตรสอนสามเณรพุทธญาณนั้น ว่า เลศ ด้วยการโกหก (มุสา) มีไว้ดังนี้
มุสา 9 ประการ
มุตมายา คือ จะให้พ้นภัยจึงมุสา หนึ่ง
ชีวิตมายา คือ จะเอาชีวิตรอดจึงมุสา หนึ่ง
มนุสหิง คือ จะปลดเปลื้องความยากของมนุษย์จึงมุสา หนึ่ง
ชัยสิโน จะเอาชัยชำนะแก่ท่านจึงมุสา หนึ่ง
ยศวาจา เขาบอกความลับแก่ตัวแล้วมีผู้มาถามต้องอำไว้จึงมุสา หนึ่ง
มมลหิยา จะแก้ไขทุกข์ของตัวเราจึงมุสา หนึ่ง
ลับพันรุโน เพื่อจะพรางภรรยาจึงมุสา หนึ่ง
อลิกวจนัง เอาถ้อยคำไม่จริงมาบอกแก่ผู้ถามเพื่อจะเอาความของตัว จึงมุสา หนึ่ง
กุสลลัพภภาคี มีเจตนาอันจะยังโลกทั้งปวงให้ตั้งอยู่ในการกุศลจึงมุสา หนึ่ง
มุสาเก้าประการดังนี้ (ดูในราชาธิราช)
พูดไปทางหนึ่งนั้น ว่า ถึงเป็นคติ พระมอญ แต่ว่า ธรรมยุตินิกาย ก็กำเนิดมาแต่พระมอญเป็นแบบ ข้าพเจ้าก็จึงว่า
ที่เขาสอนมุสากันมา ทางตำราโบราณแบบนี้ เป็นเลศนัย หรือโจทย์กันทางสติปัญญา แล้วจริง ๆ จะตรวจได้อย่างไร ว่าเป็นการโกหก
เกิดมีการคิด การด่ากัน ว่า พูด ปรมัตถ์ และอภิธรรมเพ้อเจ้อ ความคิดเปลี่ยนแปลงไปว่า ก็ทุกข้อที่คิดได้ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) นั้น เป็นการโกหกทุกทาง (เพราะเป็นความคิด)
คนโกหกอยู่เห็น ๆ เรากลับบอกว่ามีสติปัญญา ? การพ้นภยันตราย ด้วยไม่โกหกเลย เป็นละเลยการบ่มเพาะปัญญาญาณ สู่การรู้แจ้ง (อย่างนั้นหรือ หนอ ? ทุกข์.. เช่นนี้ไม่ยุติธรรมสำหรับคนที่ไม่ชอบการโกหก)
ต่อมามีข้อไขความเพิ่มเติมมาว่า..
แล้วจะเรียนทางสอบถามชาดก อย่างไร ? เพราะคำถามชนิดพาให้ไม่นิยมนับถือ พระพุทธเจ้าสมัยยังเป็นพระโพธิสัตว์ ไหนจะเรื่องที่มีต่อ จรเข้ ไหนจะเรื่องบนบานสารกล่าวของพระโพธิสัตว์กับต้นไม้รุกขเทพพงไพร จะกลับเป็นว่าถามออกมาอย่างไรแบบนี้ (ทุมเมธชาดก) ที่ไหนก็นับเป็นอุบายทางสติปัญญา ต้องถือว่า อาจมุ่งที่พุทธวิสัย คงเทียบตามความเข้าใจว่า ทำไมทำร้ายคนเลวพวกนั้น ? แล้วก็เลยไม่นับถือ เรื่องในลักษณะของพระโพธิสัตว์ ที่โบราณยกมาแสดงให้ดู เข้าลักษณะเชียร์มวยรอง พอมวยรองร่วงหล่นพ่ายแพ้ลงแล้วก็เจ็บใจ พาลเกลียดคนชนะซึ่งปฏิบัติตนมาตามทำนองธรรม ที่มุ่งปราบความชั่ว จากนั้นไม่กล้าถามต่อ ก็เลยสรุปว่า เรา ต้องมุ่งบริบท ให้ดี ที่ ว่า เรียนรู้ คือ คง ที่จะเรียน ให้รู้ อย่าไปเรียนให้รัก หรือให้เกลียดอะไรขึ้นมา
ในเรื่องเป็นนักมังสวิรัติเหมือนกัน ในสมัยที่โพธิสัตว์บำเพ็ญอยู่นั้น ก็จะพบว่างดเว้นการกิน ไปต่าง ๆ กินแต่ผลไม้เผือกมัน เรื่องนี้สุดท้ายตอนจบ นักศาสนาฝ่ายนิกายเถรวาทต่างก็ทราบกันดี ว่าสุดท้ายนักกินเนื้อกลับกลายเป็นพระเอกไป เพราะพระเทวทัตไปแตะต้องเรื่องนี้ (พุทธชนที่เป็นมหายาน ก็พาลลงรอยกันไม่ได้กับคนของเถรวาทไปด้วย เพราะเข้าใจไปข้างให้นักกินเนื้อเป็นพระเอกนั้นดูไม่ยุติธรรมซะเลย ถ้าพูดให้มากถึงเรื่องความไม่เบียดเบียน)