Post date: Sep 22, 2010 12:25:35 AM
ทำไมต้องวอร์มอัพก่อนเล่นจริงๆ
เป็นคำถามที่ไม่ค่อยได้ยินมากนัก ไม่ว่าจากนักเรียน เพื่อนนักดนตรี หรือโดยเฉพาะนักเปียโน แต่เรื่องนี้มันถูกบรรจุอยู่ในหลักการสำคัญของการเรียนการสอนดนตรี ฺครูมักจะต้องสั่งลูกศิษย์เสมอว่า ก่อนเล่นดนตรีทุกครั้งควรต้อง"วอร์มนิ้วก่อน"... แต่ผู้เขียนเชื่อว่าหลายคนก็ไม่เคยตั้งคำถามต่อ หรือไม่ก็ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากนัก อาจมองเเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาๆ แต่พูดในกรณีนักเปียโน หรือนักกีต้าร์ ที่จะต้องใช้ความเคลื่อนไหวของนิ้วและกล้ามเนื้อแล้ว ทั่วๆไปก็อาจจะมีการวอร์มอัพบ้าง แต่อาจจะแค่นิดๆ หน่อยๆพอประมาณ โดยทัศนะของผู้เขียน แค่นั้นยังไม่พอครับ เพราะผลดีผลเสียของมันมีหลายประการ ดังที่จะกล่าวต่อไป
การให้ความสำคัญในเรื่องวอร์มอัพ หากทำได้จริงๆ และทุกๆครั้ง หรือทุกๆวันที่เล่นดนตรี แล้วจะส่งผลดีหลายด้าน ทั้งผลทางตรง และทางอ้อม ผลเสียที่ไม่ได้วอร์มอัพ ก็มีให้เห็น โดยประสบการณ์ตรงผู้เขียนอยากจะนำมาเล่าเป็นกรณีตัวอย่าง คือครั้งหนึ่งเคยถูกเชิญไปเล่นบรรเลงเปียโนในงาน "มหกรรมอาหารจังหวัดพัทลุง" จัดโดยเทศบาลเมืองพัทลุง ร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการร้านอาหารภายในจังหวัด ผมเดินทางออกจาก จ.ภูเก็ตโดยขับรถไปยัง จ.พัทลุง หลังจากนั้นก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากเพื่อนฝูงที่นั่น ทานอาหารมื้อเย็น นั่งคุยกันสนุกสนาน ผมไม่ได้พักผ่อน และเมื่อถึงเวลาก็เดินทางไปที่ๆ จะแสดงเปียโน (มีดนตรีของนักเรียน และวงดนตรีต่างๆ เล่นอยู่ก่อนหน้าแล้ว) ปรากฏว่า สถานที่จัดงานเป็นสวนสาธารณะ เขาจัดงานกลางแจ้ง มีเวทีใหญ่ แต่ใช้เปียโนอัพไรท์ขนาดเล็ก เมื่อเริ่มเล่น (ไม่ได้ วอร์มอัพเลย) ปรากฏว่า เสียงมันหายหมดไปกลางแจ้ง ทำให้ต้องออกแรงโดยอัตโนมัติ จากการที่ไม่ได้วอร์มอัพก่อน จึงทำให้เส้นเอ็นช่วงไหล่ ขวา และหลังเคล็ด มีอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ หลังจากผ่านไปเป็นอาทิตย์อาการเคล็ดยังคงอยู่จนถึงหลายปี จนกระทั่งได้พบหมอแผนไทยที่มีฝีมือคนหนึ่งที่ จ.ภูเก็ต ชื่อ"พี่ติ๋ว" ได้นวดคลายเส้นให้หลายครั้งจึงค่อยๆดีขึ้นแต่ยังไม่หายสนิท ล่าสุดเมื่อปี 53 ได้ไปเจอหมอจัดกระดูก ที่จังหวัดร้อยเอ็ดโดยคำแนะนำจากเพื่อนคนหนึ่งที่มีอาการ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เกือบจะต้องผ่าตัดแล้วและหายจากอาการนั้น คุณหมอท่านนี้ ชื่อ "คุณหมอศุภฤกษ์" ได้จัดกระดูกตามแพทย์แผนจีน 2 ครั้ง อาการจึงหายดี นี่คือผลเสียของการไม่ได้วอร์มอัพที่เห็นชัดเจน นอกจากนั้นยังมีด้านอื่นๆที่เป็นข้อเสียอีกหลายประการ แต่จะอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับผลดี ดังนั้นเมื่ออ่านผลดี หรือข้อดีต่อไปนี้ก็จะสามารถคิดกลับในทางตรงกันข้าม จะเห็นชัดยิ่งขึ้น ผลดีของการวอร์มอัพ ที่จะกล่าวต่อไปนี้ ขอยกตัวอย่างจากการที่นักดนตรี ได้ไปเล่นดนตรีในโอกาสต่างๆ หรือสถานที่ใหม่ๆ ซึ่งจำเป็นต้องปรับตัวกับเครื่องดนตรี ที่อาจจะไม่ใช่เครื่องมือที่เราใช้อยู่เป็นประจำ จะทำให้เห็น และเข้าใจอาการทางความรู้สึกต่างๆได้ง่ายขึ้นครับ โดยขอแยกเป็นด้านๆ ดังนี้
ผลดีทางตรง ผลดีที่เกิดขึ้นในทางตรง หลายท่านคงจะรู้อยู่แล้ว ว่ามันดีแน่นอนกับการที่เราจะต้องเริ่มเล่นเปียโน เพราะเป็นการบริหาร ข้อ เส้นเอ็น กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ที่ต้องใช้งานกับการเล่นเปียโน หรือเครื่องดนตรีอื่นๆก็ตาม การเกิดความคุ้น ชิน กับเครื่องดนตรี เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะทำให้เรารู้น้ำหนักเปียโน รู้ว่าใช้แรงกดขนาดใหน จึงจะได้เสียงที่ต้องการ ยิ่งถ้าเป็นเปียโนตัวที่ไม่เคยเล่นมาก่อน จะไม่รู้น้ำหนักคีย์ (touching) ดังนั้นผลดีจากการได้วอร์มอัพ ก็คือการได้ทำความรู้จักกับเครื่องดนตรีนั่นเอง เมื่อสัมผัสรู้ถึงน้ำหนักแล้ว เอ็น กล้ามเนื้อก็จะเริ่มปรับสภาพจนเข้ากันได้
ภาพการดูดเลือดเสียที่คั่งบริเวณไหล่ขวา ซึ่งทำให้เคล็ดขัดยอกมานับปี
ในกรณีสถานที่ๆเล่นประจำทุกวัน หรือเครื่องดนตรีที่บ้าน เปียโนที่บ้านก็ยังต้องวอร์อมอัพก่อนเสมอ อย่างน้องที่สุด 20 นาที เพื่อให้ร่างกายเกิดความพร้อม ที่จะเล่น หรือซ้อม เพราะการวอร์มอัพ "ไม่ใช่การเล่นหรือซ้อมจริงๆ" ต่างกันโดยทางปฏิสัมพันธ์ด้านความรู้สึกต่อเครื่องดนตรีและการทุ่มเทความรู้สึก เพราะการเล่นหรือการซ้อมการฝึกจริงๆนั้น ต้องใช้สมาธิกับความตั้งใจที่สูงกว่า รวมทั้งความพยายามในเรื่องรายละเอียด หรือโน๊ตเพลงบางตอนที่ยากๆ ต่างจากการวอร์มอัพซึ่งเป็นการ "เล่นแบบเล่นๆ" คือไม่ตั้งใจเล่น เพียงแต่เป็นการเกริ่นให้กับตัวเอง หรือเป็นการเตรียมตัว วิธีการไม่เน้นมาก เพียงเล่นบ้างหยุดบ้างตามความพอใจเท่านั้น ไม่จริงจังเหมือนเล่นจริงๆ ดังนั้นความสำคัญจึงกลายไปอยู่ที่ "เราใช้เนื้อหาอะไรในการวอร์มอัพ" นั่นคือ บทเพลงหรือบทฝึก เพื่อการวอร์มอัพนั่นเอง ส่วนตัวผู้เขียนแล้ว จะใช้บทฝึกที่คุ้นชินมานานเริ่มต้นก่อน แล้วจึงค่อยๆ เล่นบทฝึกที่ยากขึ้น ส่วนกรณีที่ต้องการซ้อมเล่นบทฝึกใหม่ๆ ที่จะนำมาใช้ ก็ต้องยกเอาไปฝึกในช่วงหลัง ซึ่งจะแบ่งเป็นขั้นเป็นตอนให้เห็นต่อไป
ผลดีทางอ้อม เป็นสิ่งที่เหลือเชื่อ แต่มันเกิดขึ้นจริงๆ นั้นคือเรื่องของการพัฒนาการทางสมอง เพราะหลังจากการวอร์มอัพแล้วเราก็ต้องเล่นจริงต่อไป (หมายถึงการแสดงจริงๆ) การวอร์มอัพนั้นนอกจากทำให้มีความลื่นไหลในการเล่นแล้ว ยังทำให้ "หู" ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญมากในการเล่นดนตรี ได้มีการปรับสภาพกับห้อง หรือพื้นที่ๆ เราเล่นดนตรี เพราะถ้านักดนตรีไปเล่นในที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งเป็นที่ใหม่ที่ไม่ได้เล่นอยู่เป็นประจำ ถ้าสังเกตุดีๆ จะพบว่า เราจะเล่นดังกว่าปกติหรือ เกินความพอดี จนกระทั่งใกล้เลิกงาน หรือเกือบหมดเวลาเล่นแล้ว ถึงได้รู้สึกและเพิ่งจะได้ยินว่า "เราเล่นดังเกินไป" เรื่องนี้ผู้เขียนเคยประสบด้วยตัวเอง และสังเกตุดูมานานนับสิบๆ ปี หากนักดนตรีหลายท่านสังเกตุก็จะเห็นเช่นนี้เหมือนกัน ดังนั้นจึงได้รู้ว่าหูเรายังไม่ได้ปรับกับสภาพของห้อง ในทางที่ควรจะเป็นหากเราได้วอร์มอัพแล้ว จะได้ยินเสียงสะท้อนภายในห้อง หรือได้ยิน ปริมาณของเสียงที่เราเล่นเครื่องดนตรีกลับมาเข้าหูได้เกือบหมด หลังจากที่ลองเล่นหรือวอร์มอัพไปแล้ว สัก 30-40 นาที เพราะระยะเวลาประมาณนี้ หู และ ร่างกาย จะเริ่มปรับทุกอย่างได้ คือการปรับตัวนั่นแหละครับ เป็นธรรมชาติของร่างกาย ที่จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ และสมองรับรู้สภาพแวดล้อมได้เอง จึงทำให้หูพัฒนาการการได้ยิน ทำให้การเล่นต่อๆไปมีความเหมาะสม ในช่วงเวลาอย่างนั้นสารเอนดอร์ฟีนจะมีการหลั่งด้วยโดยสังเกตุจากความรู้สึก จะเกิดความสุขเล็กๆขึ้นกับสถานที่ใหม่ๆ
ความรู้สึกคุ้นเคย จะเริ่มเคยชินกับสถานที่ๆ อาจจะยังไม่เคยมาเล่นดนตรีที่นั่นมาก่อน จะทำให้เกิดความคุ้นชินกับภูมิทัศน์ มุมมองที่เราเห็น หรือสภาพสิ่งแวดล้อม รวมทั้งอากาศหรืออุณหภูมิของสถานที่นั้น จะทำให้เราไม่เกร็ง หรือตื่นสถานที่ ในกรณี เป็นที่สถานโอ่โถง หรูหรา รโหฐานแล้ว การเล่นดนตรีมักจะมีความรู้สึกเกร็ง ทั้งๆที่เพลงหรือดนตรีที่เราเล่นนั้นไม่ได้ขี้เหร่ หรือด้อยสักเท่าไหร่นัก นอกจากนั้นผลทางอ้อมที่เกี่ยวกับความรู้สึกด้านอื่นๆ เช่น ในขณะที่วอร์มอัพ อยู่นั้นอาจจะมีผู้คนเดิน ผ่านไปมา หรือให้ความสนใจ เขาก็จะแสดงออกให้เราเห็นทางหน้าตา ท่าทาง สร้างความเป็นมิตร ช่วงโอกาสอย่างนั้นแหละครับ เราต้องรีบฉวยโอกาสโปรยยิ้ม สร้างมิตรไมตรี อาจจะทักทาย คุยไป เล่นไป เป็นการสร้างเสนห์ให้ตัวเองอีกทางหนึ่ง แล้วเมื่อถึงเวลางานจริงๆ คนๆนั้นแหละที่จะมาเป็นคนแรกในงานที่มาทักทาย และให้ความสนิทสนมกับเราี่ ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่ผู้เขียนพบมาหลายๆครั้ง แต่ขอสงวนคำพูดที่ว่า "เสน่ห์" ไม่ได้แปลว่าหล่อ สวย สำหรับนักดนตรีหรือศิลปินแล้ว นั่นจะหมายถึง ความมีมิตรไมตรี ความเป็นกันเอง เรียบง่าย ไม่วางตัวสูงส่ง ไม่อวดตัว ประมาณนั้นครับ
ผลพลอยได้ระยะยาว การสร้างสมาธิ เป็นสิ่งที่เหลือเชื่อ แต่มันเกิดขึ้นจริงๆ จากประสบการณ์ตอนเด็กๆ ขณะเรียนชั้นมัธยมต้น ร.ร. เบญจมราชูทิศ นครศรีธรรมราช ครูนพพร (ปัจจุบัน รองศาสตราจารย์นพพร ด่านสกุล, ม.รามคำแหง) เคยสอนว่า "การเขียนโน๊ตดนตรี หรือการเล่นดนตรี หากถึงจุดหนึ่งในขั้นสูงขึ้นนั้น ไม่ต้องเขียนเป็นตัวโน๊ตแล้ว..จะใช้ความรู้สึกเล่น จะเห็นทำนองเพลง (Melody) และเสียงดนตรีต่างๆเป็นรูปแบบของเส้นกร๊าฟ...." จากนั้นมา 20-30 ปี ที่ผู้เขียนเล่นดนตรี (เปียโน) มาตลอด
จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่ซ้อมเปียโนที่บ้า่นภูเก็ต (ตอนนั้นเป็นการซ้อมตัวเอง วันละ 10 ช.ม.กว่าๆ เพื่อที่จะเป็นวิทยากรในงาน "ดนตรีเวร์คช็อพ" ที่โรงแรมสินทวีภูเก็ต) โดยแบ่งเป็นช่วงเช้าจะซ้อมตัวเอง เก็บรายละเอียดต่างๆของเพลง ส่วนช่วงบ่ายนัดแนะให้เพื่อนนักดนตรีที่จะมาร่วมทีมเวอร์คช็อพ มาซ้อมด้วยกัน (เช่น บังแมร์ มาร่วมเล่นเบส ฯลฯ) ในตอนเช้าที่นั่งเล่นคนเดียวนั้น อยู่ๆก็เกิดความรู้สึกแบบที่ ครูนพพรเคยบอกว่า "เห็นเสียงดนตรีเป็นเส้นกร๊าฟ" มันเกิดขึ้นจริงในเวลานั้น ทำให้ผู้เขียนนั่งนึกทบทวนว่ามันเริ่มเกิดความรู้สึกแบบนี้ตั้งแต่ตอนไหน และในวันนั้นก็นึกถึงที่อาจารย์เคยพูดไว้พร้อมกับนึกในใจว่า "โอ้โห...มันมีจริงๆ"
ตกกลางคืนซึ่งต้องไปทำงานโดยเล่นเปียโนที่โรงแรมเคปพันวา ช่วงหัวค่ำก็ตั้งสติคิดในใจว่า "ความรู้สึกเวลาเล่นแล้วเห็นเป็นเส้นกร๊าฟนั้นมันจะเกิดอีกมั้ยเนี่ยะ ถ้าไม่มีอีกก็แสดงว่า เราซ้อมมากเิกินไปช่วงกลางวันนั้น ทำให้สมองเพี้ยนไป ไม่ก็เหมือนที่เพื่อนๆนักดนตรีหลายๆ คนชอบพูดแบบหลบเลี่ยงความจริงให้กับตัวเองว่า อย่าซ้อมมาก เดี๋ยวจะเพี้ยน บางคนก็บ้า...ฯลฯ" แต่ในที่สุดผู้เขียนก็ได้ตั้งสมาธิดีๆ หลังจากวอร์มอัพแล้ว จึงเริ่มเล่น และ เล่น เพลงบรรเลงแนวแสตนดาร์ดแจ๊สที่ชื่นชอบในช่วงหัวค่ำเหมือนที่เคยเล่น อยู่เป็นประจำ แต่วันนั้นแตกต่างไปจากวันก่อนๆมา เพราะเห็นจริงๆครับ เส้นกร๊าฟเหล่านั้นล่องลอยอยู่ในความรู้สึกเชิงจินตนาการ ที่เรามองเห็นมันได้ จากเสียงเพลงที่เราเล่นเอง
คุณค่าและความสำคัญสุดยอดของการวอร์มอัพ ความมีสมาธิ ทำให้เกิดเส้นของเสียง โดยมองเห็นเป็น "มโนภาพ" เกิดอยู่ในจินตนาการภายในสมองหรือในสมาธินั้นแหละครับ สิ่งที่เห็นนั้น เราสามารถนำมันมาควบคุมเสียงดนตรี ทั้ง ทำนอง (Melody) เสียงประสาน (Harmony) และการเล่นทางคอร์ดที่สละสลวย (Chords Progression) พร้อมทั้งช่วง Improvisation ก็สามารถนำเส้นกร๊าฟ เส้นเสียงที่เห็นนั้น ลากขึ้นลง หรือ วาดลวดลายให้เกิดขึ้น โดยเราเป็นผู้กำหนดเองได้ จากความคิดนั้นในสมองนั้นจะต่อไปยังนิ้วซึ่งกำลังทำงานอยู่บนคีย์ (เนื่องจากการเล่นมาถึงจุดนี้ ผู้เขียนจะขอละไว้ในฐานที่เข้าใจเรื่อง Keys, Scale, Mode, หรือ การวอยซ์เสียง (Voicing Chords Method) จากนั้นนิ้วก็จะถูกสั่งงานโดยสมอง (โดยสมาธิเป็นผู้กำกับอยู่เบื้องหลังอีกชั้นหนึ่ง) เสียง แนวทำนอง คอร์ดฯลฯ ที่เราเล่นออกไปก็จะถูกเรากำกับได้ครบ ร้อยเปอร์เซ็นต์ พร้อมทั้งได้ยินความสะอาดความหนาแน่น หรือช่องว่างของเสียงและทำนอง ซึ่งเราจะกำหนดมันได้หมดได้ตามต้องการ โดยฐานคิดเรื่องนี้ ก็จะใช้เหตุด้านเนื้อหา หรือสาระ ของเพลงนั้นๆเป็นเครื่องกำกับอีกชั้นหนึึ่ง เมื่อเล่นไปนั้น จะได้ยินความเป็นไปโดยตลอดเวลา และเกิดความสุขอย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งหาที่ไหนอื่นไม่ได้นอกจากการเล่นดนตรี เพราะยังไม่เคยพบอิสระภาพทางอารมณ์แบบนี้จากที่อื่น (ยกเว้นในการนมัสการพระเจ้าด้วยเสียงดนตรี และด้วยชีวิตจะมีความรู้สึก ความสุขในจิตวิญญาน รูปแบบที่คล้ายๆกัี้น)
สมาธิสำหรับการเล่นดนตรี เราสามารถฝึกได้ อาจจะใช้เวลาน้อย หรือมาก ระยะสั้น หรือ ใช้ระยะเวลานานกว่าจะค้นเจอนั้นสุดแท้แต่ พื้นฐานการฝึกดนตรีของแต่ละบุคคล ผู้เขียนเองนั้นได้ผ่านกานฝึกด้าน "หู" ให้สัมพันธ์กับระดับเสียง หรือโน๊ตต่างๆ (EAR Training) มาตั้งแต่เด็กๆ โดยพื้นฐานคือสามารถร้องออกเสียง "โด เร มี ฟา ซอล ลา ที โด.." ได้ตรงโน๊ตใน เมเจอร์สเกล มาตั้งแต่เด็กๆ จากนั้นได้มาฝึกซำ้ๆ ตั้งแต่มัธยมต้นต่อเนื่อง หลังจากที่เริ่มเรียนทฤษฎีโน๊ตสากล และปฏิบัติ จาก ร.ร.เบญจมราชูทิศ ดังกล่าวแล้ว โดยการฟังเสียงดนตรีในที่ต่างๆ แล้วก็สามารถร้องตามเป็นเสียงโน๊ตได้ทันทีทันใดโดยไม่ต้องใช้เครื่องดนตรีมาช่วย นั่นคือการใช้ระบบ "โด .. เคลื่อนที่" หรือ Move Do โดยใช้ได้ทุกระดับเสียง หรือทุกคีย์
ที่กล่าวมานั้นเป็นพื้นฐานทางดนตรี กลับมาสู่เรื่องการวอร์มอัพ จะเป็นการสร้างสมาธิตอนเริ่มต้นก่อนที่จะเล่นดนตรีจริงๆ นั่นจะทำให้การเล่นในชั่วโมงหลังจากนั้น หรือในวันนั้นมีสมาธิที่ดี ผลพลอยได้จากการวอร์มอัพนั้น จะเกิดสมาธิขึ้นในตัวเองโดยต่อเนื่อง คือการได้อบอุ่นกล้ามเนื้อ เอ็น และ เส้นสายต่างๆที่ใชในการเล่นเปียโน
เทคนิค เวลา และ เพลงที่ใช้ ในการวอร์มอัพที่ได้ผลดีนั้น ควรจะอยู่ที่ 20 นาที เป็นอย่างน้อย หากได้สัก 40 นาที ก็จะยิ่งดี
โน๊ตเพลง อาจจะใช้ของ Harnon ก็ดี เพราะเป็นเครื่องมือที่ใช้แบ่งแยกหรือควบคุมประสาทสัมผัสที่ดีมาก นักดนตรีทั่วไปนิยมใช้
เรื่องเวลาที่ใช้ ใช้ความรู้สึกหลังจากวอร์มจนนิ้วเริ่มจะเมื่อย หรือช่วงแขน ใต้ข้อศอกจะเริ่มร้อน และรู้สึกว่าการควบคุมสั่งงาน เริ่มลื่นไหล ทำงานได้ดี แสดงว่า การวอร์มอัพ ถึงจุดที่เหมาะสมแล้ว การสลับไปมาระหว่างบทเพลง หรือบทฝึกสำัหรับการวอร์มอัพ ท่านอาจจะแวะมาเล่นเพลงอะไรก็ได้ที่ชื่นชอบ หรือเพลงที่อยู่ในใจ นำมาเล่นได้ ใช้โอกาสนี้ ลองเอาเพลงที่ชื่นชอบ มาเกาคอร์ด ลองหาคอร์ด หรือสเกลใหม่ๆมาปรับใช้ดูก็ได้ครับ
ประเสริฐ ขุนทองจันทร์
20/09/2010