ประเภทของไฟฟ้า แบ่งได้เป็น 2 แบบ ดังนี้
1.1 ไฟฟ้าสถิต เป็นไฟฟ้าที่เก็บอยู่ภายในวัตถุ ซึ้งเกิดจากการเสียดสีของวัตถุ ชนิด มาถูกัน เช่น แท่งอําพันจะถ่ายอิเล็กตรอนให้แก่ผ้าขนสัตว์ แท่งอําพันจึงมีประจุลบ และผ้าขนสัตว์มีประจุบวก
1.2 ไฟฟ้ากระแส เป็นไฟฟ้าที่เกิดจากการไหลของอิเล็กตรอนจากแหล่งกําเนิดไฟฟ้า โดยไหลผ่านตัวนําไฟฟ้าไปยังที่ต้องการใช้กระแสไฟฟ้า ซึ้งเกิดขึ้นได้จากแรงกดดัน ความร้อน แสงสว่าง ปฏิกิริยาเคมี และอํานาจแม่เหล็กไฟฟ้า ไฟฟ้ากระแสแบ่งเป็น แบบ ดังนี้ ) ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current : DC) เป็นไฟฟ้าที่มีทิศทางการไหลของกระแส และขนาดคงที่ตลอดเวลา แหล่งกําเนิดไฟฟ้ ากระแสตรงที่รู้จักกันดี เช่น แบตเตอรี่ ถ่านไฟฉาย การเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าเป็นไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ต้องใช้ตัวแปลงไฟ (Adapter)
ไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternating Current : AC) เป็นไฟฟ้าที่มีทิศทางการไหลของ กระแสสลับไปสลับมา และขนาดเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไฟฟ้ากระแสสลับได้นํามาใช้ภายในบ้านกับ งานต่าง ๆ เช่น ระบบแสงสว่าง เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์ พัดลม เป็นต้น
วัสดุอุ ปกรณ์ที่ใช้ในวงจรไฟฟ้า
3.1 สายไฟ เป็นอุปกรณ์สําหรับส่งพลังงานไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง โดยกระแสไฟฟ้า จะนําพลังงานไฟฟ้าผ่านไปตามสายไฟจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า สายไฟทําด้วยสารที่มีคุณสมบัติเป็นตัวนํา ไฟฟ้า (ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ดี) ได้แก่ ) สายไฟแรงสูง ทําด้วยอะลูมิเนียม เพราะอะลูมิเนียมมีราคาถูก และนํ าหนักเบากว่า ทองแดง ) สายไฟทัวไป (สายไฟในบ้าน) ทําด้วยโลหะทองแดง เพราะทองแดงมีราคาถูกว่าโลหะเงิน
3.2 ฟิวส์ เป็นอุปกรณ์ที่ทําหน้าที่ป้องกันไม่ให้กระแสไฟฟ้ าไหลผ่านเข้ามามากเกินไป ถ้ามี กระแสผ่านมามากฟิวส์จะตัดวงจรไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ ฟิวส์ทําด้วยโลหะผสมระหว่างตะกัวกับดีบุก และบิสมัทผสมอยู่ ซึ้งเป็นโลหะที่มีจุดหลอมเหลวตํ่า มีความต้านทานสูง และมีรูปร่างแตกต่างกันไป ตามความต้องการใช้งาน
ความปลอดภัยและอุบัติเหตุ จากอาชีพช่างไฟฟ้า
1) ก่อนลงมือปฏิบัติงานกับอุปกรณ์ไฟฟ้ า ให้ตรวจหรือวัดด้วยเครืองมือวัดไฟฟ้าว่าใน สายไฟหรืออุปกรณ์นันมีไฟฟ้าหรือไม่
2) การทํางานกับอุปกรณ์ไฟฟ้าในขณะปิดสวิตช์ไฟหรื อตัดไฟฟ้าแล้ว ต้องต่อสาย อุปกรณ์นั้นลงดินก่อนทํางานและตลอดเวลาที่ทํางาน
3) การต่อสายดินให้ต่อปลายทางด้าน “ดิน” ก่อนเสมอจากนันจึงต่อปลายอีกข้างเข้ากับ อุปกรณ์ไฟฟ้า
4) การสัมผัสกับอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงดันตํ่าใด ๆ หากไม่แน่ใจให้ใช้อุปกรณ์ทดสอบวัดไฟ ก่อน
5) การจับต้องอุปกรณ์ที่มีไฟฟ้า จะต้องทําโดยอาศัยเครื่องมือ - อุปกรณ์ และวิธีการ ที่ถูกต้องเท่านั้น
6) เครื่องมือเครื่องใช้ทีทํางานกับอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น คีม ไขควง ต้องเป็นชนิดที่มีฉนวน หุ้ม 2 ชั้นอย่างดี
7) ขณะทํางานต้องมันใจว่า ไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งของร่ างกายหรื อเครื่องมือทีใช้อยู่ สัมผัสกับส่วนอืนของอุปกรณ์ที่มีกระแสไฟด้วยความพลังเผลอ
8) การใช้กุญแจป้องกันการสับสวิตช์ การแขวนป้ายเตือนห้ามสับสวิตช์ตลอดจนการ ปลดกุญแจและป้ายต้องกระทําโดยบุคคลคนเดียวกันเสมอ
9) การขึ้นที่สูงเพื่อทํางานกับอุปกรณ์ไฟฟ้าต้องใช้เข็มขัดนิรภัย หากไม่มีการใช้เชือก ขนาดใหญ่คล้องเอาไว้กับโครงสร้างหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของอาคาร
10) การทํางานเกี่ยวกับไฟฟ้าหากเป็นไปได้ควรมีผู้ช่วยเหลืออยู่ด้วย ข้อควรระวังในการทํางานเกี่ยวกับไฟฟ้าทั่ว ๆ ไป - เมื่อพบว่าฝาครอบ หรือกล่องสวิตช์ชํารุด หรือตกเสียหาย ควรรีบเปลี่ยนและซ่อมแซม ทันที่ - รักษาความสะอาดของพื้นบริเวณที่ซึ้งสวิตช์อยู่ใกล้ ๆ - หมั่นสํารวจตรวจตราภายในแผงสวิตช์ ตู้ควบคุมทางไฟฟ้า ไม่ให้มีเศษผงทองแดงหรือ โลหะที่นําไฟฟ้าอยู่และอย่านําชิ้นส่วนอุปกรณ์ภายในตู้ควบคุม เช่น ฟิวส์ ออกจากตู้ควบคุม - การเปลี่ยนฟิวส์ ควรใช้ฟิวส์เฉพาะงานนั้น ๆ และก่อนเปลี่ยนต้องสับสวิตช์ (ให้วงจรไฟฟ้าเปิดให้เรียบร้อยก่อน) - อย่าใช้ฝาครอบที่ทําด้วยสารที่สามารถลุกติดไฟได้ เปิดฝาครอบสวิตช์ - สวิตช์แต่ละอัน ควรมีป้ายแสดงรายละเอียดดังนี้ ใช้กับกระแสไฟตรง หรือกระแสสลับ ความต่างศักย์ทางไฟฟ้า (หรือแรงดัน/แรงเคลื่อนไฟฟ้ า) กระแสไฟฟ้า เครื่องมือเครื่องใช้ทางไฟฟ้าทีต่อกับสวิตช์นั้น ชื่อผู้รับ - ต้องสับสวิตช์ให้วงจรไฟฟ้าเปิด เมื่อต้องการตรวจสอบหรือซ่อมแซมเครื่องจักรแล้วให้ ทําสัญลักษณ์หรือป้ายทีสวิตช์ว่า "กําลังซ่อม" ก่อนสับสวิตช์ให้วงจรไฟฟ้าปิด ต้องแน่ใจว่าทุกอย่าง เรียบร้อยและได้รับสัญญาณถูกต้อง และก่อนเปิดทดลองเดินเครื่องควรตรวจดูว่าเครืองจักรนั้นไม่มี วัตถุอื่นใดติดหรือขัดอยู่ - การส่งสัญญาณเกียวกับเปิด - ปิดสวิตช์ ควรทําด้วยความระมัดระวัง - อย่าปิด - เปิดสวิตช์ขณะมือเปียกนํ้า - การสับสวิตช์ให้วงจรไฟฟ้าปิดต้องแน่ใจว่าสัญญาณนันถูกต้อง - การขันสลักเกลียวเพื่อยึดสายไฟฟ้า ต้องขันให้แน่น - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ชํารุดอย่าฝืนใช้งานจะเกิดอันตรายได้ ข้อที่ไม่ควรกระทําในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับไฟฟ้ า - ไม่ควรถอดปลักไฟด้วยการดึงสายไฟ - ไม่ควรใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ชํารุด - ไม่ควรใช้ปลั๊กไฟที่ชํารุด - ไม่ควรต่อพ่วงไฟเกินกําลัง - ไม่ควรต่อปลั๊กผิดประเภท - ไม่ควรซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้ าด้วยตนเองถ้าหากไม่มีความรู้อย่างแท้จริง ความปลอดภัยเกี่ยวกับตัวผู้ปฏิบัติงาน การแต่งกาย - เครื่องแบบที่เหมาะสมในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับเครื่องจักร คือ เสื้อและกางเกงที่เป็นชิ้น เดียวกัน ซึ้งอยู่ในสภาพที่เรียบร้อย เสื้อผ้าที่ฉีกขาดไม่ควรนํามาใช้ เพราะจะทําให้เข้าไปติดกับ เครื่องจักรที่กําลังหมุนได้ - ติดกระดุมทุกเม็ดให้เรียบร้อย - ไม่ควรใส่เครืองประดับ เช่น สร้อยคอ นาฬิกา แหวน - ต้องใส่รองเท้าหุ้มส้น หรือรองเท้าบู๊ด เพื่อป้องกันเศษโลหะทิ่มตํา
สามารถหาค่าความต้านทานได้โดยการรวมกัน ดังนั้นความต้านทานรวมจะมีค่ามากขึ้น ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านตัวต้านทานแต่ละตัวเท่ากับกระแสไฟฟ้าในวงจร ความต่างศักย์ระหว่างปลายทั้งสองของตัวต้านทานจะเท่ากับผลบวกของความต่าง ศักย์ไฟฟ้า ระหว่างปลายทั้งสองของตัวต้านทานจะเท่ากับผลบวกของความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่างปลาย ทั้งสองของตัวต้านทานแต่ละตัว 311 การต่อวงจรไฟฟ้ าแบบขนาน การต่อแบบขนานเป็นวงจรไฟฟ้าที่แยกอุปกรณ์แต่ละชนิดในการเชื่อมต่อกันกับแหล่งกําเนิด ไฟฟ้า มีลักษณะของรูปแบบวงจรหลาย ๆ วงจร ในวงจรรวมดังแผน ข้อดีของการต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า แบบขนานก็คือ ถ้าอุปกรณ์ใดอุปกรณ์หนึ่งเสีย หรือชํารุด อุปกรณ์อื่นก็ยังมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้
การต่อหลอดไฟฟ้าหลอด ที่ต่อโดยให้ขั้วทั้งสองของหลอดไฟฟ้าหลอดหนึ่งคร่อมขั้วทั้งสอง ของอีก หลอดหนึ่ง เราเรียกว่า การต่อแบบขนาน กระแสไฟฟ้ าจากแหล่งกําเนิดที่ไหลเข้าไปในวงจร จะถูกแบ่งให้ไหลเข้าไปในอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ด้วยปริมาณที่ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความต้านทานของ อุปกรณ์ไฟฟ้า ถ้าอุปกรณ์ไฟฟ้ามีความต้านทานสูง ก็จะมีปริมาณกระแสไฟฟ้าไหลอย่างน้อย แต่ถ้า อุปกรณ์ไฟฟ้ามีความต้านทานตํ่า จะมีปริมาณกระแสไฟฟ้าไหลผ่านมาก และกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่าน อุปกรณ์ไฟฟ้าแต่ละอันรวมกันแล้วจะเท่ากับกระแสไฟฟ้าทีไหลออกจากแหล่งกําเนิด เราใช้หลักการ และความสัมพันธ์จากกฎของโอห์มมาคํานวณหาความต้านทาน และปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลใน วงจรเมื่อต่อหลอดไฟฟ้าแบบขนานได้ สรุปสาระสําคัญของการต่อความต้านทานแบบขนาน ความต้านทานรวมของวงจรมีค่าน้อยลง และน้อยกว่าความต้านทาน ตัวทีน้อยทีสุด ที่นํามาต่อขนานกัน ปริมาณกระแสไฟฟ้ารวมของวงจรมีค่าเท่ากับผลบวกของกระแสไฟฟ้าของวงจรย่อย ความต่างศักย์ระหว่างปลายทั้งสองของตัวต้านทานแต่ละตัวมีค่าเท่ากัน และเท่ากับ ความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่างปลายทั งสองของตัวต้านทานทีต่อขนานกัน 5 กฎของโอห์ม กระแสไฟฟ้าที่ไหลในวงจรไฟฟ้าได้นั้น เกิดจากแรงดันไฟฟ้าที่จ่ายให้กับวงจร และ ปริมาณกระแสไฟฟ้าภายในวงจรจะถูกจํากัดโดยความต้านทานไฟฟ้ าภายในวงจรไฟฟ้านั้น ๆ ดังนั้น ปริมาณกระแสไฟฟ้ าภายในวงจรจะขึ้นอยู่กับแรงดันไฟฟ้า และค่าความต้านทานของวงจร ซึ่งวงจรนี้ เรียกว่า กฎของโอห์ม กล่าวว่ากระแสไฟฟ้าที่ไหลในวงจรจะแปรผันตรงกับแรงดันไฟฟ้า และ แปรผกผันกับความต้านทานไฟฟ้า โดยเขียนความสัมพันธ์ได้