เชิญร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอ่านออนไลน์
เกียรติบัตรออนไลน์ วันต่อต้านยาเสพติดโลก ประจำปี 2566
พร้อมเชิญร่วมทำแบบทดสอบผ่านเกณฑ์ 70% หรือผ่าน 7 ข้อขึ้นไป จะได้รับเกียรติบัตรออนไลน์ ผ่านทาง e-mail
เชิญร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอ่านออนไลน์
เกียรติบัตรออนไลน์ วันต่อต้านยาเสพติดโลก ประจำปี 2566
พร้อมเชิญร่วมทำแบบทดสอบผ่านเกณฑ์ 70% หรือผ่าน 7 ข้อขึ้นไป จะได้รับเกียรติบัตรออนไลน์ ผ่านทาง e-mail
ภายใต้คำขวัญวันต่อต้านยาเสพติดโลก ประจำปี 2566
"รวมพลังไทย หยุดภัยยาเสพติด"
วันที่ 26 มิ.ย.ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็นวันต่อต้านยาเสพติดโลก โดยธีมหลักในปีนี้คือ People first: stop stigma and discrimination, strengthen prevention โดย องค์การสหประชาชาติ (United Nations) ระบุว่า ปัญหายาเสพติดทั่วโลกเป็นปัญหาที่ซับซ้อนซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้คนหลายล้านคนทั่วโลก
วันต่อต้านการใช้ยาเสพติดและการลักลอบค้ายาเสพติดสากล หรือ วันยาเสพติดโลก ถูกกำหนดขึ้นในวันที่ 26 มิ.ย.ทุกปี เพื่อเสริมสร้างการดำเนินการและความร่วมมือในการบรรลุโลกที่ปราศจากยาเสพติด
ย้อนไปกว่า 36 ปี ในการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยการใช้ยาในทางที่ผิด และการลักลอบใช้ยาเสพติด (International Conference on Drug Abuse and licit Trafficking ICDAIT) ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ระหว่างวันที่ 17-26 มิถุนายน 2530 ที่ประชุมได้มีมติให้เสนอสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nations General Assembly) ขอให้กำหนดวันที่ 26 มิ.ย.ของทุกปี เป็น "วันต่อต้านยาเสพติดโลก" (International Day Against Drug Abuse and Illicit Trafficking)
ต่อมา ที่ประชุมสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอดังกล่าวในการประชุมเมื่อเดือน ธ.ค.2530 ประเทศไทยหนึ่งในประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ได้แสดงเจตนารมณ์ในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดร่วมกับประเทศสมาชิกอื่น ๆ ทั่วโลก ด้วยการจัดกิจกรรมเนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดเป็นประจำเสมอมา
สำหรับประเทศไทยเอง ก็ได้เป็นส่วนหนึ่งในการขานรับแนวทางต่อต้านยาเสพติดร่วมกับประชาคมโลก จึงได้กำหนดใช้วันต่อต้านยาเสพติดโลก และจัดกิจกรรมรณรงค์ต่อต้านยาเสพติดมาตั้งแต่ พ.ศ.2531 โดยสนับสนุนให้ภาครัฐ เอกชน สถานศึกษา เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับโทษของยาเสพติดให้ประชาชนได้ตระหนักและรับรู้ร่วมกัน
ขณะที่ไทย ก็มีความพยายามในการแก้ไขปัญหายาเสพมาอย่างนาวนานนับตั้งแต่อดีต ในยุคที่ประเทศไทยมีผู้สูบฝิ่นเป็นจำนวนมาก จนในปี 2501 คณะปฏิวัติภายใต้การนำของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ออกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 37 ลงวันที่ 9 ธ.ค.2501 ให้เลิกการสูบฝิ่นทั่วราชอาณาจักรโดยมีการเผาทำลายฝิ่นและอุปกรณ์การสูบฝิ่นที่ท้องสนามหลวงในคืนวันที่ 30 มิ.ย.2502 ต่อมาในปี 2504 รัฐบาลได้จัดตั้ง "คณะกรรมการปราบปรามยาเสพติดให้โทษ" ใช้ชื่อย่อว่า ป.ป.ส. สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมี อธิบดีกรมตำรวจเป็นประธาน และมีผู้แทนจากทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ
ต่อมา ในยุคนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกฯ รัฐบาลได้เล็งเห็นว่า การปราบปรามยาเสพติดไม่สามารถแก้ไขได้โดยการดำเนินการเฉพาะกรมตำรวจเพียงหน่วยงานเดียวเท่านั้น จึงได้เสนอร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด 2519 ต่อสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน และประกาศใช้เป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 16 พ.ค.2519
ด้วยกฎหมายฉบับดังกล่าว ที่กำหนดให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และจัดตั้งสำนักงาน ป.ป.ส. ขึ้นเป็นหน่วยงานกลางรับผิดชอบโดยตรง มีฐานะเป็นกรมกรมหนึ่งในสำนักนายกรัฐมนตรี
ปัจจุบันสำนักกระทรวงยุติธรรม ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ แบ่งยาเสพติดให้โทษออกเป็น ๕ ประเภทดังนี้
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ กำหนดความหมายของคำว่า ยาเสพติดให้โทษ ไว้ดังนี้ คือ สารเคมีหรือวัตถุชนิดใด ๆ ซึ่งเมื่อเสพเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจะโดยวิธี รับประทาน ดม สูบ หรือด้วยวิธีการใด ๆ แล้วทำให้เกิดผลต่อร่างกายและจิตใจในลักษณะสำคัญ เช่น
ผู้ที่เสพยา ต้องเพิ่มขนาดการเสพติดมากขึ้นเป็นลำดับ
ผู้ที่เสพยา จะเกิดอาการถอนยา เมื่อหยุดใช้ยา หรือขาดยา
ผู้ที่เสพยา จะเกิดความต้องการเสพทั้งทางร่างกายและจิตใจ อย่างรุนแรงตลอดเวลา
ผู้ที่เสพยา จะมีสุขภาพร่างกายที่ทรุดโทรมลง
หรือกล่าวได้ว่าเป็นยาหรือสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ที่ผู้นั้นใช้อยู่ประจำแล้วยาหรือสารนั้นทำให้มีความผิดปกติที่ระบบประสาทกลางซึ่งจะถือว่าผู้นั้นติดยากเสพติด ถ้ามีอาการต่อไปนี้ อย่างน้อย ๓ ประการคือ ผู้ป่วยจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ยาหรือสารนั้นมาไว้ แม้เป็นวิธีที่ผิดกฎหมาย เช่นลักขโมยก็จะทำ
ผู้ป่วยไม่สามารถปฏิบัติงานตามปกติได้เนื่องจากมีอาการพิษหรืออาการขาดยาหรือสารนั้น
พฤติกรรมของผู้ป่วยเปลี่ยนไป เช่น หยุดงานบ่อย หรือไม่เอาใจใส่ครอบครัว
ผู้ป่วยต้องเสพยาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ (มี Tolerance)
เมื่อหยุดเสพหรือลดปริมาณการเสพลงมา จะเกิดอาการขาดยาหรือสารนั้น (Winthdrawal Symptom)
ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 แบ่งยาเสพติดให้โทษออกเป็น 5 ประเภทดังนี้
- ยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ 1 ยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรง เป็นยาที่ไม่มีการนำมาใช้ในทางการแพทย์ และทำให้เกิดการเสี่ยงต่อการติดยาของประชากรในระดับรุนแรง ได้แก่ เฮโรอีน แอลเอสดี แอมเฟตามีน หรือยาบ้า ยาอีหรือยาเลิฟ
- ยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ 2 ยาเสพติดให้โทษทั่วไป เป็นยาที่มีประโยชน์ในการรักษาโรคในระดับน้อยจนถึงมาก และทำให้เกิดการเสี่ยงต่อการติดยาของประชากรในระดับที่ต้องพึงระวังยาเสพติดประเภทนี้สามารถนำมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ได้ แต่ต้องใช้ภายใต้การควบคุมของแพทย์ และใช้เฉพาะกรณีที่จำเป็นเท่านั้น ได้แก่ ฝิ่น มอร์ฟีน โคเคน หรือโคคาอีน โคเคอีน และเมทาโดน
- ยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ 3 ยาเสพติดประเภทนี้เป็นยาเสพติดให้โทษที่มียาเสพติดประเภทที่ 2 ผสมอยู่ด้วย มีประโยชน์ทางการแพทย์ การนำไปใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น หรือเพื่อเสพติด จะมีบทลงโทษกำกับไว้ ยาเสพติดประเภทนี้ ได้แก่ ยาแก้ไอ ที่มีตัวยาโคเคอีน ยาแก้ท้องเสีย ที่มีฝิ่นผสมอยู่ด้วย ยาฉีดระงับปวดต่างๆ เช่น มอร์ฟีน เพทิดีน ซึ่งสกัดมาจากฝิ่น
- ยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ 4 คือสารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ 1 หรือประเภทที่ 2 ยาเสพติดประเภทนี้ไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์ในการบำบัดโรคแต่อย่างใด และมีบทลงโทษกำกับไว้ด้วย ได้แก่ น้ำยาอะเซติคแอนไฮไดรย์ และอะเซติลคลอไรด์ ซึ่งใช้ในการเปลี่ยนมอร์ฟีนเป็นเฮโรอีน สารคลอซูโดอีเฟดรีน สามารถใช้ในการผลิตยาบ้าได้ และวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทอีก 12 ชนิด ที่สามารถนำมาผลิตยาอีและยาบ้าได้
- ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 เป็นยาเสพติดให้โทษที่มิได้เข้าข่ายอยู่ในยาเสพติดประเภทที่ 1 ถึง 4 ได้แก่ พืชฝิ่น เห็ดขี้ควาย หรือพืชเห็ดขี้ควาย “สารสกัด” จากทุกส่วนของพืชกัญชาหรือกัญชง ซึ่งเป็นพืชในสกุล Cannabis ที่มีปริมาณสาร tetrahydrocannabinol (THC) เกินร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนัก
ยกเว้น กรณีใช้เป็นสารควบคุมคุณภาพในการตรวจวิเคราะห์และควบคุมคุณภาพจัดเป็นเครื่องมือแพทย์ตามกฎหมาย
ทำลายประสาทสมอง จิตใจเสื่อม ซึมเศร้า กังวล เลื่อนลอย และเป็นโรคจิตจากพิษยานั้นๆ
เสียบุคลิกภาพ ขาดความสนใจตนเอง ขาดสติสัมปชัญญะ
ร่างกายซูบซีด อ่อนเพลีย
พิษยาทำลายอวัยวะต่างๆให้เสื่อมลง มีโรคแทรกได้ง่าย
ประสบอุบัติเหตุได้ง่าย เพราะการควบคุมทางกล้ามเนื้อและระบบประสาทบกพร่อง
โทษต่อครอบครัว
ขาดความรับผิดชอบต่อครอบครัวและญาติพี่น้อง
เสียทรัพย์ที่จะต้องซื้อยามาเสพ และรักษาตัว
ขาดหลักประกันของครอบครัว ทำงานไม่ได้ ไม่เป็นที่วางใจ ของคนทั่วไป นำภัยมาสู่บุตร ภรรยา ญาติพี่น้อง
เป็นภัยต่อสังคม
มีโอกาสเป็นอาชญากรประเภทลักขโมยได้ง่ายเนื่องจากมีรายจ่ายสูง
เชิญร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอ่านออนไลน์
เกียรติบัตรออนไลน์ วันต่อต้านยาเสพติดโลก ประจำปี 2566
พร้อมเชิญร่วมทำแบบทดสอบผ่านเกณฑ์ 70% หรือผ่าน 7 ข้อขึ้นไป จะได้รับเกียรติบัตรออนไลน์ ผ่านทาง e-mail
แหล่งอ้างอิงข้อมูล
https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2124427
https://www.oncb.go.th/Pages/anti_drugs_2023.aspx
https://www.thaipbs.or.th/news/content/328911
https://www.sdtc.go.th/paper/31
https://www.rama.mahidol.ac.th/ramamental/generalknowledge/06212014-1613