สรุปความรู้เรื่อง กาพย์เห่เรือ
บทเห่เรือที่เก่าแก่และได้รับความนิยม จนถือเป็นแบบแผนในการประพันธ์บทเห่เรืออื่นๆ จนถึงปัจจุบัน คือ “กาพย์เห่เรือ” บทพระนิพนธ์ในเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศรไชยเชษฐสุริยวงศ์ หรือ พระนามที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร หรือ เจ้าฟ้ากุ้ง พระองค์ประสูติเมื่อ พ.ศ. 2248 เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ประสูติแต่กรมหลวงอภัยนุชิต
เจ้าฟ้ากุ้งมีพระปรีชาสามารถหลายด้าน โดยเฉพาะด้านวรรณกรรม ทรงพระนิพนธ์วรรณกรรมไว้หลายเรื่อง เช่น กาพย์เห่เรือนันโทปนันทสูตรคำหลวง พระมาลัยคำหลวง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก กาพย์เห่เรือเรื่องกากี เป็นต้น
ทำนองหรือลำนำที่ใช้ในการเห่เรือ
ทำนองหรือลำนำที่ใช้ในการเห่เรือ เป็นการให้จังหวะแก่ฝีพายให้พายตามจังหวะทำนองการร้อง เพื่อความสวยงามและความพร้อมเพรียง ทำนองที่ใช้ในการเห่เรือปัจจุบันมี 3 ทำนอง คือ ช้าละวะเห่ มูลเห่ และสวะเห่
ก่อนการเริ่มต้นเห่เรือตามทำนองดังกล่าว เมื่อเรือพระที่นั่งทรงเริ่มออกจากท่ามาเข้ากระบวน พนักงานต้นเสียงเห่เรือก็จะขึ้นต้น เกริ่นเห่ เป็นทำนองตามเนื้อความในโคลงสี่สุภาพก่อน จึงมักเรียกว่า “เกริ่นโคลง” ซึ่งเป็นการให้สัญญาณเตือนฝีพายให้เตรียมพร้อม เพื่อจะเคลื่อนกระบวนและดำเนินทำนองต่อไปนี้
1.ช้าละวะเห่ มาจาก ช้าแลว่าเห่ เป็นทำนองที่ใช้เริ่มต้นการเห่ ถือเป็นการให้สัญญาณเริ่มต้นเคลื่อนเรือในกระบวนทุกลำออกจากท่าไปพร้อมกันอย่างช้าๆ และใช้ทำนองนี้เมื่อพายเรือตามกระแสน้ำ
2. มูลเห่ หรือในการเห่เรือเล่น เรียกว่า เห่เร็ว เป็นการเห่ในจังหวะกระชั้นกระชับ ฝีพายจะเร่งพายให้เร็วกว่าเดิมตามจังหวะกระทุ้งเส้า และใช้ทำนองนี้ขณะพายเรือทวนน้ำ
3. สวะเห่ เป็นการเห่เมื่อใกล้จะถึงที่หมายหรือเรือใกล้จะเทียบท่า
เนื้อหาของ กาพย์เห่เรือ ประกอบด้วยบทเห่ 4 ตอน
ตามช่วงเวลาใน 1 วัน ได้แก่
– ตอนเช้า เห่ชมเรือกระบวน
– ตอนสาย เห่ชมปลา
– ตอนบ่าย เห่ชมไม้
– ตอนเย็น เห่ชมนก
จบลงด้วยยามค่ำ บทเห่ครวญ เป็นบทคร่ำครวญ พรรณนาถึงนางอันเป็นที่รัก
กาพย์เห่เรือมีลักษณะเหมือนกับการแต่งนิราศ ที่มีการพรรณนาธรรมชาติระหว่างการเดินทางและมีการกล่าวถึงนางอันเป็นที่รัก ยกเว้น! เห่ชมกระบวนเรือ ที่ไม่มีบทรำพันนิราศ
จากเรื่องกาพย์เห่เรือ แสดงให้เห็นถึงสภาพชีวิตของคนสมัยก่อน ที่ใช้การสัญจรทางน้ำอย่างเป็นปกติ และการเดินทางที่ใช้เวลานานโดยไม่มีเทคโลโนยีใดๆ ทำให้มีเวลาในการชื่นชมธรรมชาติและมีโอกาสสร้างสรรค์ผลงานการประพันธ์หรือเพลงที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน
กาพย์ห่อโคลงนิราศ
ผู้แต่ง
เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร แต่งเมื่อเสร็จไปนมัสการพระพุทธบาท
ลักษณะคำประพันธ์
ใช้กาพย์ยานีและโคลงสี่สุภาพสลับกัน แบบกาพย์ห่อโคลง และเป็นทำนองนิราศ
ความมุ่งหมาย
เพื่อรำพันถึงหญิงที่รัก
เรื่องย่อ
เริ่มกล่าวถึง ความงามของนางซึ่งต้องจากกัน แล้วรำพึงรำพันเป็น โมง ยาม วัน เดือน ปี และบอกชนิดของสัตว์ประจำปี ต่อจากนั้น พรรณนาขบวนแห่ สาวสนม ไม้ นก และปลา กล่าวถึงบุคคลในวรรณคดีเรื่องอื่นในไตรดายุค เช่น พระรามจากนางสีดา พระอนิรุทธ์จากนางอุษา แต่ได้พบกันอีก ส่วนตนเองซึ่งอยู่ในกลียุคจากนางแล้ว เมื่อใดจึงจะได้กลับมาอยู่ร่วมกัน
กาพย์ห่อโคลงเรื่องนี้มีลักษณะเป็นนิราศ และจัดเป็นนิราศกาพย์ห่อโคลงเรื่องแรก แต่ไม่ได้กล่าวว่า จากนางไปที่ใด ผ่านตำบลใดบ้าง รำพึงรำพันเป็นวันเวลาเช่นเดียวกับ โคลงทวาทศมาส แต่เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรทรงเปลี่ยนกระบวนพรรณนาให้ผิดแผกออกไป โคลงทวาทศมาสรำพันความเป็นเดือนๆ แต่กาพย์ห่อโคลงนี้ขยายเป็นโมง ยาม วัน เดือน และปี และตอนท้ายได้เพิ่มบท ชมไม้ ชมนก จึงทำให้เกิดแบบวรรณคดีขึ้นใหม่อีกประเภทหนึ่ง นอกจากนิราศเรื่องนี้ให้ความรู้เกี่ยวกับประเพณีการแต่งกายของสตรี และความเป็นอยู่ของไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายในการทรงนิพนธ์กาพย์ห่อโคลงนี้ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร ทรงสมมติการจากนางขึ้น ความจริงมิได้ทรงจากนางไปไหน ดังข้อความตอนจบว่า
จบเสร็จครวญคร่ำกาพย์ บทพิลาปถึงสาวศรี
แต่งตามประเวณี ใช่เมียรักจะจากจริง
การทรงสามารถรำพึงรำพันความอาลัยรักได้อย่างแนบเนียน โดยมิได้เกิดจากความจริง แสดงถึงพระอัจฉริยภาพทางกวีนิพนธ์อย่างเลิศล้ำ
คุณค่า
เป็นนิราศที่ไพเราะและงดงามอีกเรื่องหนึ่ง ได้รับความรู้เกี่ยวกับประเพณีการเสด็จชลมาด วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนไทย