ชื่อ-นามสกุล นางสาวศิรินันท์ ชัยผล
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการ
สถานศึกษา โรงเรียนบ้านหนองโค้ง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1
ห้องเรียนที่จัดการเรียนรู้ ห้องเรียนวิชาสามัญหรือวิชาพื้นฐาน
ข้าพเจ้าขอแสดงเจตจำนงในการจัดทำข้อตกลงในการพัฒนางานตำแหน่งครู วิทยฐานะครูชำนาญการ
ซึ่งเป็นตำแหน่งและวิทยฐานะที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันกับผู้อำนวยการสถานศึกษา ไว้ดังต่อไปนี้
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569
1.1 ชั่วโมงสอนตามตารางสอน รวมจำนวน 21 ชั่วโมง/สัปดาห์ดังนี้
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ(ภาษาอังกฤษ)
รายวิชาภาษาอังกฤษ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 6 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชาภาษาอังกฤษ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 6 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชาภาษาอังกฤษ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 6 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
กิจกรรมแนะแนว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมชุมนุม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
1.2 งานส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ จำนวน - ชั่วโมง/สัปดาห์
1.3 งานพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษา
ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนักเรียน จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
คณะกรรมการตามคำสั่งโรงเรียนบ้านหนองโค้ง จำนวน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์
1.4 งานตอบสนองนโยบายและจุดเน้น จำนวน - ชั่วโมง/สัปดาห์
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568
1.1 ชั่วโมงสอนตามตารางสอน รวมจำนวน 22 ชั่วโมง/สัปดาห์ดังนี้
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ(ภาษาอังกฤษ)
รายวิชาภาษาอังกฤษ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 6 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชาภาษาอังกฤษ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 6 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชาภาษาอังกฤษ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 6 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชาการสื่อสารและ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
การนำเสนอ
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
กิจกรรมแนะแนว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมชุมนุม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
1.2 งานส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ จำนวน - ชั่วโมง/สัปดาห์
1.3 งานพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษา
หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ จำนวน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์
คณะกรรมการตามคำสั่งโรงเรียนบ้านหนองโค้ง จำนวน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์
1.4 งานตอบสนองนโยบายและจุดเน้น จำนวน - ชั่วโมง/สัปดาห์
ประเด็นที่ท้าทายในการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนของผู้จัดทำข้อตกลง ซึ่งปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งครู วิทยฐานะครูชำนาญการ ต้องแสดงให้เห็นถึงระดับการปฏิบัติที่คาดหวังของวิทยฐานะครูชำนาญการ คือ แก้ไขปัญหา การจัดการเรียนรู้และการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นหรือมีการพัฒนามากขึ้น (ทั้งนี้ ประเด็นท้าทายอาจจะแสดงให้เห็นถึงระดับการปฏิบัติที่คาดหวังในวิทยฐานะที่สูงกว่าได้)
ประเด็นท้าทาย เรื่อง การพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยกระบวนการ A2C (Activity-Based Learning to Communication)
1. สภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้และคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ มุ่งหวังให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อภาษาต่างประเทศ สามารถใช้ภาษาต่างประเทศในการสื่อสาร แสวงหาความรู้ ศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ ตลอดจนมีความเข้าใจในความแตกต่างทางภาษาและวัฒนธรรม โดยเฉพาะ สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร ซึ่งมุ่งให้ผู้เรียนสามารถใช้ภาษาในการฟัง พูด อ่าน และเขียน แลกเปลี่ยนข้อมูล แสดงความรู้สึกและความคิดเห็น รวมทั้งใช้ภาษาเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลได้อย่างเหมาะสม (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) ดังนั้น การจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษจึงควรมุ่งให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ด้านคำศัพท์และโครงสร้างภาษาไปใช้เพื่อการสื่อสารในสถานการณ์จริง มิใช่เพียงการจดจำเนื้อหาหรือทำแบบฝึกหัดทางภาษาเท่านั้น
ทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษเป็นทักษะสำคัญสำหรับผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลที่ใช้ในการสื่อสาร การศึกษา และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร แนวคิดเกี่ยวกับความสามารถในการสื่อสารของ Canale และ Swain (1980) ชี้ให้เห็นว่า การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้ด้านไวยากรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความสามารถในการเลือกใช้ภาษาให้เหมาะสมกับบริบท การโต้ตอบกับคู่สนทนา และการใช้กลวิธีเพื่อให้การสื่อสารดำเนินต่อไปได้ นอกจากนี้ แนวการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร หรือ Communicative Language Teaching: CLT ยังให้ความสำคัญกับการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนใช้ภาษาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ความคิด และความหมายผ่านสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับการสื่อสารจริง (Richards, 2006)
จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า ผู้เรียนบางส่วนมีความรู้พื้นฐานด้านคำศัพท์และโครงสร้างภาษา สามารถทำแบบฝึกหัดตามรูปแบบที่กำหนดได้ แต่เมื่อต้องนำภาษาอังกฤษมาใช้ในการพูดสื่อสารจริง ผู้เรียนยังขาดความมั่นใจ ไม่กล้าพูดหรือแสดงความคิดเห็น เกรงว่าจะใช้ภาษาไม่ถูกต้อง และมักตอบคำถามด้วยคำหรือประโยคสั้น ๆ ผู้เรียนบางส่วนยังต้องพึ่งพาตัวอย่างประโยคหรือการท่องจำ และไม่สามารถสร้างคำถาม คำตอบ หรือโต้ตอบกับคู่สนทนาได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความรู้ทางภาษาที่เรียนมายังไม่สามารถถ่ายโอนไปสู่การใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารได้อย่างเต็มศักยภาพ สภาพปัญหาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้ที่เน้นการอธิบายเนื้อหาและการฝึกโครงสร้างภาษาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการพัฒนาทักษะการสื่อสาร ผู้เรียนจำเป็นต้องได้รับโอกาสในการ ลงมือปฏิบัติ ใช้ภาษา แลกเปลี่ยนข้อมูล ทำงานร่วมกับผู้อื่น และเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง การจัดการเรียนรู้แบบใช้กิจกรรมเป็นฐาน หรือ Activity-Based Learning: ABL จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสม เนื่องจากเน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติกิจกรรมทั้งรายบุคคล คู่ และกลุ่ม ส่งเสริมให้ผู้เรียนคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการเรียนรู้เชิงรุกที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการลงมือทำและสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นจากกิจกรรม (Bonwell & Eison, 1991)
จากแนวคิดดังกล่าว ผู้สอนจึงนำหลักการของ Activity-Based Learning ร่วมกับแนวคิดการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร (CLT) มาประยุกต์และพัฒนาเป็น กระบวนการ A2C (Activity-Based Learning to Communication) โดยมีเป้าหมายสำคัญในการนำผู้เรียนจาก “การเรียนรู้ผ่านกิจกรรม” ไปสู่ “การใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร” ผ่านกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามแนว ABL 5 ขั้น ได้แก่
1) ขั้นทบทวนประสบการณ์ ผู้สอนให้คำแนะนำ ทบทวนความรู้เดิม และกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนเพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่เนื้อหา 2) ขั้นกิจกรรม ผู้เรียนทุกคนมีส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรมทั้งงานเดี่ยว งานคู่ และงานกลุ่ม โดยเน้นการใช้ภาษาอังกฤษในการถาม–ตอบ แลกเปลี่ยนและรวบรวมข้อมูล 3) ขั้นสะท้อนคิด ผู้เรียนสะท้อนสิ่งที่ได้เรียนรู้ วิเคราะห์การใช้ภาษา ปัญหาที่พบ และนำเสนอผลงานจากกิจกรรม 4) ขั้นประเมินผล ประเมินความรู้และทักษะการสื่อสารจากการปฏิบัติจริงของผู้เรียน และ 5) ขั้นประยุกต์ใช้ ผู้เรียนนำคำศัพท์ โครงสร้างภาษา และทักษะที่ได้เรียนรู้ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่หรือสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริง ในการจัดกิจกรรม ผู้เรียนจะได้รับโอกาสให้ใช้ภาษาอังกฤษผ่านสถานการณ์ที่มีความหมาย เช่น การสร้างคำถามและคำตอบเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวัน การใช้คำถาม How often do you…? การสัมภาษณ์เพื่อน การฟังและบันทึกคำตอบ การรวบรวมและสรุปข้อมูล ตลอดจนการนำเสนอผลการสำรวจเป็นภาษาอังกฤษ กระบวนการดังกล่าวช่วยให้ผู้เรียนได้ใช้ภาษาเพื่อวัตถุประสงค์ในการสื่อสารจริง มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน และค่อย ๆ พัฒนาจากการฝึกที่มีตัวช่วยไปสู่การสร้างข้อความและการสื่อสารด้วยตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ภาษาผ่านการใช้ภาษาและการแลกเปลี่ยนความหมาย (Richards, 2006)
ดังนั้น การพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วย กระบวนการ A2C (Activity-Based Learning to Communication) จึงเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาการที่ผู้เรียนมีความรู้ทางภาษาแต่ยังไม่สามารถนำไปใช้สื่อสารได้อย่างมั่นใจ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ ใช้ภาษาในการโต้ตอบและแลกเปลี่ยนข้อมูล ทำงานร่วมกับผู้อื่น สะท้อนการเรียนรู้ และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่ อันจะช่วยส่งเสริมทั้งความสามารถในการสื่อสาร ความคล่องแคล่วในการใช้ภาษา และความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการนำภาษาไปใช้ในชีวิตประจำวันและการเรียนรู้ในอนาคต
2. วิธีการดำเนินการให้บรรลุผล
2.1 ศึกษาสาระ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และวิเคราะห์หัวข้อ หน้าที่ภาษา และรูปแบบภาษาที่สอดคล้องกับทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ
2.2 วิเคราะห์เนื้อหาและสภาพปัญหาด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษของผู้เรียน เพื่อออกแบบหน่วยการเรียนรู้และแผนการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับหลักสูตรและบริบทของผู้เรียน
2.3 ศึกษาแนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบ Activity-Based Learning และ Communicative Language Teaching เพื่อนำมาพัฒนาเป็นกระบวนการ A2C (Activity-Based Learning to Communication)
2.4 ออกแบบหน่วยการเรียนรู้และจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ A2C เพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
2.5 ดำเนินการจัดการเรียนรู้ วัดและประเมินผลก่อน–หลังเรียน วิเคราะห์ผล และจัดทำรายงานผลการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษด้วยกระบวนการ A2C
นิยามความหมายของรูปแบบการสอนแบบ (Activity – Based Learning : ABL)
การจัดการเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐาน (Activity Based Learning : ABL) หมายถึง รูปแบบการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้และมีบทบาทในการเรียนรู้ โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ และทำความเข้าใจในเนื้อหาบทเรียน ผ่านกิจกรรมที่ผู้เรียนเป็นผู้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองผ่านการเล่นเกม การร้องเพลง บทบาทสมมุติ และสถานการณ์จำลอง คุณครูทำหน้าที่เป็นผู้ออกแบบกิจกรรมโดยการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เหมาะสม และมีการวางแผนการใช้สื่อที่ดีเพื่อให้ผู้เรียนเรียนอย่างมีและสามารถภาษาอังกฤษไปด้วยความมั่นใจ
ขั้นตอนตามกระบวนการจัดการเรียนรู้ของ ABL ดังนี้
1.ขั้นทบทวนประสบการณ์ ในขั้นนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้คำแนะนำการเรียนรู้แก่นักเรียน ทบทวนความรู้เดิมและกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสนใจในเนื้อหาที่จะเรียน
2.ขั้นกิจกรรม ในขั้นนี้นักเรียนทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรม ทำงานร่วมกันตามกิจกรรมที่ครูจัดเตรียมไว้ให้ทั้งงานเดี่ยว งานกลุ่ม
3.ขั้นสะท้อนคิด ในขั้นนี้นักเรียนต้องสะท้อนคิดและองค์ความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมกิจกรรม โดยคิด วิเคราะห์สถานการณ์และกิจกรรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในขณะที่ร่วมกิจกรรมและนำเสนอผลงาน
4.ขั้นประเมินผล ในขั้นนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อประเมินผลการเรียนรู้จากสิ่งที่ผู้เรียนได้เรียนรู้มา
5.ขั้นประยุกต์ใช้ เป็นขั้นสุดท้ายของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในแต่ละชั่วโมง เพื่อนำสิ่งที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ นำมาใช้ในสถานการณ์ใหม่หรือสถานการณ์ใกล้เคียงกับสิ่งที่ได้เรียนรู้มา
3. ผลลัพธ์การพัฒนาที่คาดหวัง
3.1 เชิงปริมาณ
ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหนองโค้ง ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 มีคะแนนประเมินทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ A2C (Activity-Based Learning to Communication) ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 และมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
3.2 เชิงคุณภาพ
ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีพัฒนาการด้านทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ สามารถใช้ภาษาอังกฤษในการถาม–ตอบ โต้ตอบ แลกเปลี่ยนข้อมูล และนำเสนอข้อมูลจากสถานการณ์ใกล้ตัวได้อย่างเหมาะสม มีความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น และสามารถนำความรู้และทักษะที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์อื่นหรือในชีวิตประจำวันได้
สแกน qr code
ลงชื่อ .......ศิรินันท์ ชัยผล..............
(นางสาวศิรินันท์ ชัยผล)
ตำแหน่งครูชำนาญการ
ผู้จัดทำข้อตกลงในการพัฒนางาน
1 ตุลาคม พ.ศ. 2568