ชื่อ-นามสกุล นางสาวนันทนา เทพเที่ยง
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ
สถานศึกษา โรงเรียนบ้านหนองโค้ง
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1
ห้องเรียนที่จัดการเรียนรู้ ห้องเรียนวิชาสามัญหรือวิชาพื้นฐาน
ข้าพเจ้าขอแสดงเจตจำนงในการจัดทำข้อตกลงในการพัฒนางานตำแหน่งครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ
ซึ่งเป็นตำแหน่งและวิทยฐานะที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันกับผู้อำนวยการสถานศึกษา ไว้ดังต่อไปนี้
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568
1.1 ชั่วโมงสอนตามตารางสอน รวมจำนวน 22 ชั่วโมง/สัปดาห์ดังนี้
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รายวิชา วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 6 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชา วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 6 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชา วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 6 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชา IS2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
รายวิชา ชุมนุม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชา แนะแนว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชา ลูกเสือ-เนตรนารี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
1.2 งานส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ จำนวน - ชั่วโมง/สัปดาห์
1.3 งานพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษา จำนวน 6 ชั่วโมง/สัปดาห์
ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริหารงานวิชาการ จำนวน 5 ชั่วโมง/สัปดาห์
หัวหน้างาน ตามคำสั่งโรงเรียนบ้านหนองโค้ง ที่ 45/2568 เรื่อง มอบหมายการปฏิบัติหน้าที่กลุ่มบริหารงานวิชาการ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ลงวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 จำนวน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์
1.4 งานตอบสนองนโยบายและจุดเน้น จำนวน - ชั่วโมง/สัปดาห์
- โรงเรียน 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ
- โครงการพัฒนาคุณภาพวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีตามมาตรฐาน สสวท. (SMT)
- งานจุดเน้น สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ และเขตพื้นที่การศึกษา
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568
1.1 ชั่วโมงสอนตามตารางสอน รวมจำนวน 21 ชั่วโมง/สัปดาห์ดังนี้
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รายวิชา วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 6 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชา วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 6 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชา วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 6 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
รายวิชา ชุมนุม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชา แนะแนว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชา ลูกเสือ-เนตรนารี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
1.2 งานส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ จำนวน - ชั่วโมง/สัปดาห์
1.3 งานพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษา จำนวน 9 ชั่วโมง/สัปดาห์
ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริหารงานวิชาการ จำนวน 5 ชั่วโมง/สัปดาห์
หัวหน้างาน ตามคำสั่งโรงเรียนบ้านหนองโค้ง ที่ 45/2568 เรื่อง มอบหมายการปฏิบัติหน้าที่กลุ่มบริหารงานวิชาการ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ลงวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 จำนวน 4 ชั่วโมง/สัปดาห์
1.4 งานตอบสนองนโยบายและจุดเน้น จำนวน - ชั่วโมง/สัปดาห์
- โรงเรียน 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ
- โครงการโรงเรียน CONEXT ED
- โครงการพัฒนาคุณภาพวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีตามมาตรฐาน สสวท. (SMT)
- โครงการสถานศึกษาสีขาวปลอดยาเสพติดและอบายมุข
- งานจุดเน้น สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ และเขตพื้นที่การศึกษา
ประเด็นที่ท้าทายในการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ของผู้จัดทำข้อตกลง ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ ต้องแสดงให้เห็นถึงระดับการปฏิบัติที่คาดหวังของวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ คือ การริเริ่ม พัฒนา การจัดการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นหรือมีการพัฒนามากขึ้น (ทั้งนี้ ประเด็นท้าทายอาจจะแสดงให้เห็นถึงระดับการปฏิบัติที่คาดหวังในวิทยฐานะที่สูงกว่าได้)
1. สภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้และคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน
ประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมายชาติด้านการศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติ เป้าหมายสำคัญได้แก่ การเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับประชาชนทุกกลุ่ม การพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล และการส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวงศึกษาธิการ, 2565) หนึ่งในเป้าหมายชาติด้านการศึกษาคือการพัฒนาการสอนวิทยาศาสตร์ให้มีคุณภาพและทันสมัย เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ เป้าหมายนี้เน้นการเพิ่มความรู้และทักษะทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล รวมถึงการสนับสนุนครูในการพัฒนาความรู้และทักษะในการสอนวิทยาศาสตร์เพื่อสร้างนักเรียนที่มีความคิดสร้างสรรค์และสามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ (กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, 2566) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ ความสามารถในการแก้ปัญหา และการเชื่อมโยงความรู้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงการเตรียมความพร้อมให้นักเรียนสามารถปรับตัวในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2560) ดังนั้น วิทยาศาสตร์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้เรียนเพื่อที่จะมีความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติและเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการเชื่อมโยงความรู้ในชีวิตประจำวัน สามารถนำความรู้ไปใช้อย่างมีเหตุผล สร้างสรรค์และมีคุณธรรม
การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ช่วยสร้างความตื่นเต้นในห้องเรียนและเพิ่มการมีส่วนร่วมของนักเรียน (Bonwell และ Eison, 1991) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวิชาวิทยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะและความรู้ของนักเรียนในหลายด้าน นอกจากจะช่วยเพิ่มพูนความรู้ทางวิทยาศาสตร์แล้ว ยังส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกันเป็นทีมอีกด้วย การเรียนรู้เชิงรุกในวิชาวิทยาศาสตร์เน้นการมีส่วนร่วมของนักเรียนในกระบวนการเรียนรู้ผ่านการทดลอง การสำรวจ และการปฏิบัติจริง นักเรียนจะได้รับโอกาสในการทำงานกับปัญหาที่ท้าทาย และใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการหาคำตอบ การมีส่วนร่วมแบบนี้ช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาของนักเรียน ทำให้พวกเขาเข้าใจเนื้อหาได้ลึกซึ้งมากขึ้นและสามารถนำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์จริงได้ (กนกวรรณ ฉัตร์แก้ว และ ศรีสมร พุ่มสะอาด ,2564)
รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning: PBL) เป็นแนวทางหนึ่งที่ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก นักเรียนจะได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดแก้ปัญหา การวางแผน การลงมือปฏิบัติจริง และการนำเสนอผลการเรียนรู้ของตนเอง ซึ่งเอื้อต่อการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในระดับสูง (Thomas, 2000) ประกอบกับโรงเรียนบ้านหนองโค้งตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ตำบลต้นเปา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีงานหัตถกรรมที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จัก โดยภูมิปัญญาในท้องถิ่นที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่น กระดาษสาบ้านต้นเปา ร่มบ่อสร้าง โคมบ้านหนองโค้ง เป็นต้น และในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในรายวิชาวิทยาศาสตร์ สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ เนื้อหาเกี่ยวกับสมบัติของสาร มีผลการทดสอบระดับชาติ (O-NET) ค่อนข้างต่ำ ดังนั้นผู้วิจัยซึ่งเป็นครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของโรงเรียน จึงเห็นว่าควรจะมีการปรับกิจกรรมการเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้นักเรียนมีคุณภาพตามที่กำหนดโดยนำภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ามาบูรณาการในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เนื่องจากเป็นแหล่งเรียนรู้ที่อยู่ใกล้ตัวนักเรียน จึงได้จัดทำวิจัยการพัฒนาความฉลาดรู้ทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ในรายวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องสารและสมบัติของสาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง และใช้กระบวนการวิจัยในการแก้ปัญหาพร้อมทั้งพัฒนาการเรียนรู้โดยใช้สื่อเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วย โดยนำนักเรียนไปศึกษาเรียนรู้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น เพื่อให้นักเรียนได้ออกแบบการเรียนรู้ ที่สามารถส่งเสริมให้นักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้หลายๆ ด้าน มองเห็นภาพและสามารถทำความเข้าใจในเนื้อหาได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้นักเรียนเกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีความมุ่งมั่นในการทำงานและนำความรู้ ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้องและพัฒนาความฉลาดรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ของผู้เรียน และนอกจากนี้ยังช่วยพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรื่อง สมบัติของสาร ของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถให้นักเรียนมีคุณภาพตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร มีพื้นฐานในการเรียนรู้ที่ดี สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการทดสอบเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ในระดับต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและที่สำคัญสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปศึกษาต่อในระดับชั้นที่สูงขึ้นได้อย่างมีคุณภาพต่อไป
2. วิธีการดำเนินการให้บรรลุผล
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้เป็นเครื่องมือที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น ประกอบด้วย
1. แผนการจัดการเรียนรู้
2. เครื่องมือวัดความฉลาดรู้ทางวิทยาศาสตร์
3. แบบสังเกตและประเมินการทำโครงงานวิทยาศาสตร์
4. แบบสัมภาษณ์/แบบสอบถามสะท้อนผล
5. ประเมินความสามารถในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์
การดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล
ขั้นตอนที่ 1: ศึกษาเอกสารและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง
• ทบทวนแนวคิดเรื่อง PBL, ภูมิปัญญาท้องถิ่น, ความฉลาดรู้ทางวิทยาศาสตร์
• วิเคราะห์หลักสูตร ตัวชี้วัด และกลุ่มเป้าหมาย
ขั้นตอนที่ 2: ออกแบบและพัฒนาเครื่องมือวิจัย
• พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้แบบ PBL ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น
• สร้างเครื่องมือวัดความฉลาดรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ออกแบบ → ตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ → ทดลองใช้ → วิเคราะห์ IOC และปรับปรุง)
ขั้นตอนที่ 3: ดำเนินการจัดการเรียนรู้กับกลุ่มตัวอย่าง
• กลุ่มตัวอย่าง: นักเรียนชั้น ม.2/1
• จัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผน เช่น
1. ศึกษากระดาษสาบ้านต้นเปา
2. ทดลองสารและสมบัติของสาร
3. สร้างโครงงานวิทยาศาสตร์
• ใช้เครื่องมือประเมินในระหว่างและหลังการสอน เช่น แบบสังเกต ใบงาน และการประเมินผลงาน
ขั้นตอนที่ 4: เก็บรวบรวมข้อมูล
• แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน (pre-post test)
• แบบประเมินผลโครงงาน
• แบบสัมภาษณ์/สะท้อนผลของนักเรียน
• บันทึกการสังเกตพฤติกรรมระหว่างเรียน
ขั้นตอนที่ 5: วิเคราะห์ข้อมูล
• วิเคราะห์คะแนนความฉลาดรู้ทางวิทยาศาสตร์ (เช่น ใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบความแตกต่าง เช่น t-test)
• วิเคราะห์เชิงคุณภาพจากแบบสัมภาษณ์หรือสะท้อนผล (content analysis)
ขั้นตอนที่ 6: สรุปผล อภิปรายผล และเขียนรายงานวิจัย
• สรุปประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้
• อภิปรายผลเปรียบเทียบกับงานวิจัยเดิม
• ให้ข้อเสนอแนะเพื่อการนำไปใช้ในวงกว้าง
3. ผลลัพธ์การพัฒนาที่คาดหวัง
3.1 เชิงปริมาณ
ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ร้อยละ 100 เมื่อได้รับการส่งเสริมพัฒนาความฉลาดรู้ทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ในรายวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง สารและสมบัติของสาร ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สมบัติของสาร สูงขึ้น
3.2 เชิงคุณภาพ
ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความรู้ ความเข้าใจในเนื้อหา เรื่อง สารและสมบัติของสาร และสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ในสถานการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้
ลงชื่อ ..............นันทนา เทพเที่ยง..............
(นางสาวนันทนา เทพเที่ยง)
ตำแหน่งครูชำนาญการพิเศษ
ผู้จัดทำข้อตกลงในการพัฒนางาน
1 ตุลาคม พ.ศ. 2568