ชื่อ-นามสกุล นายอาณัติ กันทะพิงค์
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการ ตำแหน่งเลขที่ 5089
สถานศึกษา โรงเรียนบ้านหนองโค้ง
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1
ห้องเรียนที่จัดการเรียนรู้ ห้องเรียนวิชาสามัญหรือวิชาพื้นฐาน
ข้าพเจ้าขอแสดงเจตจำนงในการจัดทำข้อตกลงในการพัฒนางานตำแหน่งครู วิทยฐานะครูชำนาญการ
ซึ่งเป็นตำแหน่งและวิทยฐานะที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันกับผู้อำนวยการสถานศึกษา ไว้ดังต่อไปนี้
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568
1.1 ชั่วโมงสอนตามตารางสอน รวมจำนวน 22 ชั่วโมง/สัปดาห์ดังนี้
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
รายวิชา ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จำนวน 18 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
รายวิชา แนะแนว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชา ลูกเสือ-เนตรนารี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชา ชุมนุม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชา การศึกษาเพื่อการเรียนรู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
1.2 งานส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 5 ชั่วโมง/สัปดาห์
1.3 งานพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษา จำนวน 5 ชั่วโมง/สัปดาห์
ปฏิบัติหน้าที่พัสดุ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ จำนวน 5 ชั่วโมง/สัปดาห์
1.4 งานตอบสนองนโยบายและจุดเน้น จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมรักการอ่าน จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569
1.1 ชั่วโมงสอนตามตารางสอน รวมจำนวน 22 ชั่วโมง/สัปดาห์ดังนี้
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
รายวิชา ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จำนวน 18 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
รายวิชา แนะแนว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชา ลูกเสือ-เนตรนารี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชา ชุมนุม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชา การศึกษาเพื่อการเรียนรู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
1.2 งานส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 5 ชั่วโมง/สัปดาห์
1.3 งานพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษา จำนวน 5 ชั่วโมง/สัปดาห์
ปฏิบัติหน้าที่พัสดุ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ จำนวน 5 ชั่วโมง/สัปดาห์
1.4 งานตอบสนองนโยบายและจุดเน้น จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมรักการอ่าน จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
ประเด็นที่ท้าทายในการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนของผู้จัดทำข้อตกลง ซึ่งปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งครู วิทยฐานะครูชำนาญการ ต้องแสดงให้เห็นถึงระดับการปฏิบัติที่คาดหวังของวิทยฐานะครูชำนาญการ คือ แก้ไขปัญหา การจัดการเรียนรู้และการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นหรือมีการพัฒนามากขึ้น (ทั้งนี้ ประเด็นท้าทายอาจจะแสดงให้เห็นถึงระดับการปฏิบัติที่คาดหวังในวิทยฐานะที่สูงกว่าได้)
1. สภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้และคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน
ภาษาไทยเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่แสดงความเป็นชาติไทย โดยใช้ภาษาเป็นสื่อในการแสดงความรู้ความคิดและประสบการณ์ ซึ่งแสดงถึงวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติที่มีลักษณะเด่นมีเอกลักษณ์ที่น่าภาคภูมิใจอันควรค่าแก่การทำนุบำรุงส่งเสริม อนุรักษ์และสืบทอดให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป (ดวงใจ ไทยอุบุญ, 2556: 1) ดังพระราชดำรัสในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (2529: 10) กล่าวถึงความสำคัญของภาษาว่า “ภาษาเป็นวัฒนธรรมที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์ในการสื่อสารและเป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิต ในสังคมด้านต่าง ๆ การเรียนรู้ภาษาจึงต้องอาศัยการได้ยิน ได้ฟัง การอ่าน การคิด การพูด และ การเขียนบ่อย ๆ” ภาษาไทยเป็นทักษะทางภาษาที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ที่จะต้องฝึกฝนให้มีความเชี่ยวชาญ ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ไม่อาจเลือกเรียนรู้และพัฒนาเพียงด้านใด ด้านหนึ่งได้ (ไพฑูรย์ สินลารัตน์, 2549: 1) สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (2553: 9) ได้กำหนดให้ผู้เรียน เรียนรู้สาระการเรียนรู้ภาษาไทยใน 5 สาระคือ การอ่าน การเขียน การฟัง การดู และการพูด หลักการใช้ภาษาไทย และวรรณคดีและวรรณกรรม
ทักษะที่จัดได้ว่ามีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตของผู้เรียนคือการเขียน เนื่องจากเป็นทักษะที่ใช้ได้ทั้งระดับพื้นฐานและต่อยอดสู่การประกอบอาชีพ การเขียนเป็นการถ่ายทอดความคิด ความรู้ จินตนาการ อารมณ์ความรู้สึกและประสบการณ์ออกมาเป็นเรื่องราว โดยอาศัยตัวอักษรหรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ ในการสื่อความหมายจากผู้เขียนไปยังผู้อ่าน เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ตลอดจนความเพลิดเพลินใจในเรื่องราวเหล่านั้น ทักษะการเขียนจึงเป็นการส่งสารที่สำคัญต่อการเรียนรู้ เนื่องจากใช้ในการจดบันทึก การเรียน เขียนรายงาน สรุปเรื่องที่ดูหรือฟังแสดงความคิดเห็น ดังนั้นผู้เรียนจะต้องฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดความชำนาญเขียนสื่อสารได้คล่อง ดังที่ วรวรรธน์ ศรียาภัย (2557: 24) กล่าวว่า การเขียน หมายถึง การแต่งหนังสือโดยใช้ตัวอักษรและ สัญลักษณ์ถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความรู้สึก จินตนาการ และข่าวสารจากผู้เขียนไปยังผู้อ่าน สอดคล้องกับ ดวงใจ ไทยอุบุญ (2556: 11) กล่าวถึงการเขียนว่า เป็นการแสดงความรู้ความคิด ทัศนคติที่คงหลักฐานอ้างอิงไว้ การเขียนที่ดีผู้เขียนต้องมีความสามารถในด้านภาษาคือเขียนได้ถูกต้อง ตามอักขรวิธี มีความสามารถเลือกสรรคำ การเว้นวรรคตอน การเลือกใช้ความหมายให้ตรงกับถ้อยความ การจัดระบบความคิด เพื่อถ่ายทอดออกมาในรูปแบบตัวอักษร ซึ่งเป็นทักษะที่ต้องเอาใจใส่ ฝึกฝนอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดทางความหมาย ดังนั้นการจะเขียนข้อความใด ๆ จะต้องกลั่นกรองเนื้อหาสาระ โดยอาศัยความรู้ประสบการณ์ จินตนาการของผู้เขียน เพื่อให้การเขียน นั้นเป็นตัวแทนความคิดสร้างสรรค์ของผู้เขียน และแสดงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้เขียน
การเขียนมีด้วยกันหลายประเภท แต่การเขียนที่ช่วยเสริมสร้างจินตนาการของผู้เรียนได้คือ การเขียนสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นการเขียนที่ถ่ายทอดความคิด ความรู้มวลประสบการณ์ และการแสดงความคิดเห็น โดยเลือกใช้สำนวนภาษาได้สละสลวย ตรงความหมาย ระดับภาษาเหมาะสม เนื้อหา ที่นำเสนอมีความแปลกใหม่ และมีศิลปะในการเลือกใช้กลวิธีในการนำเสนอให้น่าสนใจ ไม่จำกัด รูปแบบในการนำเสนอ ไม่ลอกเลียนแบบใคร แต่อาจมาจากการต่อยอดทางความคิด จากเรื่องที่เคยมีมาแล้วได้ โดยงานเขียนสร้างความเพลิดเพลิน สนุกสนาน และมีประโยชน์ หรือคุณค่าต่อผู้อ่าน ทั้งต่อส่วนรวม ประเทศชาติ ซึ่งสอดคล้องกับ เกศินี จุฑาวิจิตร (2552: 7) ที่กล่าวว่าการเขียน สร้างสรรค์ เป็นการนำเสนอเนื้อหาสาระ หรือรูปแบบที่ใหม่ แปลก แตกต่าง ไปจากสิ่งที่มีอยู่หรือเป็นอยู่ อีกทั้งไม่มีลักษณะที่เป็นสูตรสำเร็จสอดคล้องกับ บุญเสนอ ตรีวิเศษ (2554: 4) กล่าวว่า การเขียนสร้างสรรค์เป็นการเขียนทั้งร้อยแก้วร้อยกรอง สารคดี และ บันเทิงคดีที่ผู้เขียนมุ่งแสดง ความคำนึงและจินตนาการของตน ด้วยสำนวนภาษาสละสลวย กลวิธีการเขียนไม่มีขอบเขตจำกัด และงานเขียนนั้นต้องมีคุณค่าทางอารมณ์และสติปัญญา สอดคล้องกับ สุทธิวรรณ อินทะกนก (2559: 25) ที่ให้ความหมายของ การเขียนสร้างสรรค์ว่า หมายถึง การเขียนที่ผู้เขียนถ่ายทอดเนื้อหา สาระ ความคิด จินตนาการ อารมณ์ ตลอดจนประสบการณ์ ผ่านงานเขียนที่มีความแปลกใหม่ ทั้งทางด้านรูปแบบและเนื้อหา โดยอาศัยศิลปะทางภาษา การใช้สำนวนโวหาร ตลอดจนเทคนิค วิธีการนำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ ที่ไม่ลอกเลียนแบบผู้ใด สร้างงานเขียนที่มีคุณค่า ให้ความเพลิดเพลิน ตลอดจนให้สารประโยชน์แก่ผู้อ่าน
การเขียนสร้างสรรค์มีความสำคัญต่อผู้เรียนดังที่ ศิวกานท์ ปทุมสูติ (2548: 16) กล่าวว่า การเขียนสร้างสรรค์เป็นสิ่งสำคัญที่แสดงถึงความเจริญงอกงามทางปัญญา วุฒิภาวะ องค์ความรู้ และมวลประสบการณ์ของผู้เขียน ซึ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับ การมีชีวิตอย่างมีความหมาย เนื่องจากเป็นเครื่องหมายแห่ง การมีตัวตน และเกียรติภูมิ ทำให้ผู้เขียนรู้สึกมีคุณค่า และความภาคภูมิใจในตนเอง ซึ่งงานเขียนสร้างสรรค์นั้นมาจากความคิดที่สร้างสรรค์ โดยมีเสน่ห์ของความ แปลกใหม่ จุดประกายความคิด จิตสำนึก และแรงบันดาลใจ ซึ่งสอดคล้องกับ ถวัลย์ มาศจรัส (2550: 5-6) ที่กล่าวถึงความสำคัญของการเขียนสร้างสรรค์ว่า มีความสำคัญต่อชีวิต คือเป็น การพัฒนาสมองซีกขวาในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ทางภาษา เพื่อใช้ในการสร้างสรรค์ ผลงานทั้งสาระ และความบันเทิงของชีวิต อีกทั้งยังทำให้เกิดอาชีพใหม่ ๆ จากการใช้ภาษาสร้างสรรค์ เช่น นักโฆษณา นักเขียน พิธีกร นอกจากนี้ยังมีความสำคัญต่อสังคม คือ การจุดประกายความคิดให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ ในสังคมที่มาจากความคิด ความฝันและจินตนาการผ่านการนำเสนอในรูปแบบของ การเขียนสร้างสรรค์ การเขียนสร้างสรรค์จึงเป็นพลังงานที่ทำให้เกิดสาระทางวิชาการ ซึ่งเป็นส่วนของ ความมีเหตุผล (การใช้สมองซีกซ้าย) และในส่วนของความสุนทรีย์ของชีวิต ซึ่งเป็นส่วนของความคิด สร้างสรรค์ (การใช้สมองซีกขวา) อย่างสมดุล
กระทรวงศึกษาธิการเห็นถึงความสำคัญของการเขียนสร้างสรรค์ จึงกำหนดไว้ในหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สาระการเรียนรู้ ที่ 2 มาตรฐาน 2.1 ใช้กระบวนการเขียน เขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ เขียนเรื่องราว ในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศ และรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2553: 2) และกำหนดให้การเขียนสร้างสรรค์ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 ไว้ใน สาระที่ 2 ตัวชี้วัดที่ 2 เขียนบรรยายและพรรณนา ซึ่งผู้เรียนจะได้ฝึกการเขียนสร้างสรรค์จากประสบการณ์จริง (สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2551: 27)
โรงเรียนบ้านหนองโค้งเห็นถึงความสำคัญของการเขียนสร้างสรรค์ จึงได้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นการเขียนสร้างสรรค์โดยมุ่งหวังว่า นักเรียนสามารถอธิบายความหมาย ประเภทงานเขียนสร้างสรรค์ หลักการเขียนร้อยแก้ว และหลักการแต่งคำประพันธ์ ประเภทกลอนสุภาพได้ โดยสามารถเลือกใช้คำ ภาพพจน์ นำเสนอแนวคิด ของตนเองในรูปแบบการเขียนสร้างสรรค์เกี่ยวกับท้องถิ่นอำเภอสันกำแพงได้ ในรูปแบบการเขียนบรรยาย การเขียนพรรณนา การเขียนเรียงความ การแต่งร้อยกรอง (กลอนสุภาพ) และมีมารยาทในการเขียน สามารถนำเสนอผลงานเขียนและวิเคราะห์วิจารณ์ผลงานผู้อื่นอย่าง สร้างสรรค์ อย่างไรก็ตาม แม้โรงเรียนบ้านหนองโค้งจะเห็นความสำคัญ และมีการส่งเสริม การเขียนสร้างสรรค์ของนักเรียน แต่การจัดการเรียนการสอนเรื่องการเขียนสร้างสรรค์ก็ยังคงประสบปัญหานักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาภาษาไทย ด้านการเขียนค่อนข้างต่ำ
ครูผู้สอนได้สังเกตนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองโค้ง ที่เรียนในรายวิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2568 ทำให้เห็นถึงสภาพปัญหาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนการเขียนสร้างสรรค์ ผลการสังเกตพบว่าปัญหาการเขียนสร้างสรรค์มี 3 ด้านคือ 1) ด้านผู้เรียน ผู้เรียนไม่มีข้อมูลความรู้ในเรื่องที่จะเขียน ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร ไม่เข้าใจหลักการเขียน มีคลังคำศัพท์ไม่เพียงพอที่จะนำมาเขียน และขาดทักษะการเรียบเรียง ลำดับเนื้อเรื่อง เมื่อเขียนจึงขาดเอกภาพ ลักษณะประโยคเป็นประโยคสั้น ๆ งานเขียนวกวนมากจนผู้เรียน เกิดความท้อใจ ไม่มั่นใจในการสร้างชิ้นงานที่สร้างสรรค์แปลกใหม่ และน่าสนใจ ประกอบกับขาด การฝึกฝนที่เพียงพอ 2) ด้านผู้สอน ผู้สอนขาดเทคนิค การสอนที่ดึงศักยภาพ ด้านการเขียนของผู้เรียนออกมา ไม่สามารถกระตุ้นผู้เรียนให้มีความคิดสร้างสรรค์ได้ โดยวิธีการสอนไม่ดึงดูดความสนใจในการเรียน ส่งผลให้ผู้เรียนไม่อยากเรียน เนื่องจากไม่สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้ จึงเกิดความเบื่อหน่ายในการเรียน 3) ด้านสื่อนวัตกรรม และเนื้อหา พบว่าขาดความหลากหลายและทันสมัย ตัวอย่างงานเขียนที่นำมายกตัวอย่างเป็นเรื่องที่ไกลตัว ทำให้ผู้เรียนไม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเขียนได้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจึงต่ำ
ผลการสังเกตนักเรียนสอดคล้องกับผลการสัมภาษณ์ครูผู้สอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนบ้านหนองโค้ง (วันเพ็ญ เส็งหล้า และ เกวลี ครินชัย, 2568 : สัมภาษณ์) ได้ให้ข้อมูลที่มีความเห็นตรงกัน 2 ประเด็นคือ 1) ปัญหาเกิดจากตัวผู้เรียน คือผู้เรียนไม่มีความรู้ในเรื่องที่เขียน กล่าวคือผู้เรียนไม่รู้จะเขียนเกี่ยวกับเรื่องอะไร เพราะมีข้อมูลที่จะนำมาเขียนไม่เพียงพอ เนื่องจากขาดประสบการณ์ ขาดกระบวนการคิดที่เป็นลำดับขั้นตอน ประกอบกับขาดทักษะทางภาษา ผู้เรียนมีคลังคำศัพท์ไม่เพียงพอ จึงไม่สามารถถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นชิ้นงานที่น่าสนใจได้ จึงเกิดความเบื่อหน่ายไม่อยากเรียน ซึ่งส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย 2) ปัญหามาจากตัวผู้สอนขาดเทคนิคในการจัดการเรียนรู้ ให้มีความน่าสนใจและไม่สามารถกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียน รวมทั้งสื่อที่นำมาให้ผู้เรียนศึกษามีน้อยไม่ทันสมัย อีกทั้งเป็นเรื่องที่ไกลตัว ผู้เรียนจึงไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ ส่งผลให้ผู้เรียนไม่สามารถเขียนสื่อสารตามเจตนาของตน โดยใช้กลวิธีที่น่าสนใจได้ อีกทั้งระยะเวลาในการฝึกไม่เพียงพอ ผู้เรียนจึงไม่ได้ฝึกอย่างสม่ำเสมอ
ปัญหาการเขียนสร้างสรรค์ดังกล่าว สอดคล้องกับความคิดของ เกศินี จุฑาวิจิตร (2552: 3-4) ที่กล่าวว่าการเขียนสร้างสรรค์เป็นทักษะที่ยากกว่าทักษะอื่น ๆ เพราะคนเขียนได้ อาจเขียนไม่เป็นเนื่องจากคนที่เขียนหนังสือได้ชัดเจนถูกต้องตามอักขรวิธี บางคนไม่สามารถเขียนเป็นเรื่องราว ให้มีความแปลกใหม่และน่าสนใจได้ อันเนื่องมาจากการจะเขียนสร้างสรรค์ได้ดีต้องเริ่มจากความคิดและจินตนาการสร้างสรรค์ นำมาเรียบเรียงถ้อยความด้วยกลวิธีที่น่าสนใจ อีกทั้งยังต้องสื่อความหมายได้ตรงตามเจตนา ซึ่งต้องฝึกฝนอย่างต่อเนื่องจนเกิดความชำนาญ สอดคล้องกับ กานดา เดชวงศ์ญา (2553: 2-3) กล่าวว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีปัญหาด้านการเขียน โดยเฉพาะปัญหาการเขียนสร้างสรรค์ โดยมีสาเหตุหลายประการ เช่น นักเรียนส่วนใหญ่เขียนไม่ได้ เพราะขาดพื้นฐานความรู้ ขาดความคิดสร้างสรรค์ และขาดความสามารถในการลำดับความคิดที่ต่อเนื่องเป็นเหตุเป็นผลต่อกัน นอกจากนี้นักเรียนมีความเห็นว่า การเขียนสร้างสรรค์เป็นเรื่องยาก ปัญหาด้านครูผู้สอนพบว่า ครูขาดทักษะในการใช้วิธีการสอน เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนเกิดทักษะในการเขียนสร้างสรรค์
ทักษะการเขียนสร้างสรรค์สามารถพัฒนาได้ด้วยการจัดการเรียนรู้ ที่ใช้เทคนิคที่น่าสนใจแปลกใหม่ ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้หลักการเขียนสร้างสรรค์ มีความรู้และคลังคำศัพท์ในเรื่องที่จะเขียน รวมถึงระยะเวลาในการฝึกฝนที่เพียงพอ ดังที่ อัจฉรา ชีวพันธ์ (2561: 9) กล่าวถึงแนวทางการสอนเขียนสร้างสรรค์ว่า การจัดกิจกรรมต้องมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน โดยคำนึงถึงหลักสูตรในระดับชั้นต่าง ๆ ว่าตอบสนองวัตถุประสงค์ใดในหลักสูตร ควรมีความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม เพื่อการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ควรมีการจัดลำดับความยากง่าย ของกิจกรรมให้เหมาะสมกับผู้เรียน ใช้สื่อที่หลากหลายจูงใจ และสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้เรียน ส่งเสริมให้ผู้เรียนใช้ความคิด จินตนาการได้อย่างอิสระจากการศึกษางานวิจัย พบว่า มีผู้ศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับการสอนการเขียนสร้างสรรค์ไว้แล้ว เช่นการจัดการเรียนรู้แบบซินเนติกส์ 4MAT CIRC และการพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนสร้างสรรค์โดยใช้ข้อมูลท้องถิ่น
จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับวิธีการสอน เพื่อพัฒนาการเขียนสร้างสรรค์ซึ่งมีหลากหลาย แต่วิธีที่ผู้สอนสนใจคือ การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ซึ่งเป็นการจัดการเรียนรู้ที่กระตุ้นให้ผู้เรียนประมวลความรู้เดิมของตน และสืบค้นความรู้ใหม่ ผ่านคำถาม หรือสถานการณ์ ที่ครูผู้สอนวางแผน และเตรียมการณ์ล่วงหน้า โดยนำมาคิดวิเคราะห์แลกเปลี่ยนกัน เพื่อค้นคว้าหาคำตอบ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในปัญหา โดยผู้สอนจะทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ให้คำแนะนำ ซึ่งเหมาะกับการกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ เพื่อนำไปสู่การเขียนสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นทักษะที่สอดคล้อง กับการเรียนในยุคศตวรรษที่ 21 ที่ วิจารณ์ พาณิช (2555: 72-80) ได้กล่าวว่าเป็นการจัดการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ครูเป็นเพียงผู้จัดกิจกรรมกระตุ้นผู้เรียนให้เรียนรู้ผ่านการคิด และการลงมือทำ ซึ่งการตั้งคำถาม และตอบคำถามเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ โดยเฉพาะการจัดการเรียนรู้ โดย Problem-Based Learning หรือการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ซึ่งเน้นการจัดกิจกรรม ที่ทำให้นักเรียนตื่นเต้นเร้าใจ กระตุ้นการเกิดจินตนาการ ยั่วยุให้ค้นคว้า สร้าง และเรียนรู้ ซึ่งเป็นการวางรากฐานการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทำให้โรงเรียนไม่เป็นสถานที่น่าเบื่อหรือสร้างความทุกข์ให้แก่ผู้เรียน ซึ่งสอดคล้องกับ ทิศนา แขมมณี (2557: 137) กล่าวถึงการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหา เป็นฐานว่า เป็นการจัดสภาพการณ์ของการเรียนการสอนที่ใช้ปัญหาเป็นเครื่องมือในการช่วยให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามเป้าหมาย โดยผู้สอนอาจนำผู้เรียนไปเผชิญสถานการณ์ปัญหาจริง หรือผู้สอนอาจจัดสภาพการณ์ให้ผู้เรียนเผชิญปัญหา และฝึกกระบวนการวิเคราะห์ปัญหาร่วมกันเป็นกลุ่ม ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในปัญหานั้น รวมทั้งช่วยให้ผู้เรียนเกิดความใฝ่รู้ เกิดทักษะ กระบวนการคิด และกระบวนการแก้ปัญหาต่าง ๆ นอกจากนี้ ศยามน อินสะอาด (2561: 99) ได้กล่าวถึง การจัดการเรียนรู ้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานไว้ในทำนองเดียวกันว่า เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนที่ผู้สอน ใช้สถานการณ์ปัญหาเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้ เพื่อนำมาเป็นแนวทางแก้ไขปัญหา โดยผู้เรียนเป็นฝ่ายกำหนดทิศทางการเรียนรู้ด้วยตนเอง ขณะที่ผู้เรียนคิดแก้ปัญหาผู้เรียนจะได้ความรู้ ด้วยจึงเป็นการสอนที ่ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ ทำให้ผู้เรียนได้ความรู้ ที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติจริง โดยผู้เรียนสร้างความรู้ใหม่จากปัญหาที่เกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง เป็นบริบทของการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะวิเคราะห์ และแก้ปัญหา ซึ่งตรงกับ สุคนธ์ สินธพานนท์ และคณะ (2562: 84) ที่กล่าวถึงการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานว่า เป็นเครื่องมือกระตุ้นผู้เรียนให้มีความสนใจใคร่รู้ต้องการศึกษาค้นคว้าข้อมูล เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา ซึ่งผู้สอนอาจจัดสภาพการณ์ให้ผู้เรียนได้เผชิญปัญหา ฝึกกระบวนการวิเคราะห์ แก้ปัญหา เพื่อให้ ผู้เรียนเกิดความเข้าใจปัญหาอย่างชัดเจน และสามารถใช้ทักษะกระบวนการที่นำไปสู่การแก้ปัญหาได้
จากแนวคิดดังกล่าวครูผู้สอนเห็นว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เหมาะกับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เนื่องจากการสอนในระดับมัธยมศึกษาจะเน้นให้ผู้เรียนได้สืบค้น และหาคำตอบในความรู้นั้นด้วยตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับ ศศิธร เวียงวะลัย (2554: 57) ที่กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา (Problem-based learning: PBL) เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยนักเรียนจะเรียนรู้ วางแผน ดำเนินการกิจกรรมการเรียนรู้ กำหนดวัตถุประสงค์ และเลือกแหล่งเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยครูจะมีหน้าที่ เป็นเพียงผู้ให้คำปรึกษา ส่งเสริม ซึ่งการจัดการเรียนการสอนลักษณะนี้เหมาะกับการจัดการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษา เพราะผู้เรียนมีความสามารถทางการคิด และดำเนินกิจกรรมเองได้ดี โดยมีเงื่อนไขการเรียนรู้คือ ความรู้เดิมของผู้เรียน ทำให้เกิดความเข้าใจความรู้ใหม่ได้ การจัดสถานที่เหมือนจริง ส่งเสริมการแสดงออก และการนำไปใช้อย่างมีคุณภาพ ให้โอกาสผู้เรียนได้ไตร่ตรองอย่างลึกซึ้ง ทำให้ผู้เรียน ตอบคำถาม จดบันทึก สอนเพื่อน สรุป วิพากษ์ วิจารณ์ สมมติฐานที่ตั้งไว้ได้ดี
การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานมีลำดับขั้นตอน ดังนี้ Arends (2001: 362-366, อ้างถึงใน ศศิธร เวียงวะลัย, 2554: 57) 1) แนะนำปัญหา 2) กำหนดงานที่ต้องดำเนินการ 3) รวบรวมข้อมูล 4) เตรียมนำเสนอผลงาน 5) วิเคราะห์และประเมินผลการทำงาน ทั้งนี้มีผู้นำการจัด การเรียนรู ้แบบปัญหาเป็นฐานไปใช้ เพื่อพัฒนาความสามารถของผู้เรียนไว้ดังนี้ ณิชาพัฒณ์ ไชยเสนบดินทร์ (2557: 85) ได้ศึกษาการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน พบว่าคะแนนเฉลี่ย การอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับ ทศพร ทับวงษ์ (2560: 92) ได้ศึกษาการพัฒนา รูปแบบการศึกษานอกสถานที่เสมือนด้วยการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมี วิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ผลการวิจัยพบว่าคะแนนเฉลี่ย การคิดอย่างมี วิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหลังเรียนด้วยรูปแบบโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
นอกจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานแล้ว ผู้สอนเห็นว่าข้อมูลหรือเรื่องที่ ผู้เรียนจะนำมาเขียนได้ดี ควรเป็นข้อมูลที่อยู่ใกล้ตัวนักเรียน ผู้สอนจึงสนใจนำข้อมูลท้องถิ่นของอำเภอสันกำแพงมาใช้ร่วมกับการจัดการเรียนรู ้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะ การเขียนสร้างสรรค์ เนื่องจากผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ มีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับชุมชน วัฒนธรรมประเพณีของตนเป็นอย่างดี ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนมีคลังความรู้ และคำศัพท์มากพอที่จะนำมา เขียนชิ้นงานได้อย่างสร้างสรรค์ ประกอบกับโรงเรียนบ้านหนองโค้ง เห็นความสำคัญ ของท้องถิ่นจึงสร้างหลักสูตรท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 ที่กำหนดให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีหน้าที่จัดทำสาระของหลักสูตรในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพปัญหาในชุมชน สังคม และภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะอันพึงประสงค์เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของ ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ซึ่งสอดคล้องกับ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 กล่าวถึงการจัดการเรียนรู้ ด้านบทบาทของผู้สอน และผู้เรียนว่า ผู้สอนต้องจัดบรรยากาศที่ เอื้อต่อการเรียนรู้ และดูแลช่วยเหลือผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ อีกทั้งต้องจัดเตรียมและเลือกใช้สื่อให้ เหมาะสมกับกิจกรรม นำภูมิปัญญาท้องถิ่น เทคโนโลยีที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียน การสอน ซึ่งมีผู้สนใจนำข้อมูลท้องถิ่นมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ เช่นงานวิจัยของศิลปิน บุญจันทร์ศรี (2555: 117) ได้วิจัยเรื่องการพัฒนาแบบฝึกการอ่าน เพื่อความเข้าใจโดยใช้ข้อมูลท้องถิ่น สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัยพบว่า ผลการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้แบบฝึกการอ่าน เพื่อความเข้าใจ โดยใช้ข้อมูลท้องถิ่นก่อนเรียน และหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.01 นักเรียนมีความคิดเห็นว่า แบบฝึกมีกิจกรรมการเรียนการสอนที่มีเนื้อหาน่าสนใจ กระตุ้นให้นักเรียนสนใจเรียนมากขึ้น และแบบฝึกช่วยให้นักเรียนมีความรู้เรื่องข้อมูลท้องถิ่นของอำเภอหัวหิน มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับ พิบูลย์ ตัญญบุตร (2557: 47) ได้วิจัยเรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอ่าน จับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ด้วยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ร่วมกับข้อมูล ท้องถิ่นจังหวัดสุพรรณบุรี ผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องอ่านจับใจความ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ร่วมกับข้อมูลท้องถิ่นจังหวัดสุพรรณบุรีโดยภาพรวมพึงพอใจมากที่สุด และชลธิชา หอมฟุ้ง (2560: 232) ได้วิจัยเรื่องการพัฒนาแนวการจัดการเรียนรู้วิชา ภาษาไทยโดยใช้วรรณกรรมท้องถิ่นเป็นฐานร่วมกับการเรียนรู ้แบบเชิงรุกเพื่อส่งเสริมความสามารถในศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียน ผลการวิจัยพบว่าวรรณกรรมท้องถิ่น มีข้อความบางอย่างขาดหายและ ลบเลือนแต่ไม่กระทบกับใจความหลักยังคงความงามทางวรรณศิลป์ และข้อคิดในการใช้ชีวิตซึ่งมี บทบาทที่สำคัญในการสอนการปฏิบัติตน และคุณธรรม จริยธรรม รวมถึงสะท้อนภูมิปัญญา ความเชื่อ ค่านิยม และวัฒนธรรม โดยมีแนวการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยโดยใช้วรรณกรรมท้องถิ่นเป็นฐานร่วมกับการเรียนรู ้แบบเชิงรุก เพื่อส่งเสริมความสามารถในศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียนได้ทั้งหมด 58 แนวการจัดการเรียนรู้ นักเรียนมีความพึงพอใจสูงที่สุดคือด้านกิจกรรม
จากการศึกษาข้อมูลดังกล่าวข้างต้น ครูผู้สอนเห็นว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ร่วมกับข้อมูลท้องถิ่น เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง เน้นการมีส่วนร่วม ในการแสดงความคิดเห็น การแลกเปลี่ยนความรู้ต่าง ๆ และสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง อย่างกระตือรือร้น ผู้สอนจึงมีความประสงค์ที่จะนำการจัดการเรียนรู ้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับ ข้อมูลท้องถิ่นมาใช้ในการพัฒนาความสามารถด้านการเขียนสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านหนองโค้ง
2. วิธีการดำเนินการให้บรรลุผล
การสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือ
การศึกษาครั้งนี้ครูผู้สอนได้ดำเนินการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือทั้ง 3 ชนิด โดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง ทั้งนี้จะแสดงรายละเอียดของการดำเนินการสร้าง เครื่องมือแต่ละชนิดนั้นไปโดยลำดับ ดังนี้
1. แผนการจัดการเรียนรู ้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับข้อมูลท้องถิ่นจำนวน 4 แผน แผนละ 3 คาบ รวม 12 คาบ (ไม่รวมการทดสอบก่อนการจัดการเรียนรู้และหลังการจัดการเรียนรู้) ดังนี้
1.1 ศึกษาตำรา เอกสาร คู่มือ ในการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ ศึกษาหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย และหลักสูตร สถานศึกษาโรงเรียนบ้านหนองโค้งเกี่ยวกับมาตรฐาน การเรียนรู้ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้ที่ 2 การเขียน และสาระการเรียนรู้ที่ 4 หลักภาษา คำอธิบายรายวิชาภาษาไทย รวมถึงศึกษาเทคนิควิธีการจัดการเรียนรู้เรื่องการเขียนสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น
1.2 วิเคราะห์และกำหนดสาระการเรียนรู้ เพื่อนำมาสร้างแผนจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับข้อมูลท้องถิ่น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
1.3 เขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับข้อมูลท้องถิ่น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 4 แผน ทุกแผนมีขั้นตอน 5 ขั้นตอน ดังนี้
คาบที่ 1
ขั้นที่ 1 เสนอปัญหา เป็นขั้นที่ครูผู้สอนกระตุ้นให้ผู้เรียนทุกกลุ่มเกิดความสนใจ ในการเขียน และสามารถระบุปัญหา ในการเขียนสร้างสรรค์ว่า จะเขียนเรื่องอะไร ขอบเขตเนื้อหา แนวทางการใช้ภาษาในการเขียนเป็นอย่างไร
ขั้นที่ 2 ค้นคว้าข้อมูล เป็นขั้นที่ผู้เรียนทุกกลุ่มศึกษาข้อมูลท้องถิ่นจากเอกสาร ที่ผู้สอนรวบรวมให้แล้วให้ผู้เรียนสรุปว่า ได้รับความรู้อะไร และจะนำความรู้ที่ได้ไปใช้เขียนได้อย่างไร และมีข้อมูลส่วนใดที่ต้องการเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้เรียนไปสัมภาษณ์สมาชิกในครอบครัวหรือชุมชน เพิ่มเติม
คาบที่ 2
ขั้นที่ 3 เพิ่มพูนประสบการณ์ เป็นขั้นที่ผู้เรียนแต่ละกลุ่มนำความรู้ที่ได้จาก การอ่านและการสัมภาษณ์มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันโดยอภิปรายกลุ่มย่อย พร้อมทั้งช่วยกันหา แนวทางในการเขียนแต่ละประเภท
ขั้นที่ 4 สร้างสรรค์ผลงาน เป็นขั้นที่ผู้เรียนของแต่ละกลุ่มร่วมกันเขียนผลงาน จากแนวทาง และข้อมูลท้องถิ่นที่ได้ศึกษารวบรวมมา
คาบที่ 3
ขั้นที่ 5 นำเสนอและวิจารณ์ เป็นขั้นที่ผู้เรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน โดยเพื่อนกลุ่มอื่น ๆ และผู้สอนร่วมกันซักถามและวิจารณ์ชิ้นงาน
1.4 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ความสอดคล้องและความเหมาะสมของเนื้อหา จุดประสงค์การเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อและการประเมินผล
1.5 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำเสนอให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ ด้านเนื้อหา ด้านวิธีสอน และด้านการวัดและประเมินผล ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (content validity) โดยการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence: IOC) (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์, 2553: 139) โดยกำหนดเกณฑ์การให้คะแนน
1.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างและบันทึกการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อนำผลมาอภิปรายผล
2. แบบวัดความสามารถการเขียนสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และเกณฑ์การประเมิน
ผู้สอนสร้างแบบวัดเป็นแบบอัตนัย 2 ข้อ ใช้ทดสอบก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ ซึ่งใช้ฉบับเดียวกัน โดยมีวิธีการดำเนินการสร้างตามขั้นตอนต่อไปนี้
2.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สาระที่ 2 การเขียน และสาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทยและหลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนบ้านหนองโค้ง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
2.2 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเขียนสร้างสรรค์ ทั้งวิธีการสร้าง แบบวัดความสามารถการเขียนสร้างสรรค์ รวมถึงเกณฑ์การประเมินความสามารถการเขียนสร้างสรรค์
2.3 สร้างตารางวิเคราะห์ข้อสอบวัดความสามารถการเขียนสร้างสรรค์
2.4 สร้างแบบวัดความสามารถการเขียนสร้างสรรค์โดยสร้างแบบวัดความสามารถเป็นแบบอัตนัยจำนวน 4 ข้อ คือเป็นข้อสอบร้อยแก้ว 2 ข้อและข้อสอบร้อยกรอง 2 ข้อโดยเลือกข้อสอบมาใช้จริงเพียงอย่างละหนึ่งข้อใช้เป็นแบบทดสอบทั้งก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ ซึ่งแบบทดสอบร้อยแก้ว คือการเขียนเรียงวัฒนธรรมของอำเภอสันกำแพง และแบบทดสอบร้อยกรอง คือการแต่งกลอนแปดภูมิปัญญาในอำเภอสันกำแพง
2.5 นำแบบวัดความสามารถการเขียนสร้างสรรค์ที่ผู้สอนสร้างขึ้นส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้อง ความเหมาะสมและการใช้ภาษา
2.6 นำแบบวัดความสามารถการเขียนสร้างสรรค์ที่แก้ไขตามคำแนะนำเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ได้แก่ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา ด้านวิธีสอน และด้านการวัดและประเมินผล ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence: IOC) (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์, 2553: 139)
2.7 นำแบบวัดความสามารถการเขียนสร้างสรรค์ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้ (Try out) กับผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนบ้านหนองโค้ง ที่ผ่านการเรียนการเขียนสร้างสรรค์มาแล้ว จำนวน 25 คน ตรวจให้คะแนน
2.8 นำผลการทดสอบวัดความสามารถการเขียนสร้างสรรค์มาวิเคราะห์ทางสถิติ เพื่อหาประสิทธิภาพของข้อคำถามรายข้อโดยหาค่าความยากง่าย (p) อยู่ระหว่าง 0.20 - 0.80 และ หาค่าอำนาจจำแนก (r) ที่มีค่าตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป เป็นข้อสอบที่มีคุณภาพ (มาเรียม นิลพันธุ์, 2558: 188)
2.9 นำแบบวัดความสามารถการเขียนสร้างสรรค์ที่มีคุณภาพมาวิเคราะห์หาค่า ความเชื่อมั่นแบบสัมประสิทธิ์อัลฟาของ Cronbach (มาเรียม นิลพันธุ ์, 2558: 183)
2.10 สร้างแบบประเมินความสามารถการเขียนสร้างสรรค์ตามสภาพจริง (กระทรวงศึกษาธิการ, 2541: 15) ซึ่งแบบประเมินมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 3 ระดับ แบ่งเป็นการวัดความสามารถของผู้เรียน 4 ด้านคือ 1) การตั้งชื่อเรื่อง 2) เนื้อหาและการเรียงลำดับ เนื้อหา 3) ความคิดสร้างสรรค์ 4) การสะกดการันต์ และความเป็นระเบียบ
2.11 สร้างเกณฑ์การตรวจให้คะแนนแบบประเมินความสามารถการเขียน สร้างสรรค์
2.12 นำเกณฑ์การประเมินความสามารถการเขียนสร้างสรรค์ที่ปรับปรุงแล้ว ไปทดลองใช้ (Try out) กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนนครบ้านหนองโค้ง ที่ผ่านการเรียนเรื่องการเขียนสร้างสรรค์มาแล้ว จำนวน 5 คน จากนั้นผู้สอนตรวจข้อสอบอัตนัย ร่วมกับครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 1 ท่าน ตามเกณฑ์ที่สร้างและหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของ Pearson Product Moment correlation coefficient: rxy)
2.13 นำแบบวัดความสามรถการเขียนสร้างสรรค์และเกณฑ์การประเมินความสามารถการเขียนสร้างสรรค์ไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง
3. แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับข้อมูลท้องถิ่น มีขั้นตอนในการสร้างดังนี้
3.1 ศึกษาหลักการและวิธีการสร้างแบบสอบถามความคิดเห็น
3.2 สร้างแบบสอบถามความคิดเห็นจำนวน 10 ข้อ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) กำหนดช่วงความคิดเห็นของนักเรียนเป็น 5 ระดับของลิเคิร์ท (Likert) ได้แก่ มากที่สุด มากปานกลาง น้อย และ น้อยที่สุด มีคะแนน 5, 4, 3, 2, 1 ตามลำดับ โดยวัดความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู ้ 2) ด้านบรรยากาศในการเรียนรู้ 3) ด้านประโยชน์ที่ได้รับ
3.3 นำแบบสอบถามความคิดเห็นที่สร้างขึ้นเสนอต่อเชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาและนำมาปรับปรุงแก้ไข
3.4 นำแบบสอบถามความคิดเห็นที่ปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของเชี่ยวชาญ แล้วเสนอให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่านซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา ด้านวิธีสอน และด้านการวัด และประเมินผล ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (content validity) และนำผลการพิจารณามาหา ค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence: IOC) (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์, 2553: 139)
3.5 นำแบบสอบถามความคิดเห็นที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง
การดำเนินการทดลอง
ครูผู้สอนดำเนินการทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนบ้านหนองโค้ง จำนวน 30 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โดยได้ดำเนินการดังนี้
1. ก่อนการทดลอง ผู้วิจัยทดสอบก่อนเรียน (pre-test) ด้วยแบบวัดความสามารถการเขียนสร้างสรรค์ เป็นแบบวัดแบบอัตนัยจำนวน 2 ข้อ แล้วตรวจให้คะแนน
2. ดำเนินการทดลอง ผู้วิจัยนำการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับข้อมูลท้องถิ่นไปใช้จัดกิจกรรมพัฒนาความสามารถการเขียนสร้างสรรค์ เริ่มทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โดยใช้การทดลอง 6 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 วัน วันละ 2 คาบรวม 12 คาบ
3. หลังการทดลอง ผู้วิจัยได้ทดสอบหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้แบบวัดความสามารถการเขียนสร้างสรรค์ฉบับเดียวกับก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้จากนั้นให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบสอบถามความคิดเห็น
การวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผล
ผู้วิจัยนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติแล้วสรุปเป็นผลการทดลองและทดสอบสมมุติฐานตามลำดับดังนี้
1. วิเคราะห์ความสามารถด้านการเขียนสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้ค่าเฉลี่ย (X) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนและหลัง การจัดการเรียนรู้โดยการทดสอบค่าที แบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (t - test Dependent)
2. วิเคราะห์ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับข้อมูลท้องถิ่นโดยใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เทียบกับเกณฑ์การแปลผล (มาเรียมนิลพันธุ์, 2558: 196)
การสรุปผลและการเขียนรายงาน
1. ครูนำผลการจัดกิจกรรมของผู้เรียนมาวิเคราะห์ปัจจัยที่เอื้อให้ประสบผลสำเร็จ ปัญหา อุปสรรค จุดที่ควรพัฒนา ข้อเสนอแนะพร้อมทั้งเขียนรายงานผลการจัดกิจกรรม
2. เผยแพร่วิธีการเรียนการสอน เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ ให้กับเพื่อนครูในโรงเรียนและต่างโรงเรียนตามช่องทางต่างๆ
3. ผลลัพธ์การพัฒนาที่คาดหวัง
3.1 เชิงปริมาณ
ร้อยละ 80 ของผู้เรียนสามารถเขียนสร้างสรรค์ได้ถูกต้อง
3.2 เชิงคุณภาพ
ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ในระดับมากที่สุด
ลงชื่อ ..........อาณัติ กันทะพิงค์..........
(นายอาณัติ กันทะพิงค์)
ตำแหน่งครูชำนาญการ
ผู้จัดทำข้อตกลงในการพัฒนางาน
1 ตุลาคม พ.ศ. 2568