โลจิสติกส์เป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นอุตสาหกรรมที่สนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ ให้สามารถส่งมอบสินค้าและบริการไปยังลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม รายงานโลจิสติกส์ของประเทศไทยประจำปี 2560 [1] กลับพบว่า ต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศไทย มีมูลค่ารวม 2,020.60 พันล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 13.90 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ณ ราคาประจำปี (Normal GDP) ในขณะที่ค่าเฉลี่ยจากทุกภูมิภาคของโลกมีสัดส่วนต้นทุนโลจิสติกส์ต่อ GDP มีเพียงร้อยละ 10.9 นอกจากนี้ ประเทศที่พัฒนาแล้วและเขตบริหารพิเศษที่เป็นศูนย์กลางของโลจิสติกส์ในภูมิภาคเอเชีย อย่างเช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ฮ่องกง และไต้หวัน มีสัดส่วนต้นทุนโลจิสติกส์ต่อ GDP ต่ำกว่าร้อยละ 10 ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันในระดับนานาชาติ
หนึ่งในกิจกรรมโลจิสติกส์ที่มีอิทธิพลต่อการลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศไทย คือ กิจกรรมด้านคลังสินค้า เนื่องจากการเติบโตของธุรกิจคลังสินค้าอย่างต่อเนื่อง [2] กอปรกับการขยายตัวของมูลค่าสำหรับธุรกิจคลังสินค้ากว่าร้อยละ 5.3 ในปี พ.ศ. 2560 (71,400-73,000 ล้านบาท) เมื่อเปรียบเทียบกับปี พ.ศ. 2559 (มูลค่า 67,800 ล้านบาท) [3] ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยสนับสนุนของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งทั้งทางถนน ราง น้ำ และอากาศในหลายพื้นที่ รวมทั้งการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมใหม่ [4] และการเติบโตของธุรกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) กว่าร้อยละ 14.3 ในปี พ.ศ. 2561 [5] แต่กลับพบว่า กว่า 95% ของคลังสินค้าทั้งหมด เป็นคลังสินค้าแบบดั้งเดิม (Traditional Warehouse) ที่เน้นการให้เช่าพื้นที่และให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น น้ำ ไฟฟ้า ระบบรักษาความปลอดภัย เป็นต้น และกว่า 70% ของมูลค่าธุรกิจคลังสินค้าทั้งหมด มาจากคลังสินค้าทั่วไป [6] คลังสินค้าทั่วไปแบบดั้งเดิม สร้างความท้าทายต่อการจัดการให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยคุณลักษณะที่จำเพาะและความซับซ้อนโดยธรรมชาติบนข้อมูลขนาดใหญ่ที่เป็นพลวัต อันนำมาสู่ความซ้ำซ้อนของกระบวนการ ความไร้ซึ่งประสิทธิภาพของแผนผัง ความผันผวนของอุปสงค์ การเพิ่มขึ้นของต้นทุนแรงงาน และการขาดความแม่นยำของสินค้าคงคลัง [7]
การพัฒนาคลังสินค้าทั่วไปจากรูปแบบดั้งเดิมสู่รูปแบบอัจฉริยะที่มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ได้แก่ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things : IoT) หุ่นยนต์ (Robots) และระบบอัตโนมัติ (Automation System) แบบครบวงจร จึงเป็นทางเลือกที่นำไปสู่การปฏิรูปกระบวนการสำหรับการจัดการการไหลของวัตถุดิบ สินค้าระหว่างผลิต และสินค้าสำเร็จรูปในคลังสินค้า โดยมุ่งเน้นการลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการและการพึ่งพิงแรงงานเป็นสำคัญ การเพิ่มประสิทธิภาพของแผนผังและความแม่นยำของสินค้าคงคลัง และการรองรับความผันผวนของอุปสงค์ อันนำไปสู่การลดลงของต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ระบบอัตโนมัติแบบครบวงจรหนึ่งๆ ไม่ได้เหมาะกับทุกๆ ลักษณะงาน และระบบอัตโนมัติแบบครบวงจรหนึ่งๆ ไม่ได้เหมาะกับทุกๆ องค์กรเช่นกัน เนื่องด้วยความผันผวนของอุปสงค์ (ปริมาณและประเภทของสินค้าสำเร็จรูปที่ลูกค้าต้องการ) ข้อจำกัดด้านทรัพยากร (กำลังคน วิธีการทำงาน พื้นที่ทำงาน ปริมาณและประเภทของวัตถุดิบและสินค้าระหว่างผลิต) และด้านงบประมาณเป็นสำคัญ ดังนั้น การพัฒนาโซลูชั่นสำหรับคลังสินค้าอัจฉริยะแบบครบวงจรจำเป็นต้องอาศัยแบบจำลองสำหรับการจัดการคลังสินค้าอัจฉริยะและพิมพ์เขียวสำหรับระบบอัตโนมัติแบบครบวงจร เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในการลงทุนของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และการสร้างคลังสินค้าอัจฉริยะแบบครบวงจรของนักบูรณาการระบบ (System Integrators)
[1] สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2560. รายงานโลจิสติกส์ของประเทศไทยประจำปี 2560
[2] ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, 2561. แนวโน้มธุรกิจ/อุตสาหกรรมปี 2561-63 ธุรกิจคลังสินค้า
[3] ธนาคารกสิกรไทย, 2560. ธุรกิจโลจิสติกส์ 4.0 ดันขนส่งพุ่ง
[4] ธนาคารออมสิน, 2560. Industry Update ธุรกิจคลังสินค้า
[5] Statista, 2019. eCommerce Highlights in Thailand. https://www.statista.com/outlook/243/126/ecommerce/thailand
[6] ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, 2561. แนวโน้มธุรกิจ/อุตสาหกรรมปี 2561-63 ธุรกิจคลังสินค้า
[7] Newcastle Systems, 2016. Top Five Warehouse Management Problems and How to Fix Them. https://www.newcastlesys.com/blog/top-five-warehouse-management-problems-and-how-to-fix-them