DAY 2 Friday March 6, 2026
10.30 AM - 12.00 PM
Room: 526
คุณาธิป มีขันหมาก ภูริภัทร แสงเขียว, ชรภิญโญ ชูธรรมวงศ์, พีรยุทธ ห้าทอง และพิมลมาศ พร้อมสุขกุล
Research article
บทคัดย่อ
กิจกรรมการเคลื่อนไหวประกอบดนตรีเป็นแนวทางสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการแบบองค์รวมของเด็กปฐมวัยผ่านการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับธรรมชาติของวัย อย่างไรก็ตามการพัฒนาหลักสูตรและการออกแบบกิจกรรมดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์เกี่ยวกับสภาพการจัดกิจกรรมจริงและความคิดเห็นของครูผู้สอน การสำรวจข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้จึงเป็นฐานสำคัญในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยและบริบทของสถานศึกษา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการเรียนการสอนและความคิดเห็นของครูต่อการจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวประกอบดนตรีสำหรับเด็กปฐมวัย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับเด็กปฐมวัย และความพร้อมในการสนับสนุนการจัดกิจกรรมดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างคือครูปฐมวัยและนักศึกษาวิชาชีพครู ที่สอนในโรงเรียนในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 81 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีสถานะเป็นนักศึกษาวิชาชีพครู และกำลังศึกษาระดับปริญญาตรี มีประสบการณ์สอนระดับปฐมวัยต่ำกว่า 5 ปี โดยส่วนใหญ่เคยได้รับการอบรมด้านดนตรีหรือการเคลื่อนไหว สภาพการจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวประกอบดนตรีโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M= 4.43, SD=0.097) กิจกรรมมีความสอดคล้องกับพัฒนาการของเด็ก ใช้ดนตรีที่เหมาะสมกับวัยและเปิดโอกาสให้เด็กได้เคลื่อนไหวอย่างอิสระ ในด้านผลลัพธ์ของกิจกรรมเคลื่อนไหวประกอบดนตรีต่อเด็กปฐมวัย พบว่าอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด(M = 4.47, S.D.=0.058) โดยเฉพาะด้านความกล้าแสดงออก การเรียนรู้จังหวะและดนตรีผ่านการเคลื่อนไหว การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และการส่งเสริมพัฒนาการโดยรวมของเด็ก นอกจากนี้ ความพร้อมและการสนับสนุนในการจัดกิจกรรมอยู่ในระดับมาก ทั้งด้านความรู้ของครู สื่อ อุปกรณ์ เวลา และสถานที่ (M = 4.39, S.D.=0.065) ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวประกอบดนตรีมีความสอดคล้องกับแนวทางการจัดการศึกษาปฐมวัยของกระทรวงศึกษาธิการที่เน้นการพัฒนาเด็กแบบองค์รวมและการเรียนรู้ผ่านการเล่น อย่างไรก็ตาม ควรมีการปรับรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับบริบทของชั้นเรียนขนาดใหญ่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการเรียนรู้
ภูสิษธิ กอมณี, ศิวัชณุพงษ์ แก้วสุขศรี, กมลชนก อุปฮาด, ณัฐภัทร มั่นน้อย เเละชาลินี คุณาเทียน
Research article
บทคัดย่อ
ในบริบทของการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่มุ่งเน้นคุณภาพและการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจ และตลาดแรงงาน หลักสูตรจึงมิได้เป็นเพียงกรอบเนื้อหาทางวิชาการเท่านั้น หากแต่เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาศักยภาพบัณฑิตให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การวิจัยครั้งนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคาดหวังและความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีต่อหลักสูตรดุริยางคศาสตรบัณฑิต กลุ่มดนตรีศึกษาและการสอน วิทยาลัยการดนตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดจำนวน 108 คน โดยกลุ่มตัวอย่างแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ศิษย์เก่าและนักศึกษากลุ่มการสอน จำนวน 17 คน และกลุ่มที่ 2 ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียต่อหลักสูตร จำนวน 92 คน ผู้วิจัยดำเนินเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถามผ่านระบบออนไลน์ โดยตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านดนตรี หลักสูตร การสอน และการวิจัยการศึกษา จำนวน 3 ท่าน
ผลการวิจัยมีดังต่อไปนี้ 1. คาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตรดุริยางคศาสตรบัณฑิต สาขาดนตรีศึกษาและการสอนพบว่ากลุ่มศิษย์เก่าและนักศึกษาปัจจุบันมีความคาดหวังกับการมีทักษะในการเลือกทรัพยากรมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษาอย่างรู้คุณค่าและเหมาะสมมากที่สุด (M = 4.59, S.D. = 0.75) และสิ่งที่คาดหวังน้อยที่สุดได้แก่ ความคาดหวังด้านการมีภาวะผู้นำและสามารถใช้ความรู้ทางดนตรีศึกษาในการตัดสินและชี้นำสังคม (M = 4.18, S.D. = 0.78) สำหรับความคาดหวังของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของสมรรถนะ ได้แก่ ข้าราชการครู ครูโรงเรียนเอกชน อาจารย์มหาวิทยาลัย พนักงานบริษัทเอกชน ผู้ปกครอง ประกอบธุรกิจส่วนตัว นักเรียนนักศึกษา โดยความคาดหวังที่มากที่สุด คือ การเป็นบุคคลที่มีความรู้ในศาสตร์และศิลป์ในด้านการสอนดนตรี (M = 4.66, S.D. = 0.62) และการหมั่นแสวงหาความรู้อยู่เสมอโดยประยุกต์ใช้ความรู้เหตุผลและวิจารณญาณอย่างเหมาะสมเมื่อต้องเผชิญสถานการณ์ต่าง ๆ โดยประยุกต์ใช้ในกระบวนการการศึกษาและวิจัย (M = 4.66, S.D. = 0.53) และสิ่งที่คาดหวังน้อยที่สุด ได้แก่ การอกแบบการ จัดการเรียนรู้ทางดนตรีศึกษาโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (M = 3.34, S.D. = 0.56) นอกจากนี้ความคาดหวังของกลุ่มศิษย์เก่า นักศึกษากลุ่มการสอนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีความคาดหวังแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .00 ในเรื่องการเคารพสิทธิรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นมีจิตบริการและมีความเป็นประชาธิปไตย การออกแบบการจัดการเรียนรู้ทางดนตรีศึกษาโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการเป็นผู้ที่สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมบนรากฐานงานวิจัยและหลักการทางดนตรีศึกษาให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม 2. ความต้องการต่อการจัดการเรียนการสอนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีต่อผลของหลักสูตรดุริยางคศาสตรบัณฑิต สาขาดนตรีศึกษาและการสอน พบว่ากลุ่มศิษย์เก่าและนักศึกษาปัจจุบันมีความต้องการมากที่สุดในเนื้อหารายวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีวิชาดนตรีที่หลักสูตรจัดให้ในการเรียนชั้นปีที่ 3 (M = 4.66, S.D. = 0.62) ส่วนความต้องการที่น้อยที่สุดมีค่าเฉลี่ยเท่ากัน 3 รายวิชา ได้แก่ รายวิชาปฏิบัติทักษะเครื่องเอกดนตรี 1-5 (M = 4.29, S.D. = 0.62) รายวิชาปฏิบัติรวมวงดนตรี 1-4 (M = 4.29, S.D. = 0.51) และรายวิชาโสตทักษะ 1-4 (M = 4.29, S.D. = 0.62) สำหรับความต้องการต่อการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรดุริยางคศาสตรบัณฑิต กลุ่มดนตรีศีกษา และการสอนของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ด้านที่มีความต้องการมากที่สุด ได้แก่ รายวิชาปฏิบัติทักษะเครื่องเอกดนตรี 1-5 (M = 4.67, S.D. = 0.65) และรายวิชาวิจัยกับการเรียนการสอนดนตรีกลุ่มวิจัยและดนตรีนิพนธ์ที่หลักสูตรจัดให้ในการเรียนชั้นปีที่ 4 (M = 4.67, S.D. = 0.65) และสิ่งที่มีความต้องการน้อยที่สุด ได้แก่ รายวิชาโสตทักษะ 1-4 ที่หลักสูตรจัดให้เรียนในชั้นปีที่ 1-2 (M = 3.45, S.D. = 0.56)
ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่สำคัญที่หลักสูตรควรส่งเสริมให้ผู้เรียนหลักสูตรดุริยางคศาสตบัณฑิตกลุ่มดนตรีศึกษาและการสอน วิทยาลัยการดนตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา คือ ความรู้ในศาสตร์และศิลป์ในด้านการสอนดนตรี การสร้างบุคลากรให้เป็นผู้หมั่นแสวงหาความรู้อยู่เสมอ สามารถประยุกต์ใช้ความรู้เหตุผลและวิจารณญาณอย่างเหมาะสมเมื่อต้องเผชิญสถานการณ์ต่าง ๆ สามารถแก้ปัญหาได้มุ่งเน้นการสอนกระบวนการการศึกษาและวิจัยสอดคล้องกับข้อเสนอแนะจากผู้บริหารโรงเรียนมีการแสดงความคิดเห็นในเรื่องความต้องการให้บุคลากรมีความเท่าทันสถานการณ์ปัจจุบัน ต้องการครูที่มีความขยัน อดทนต่ออุปสรรค มีความพร้อมที่จะปฏิบัติงาน มีคุณธรรมจริยธรรมสามารถจัดการชั้นเรียนได้ และมีความเข้าใจจิตวิทยาของพัฒนาการเด็กในแต่ละช่วงวัย
ธีระศักดิ์ โพธิ์สะราช, พัชรินทร์ ฉวยสูงเนิน, อทิตญา วิทรมานันท์, สนิศา ปู่ยี่ และชาลินี คุณาเทียน
Research article
บทคัดย่อ
การจัดการศึกษาดนตรีในศตวรรษที่ 21 มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านสติปัญญา อารมณ์ สังคม และความคิดสร้างสรรค์ ดนตรีเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการฟัง การร้อง การเล่นเครื่องดนตรี การอ่านและเขียนโน้ตดนตรี หนึ่งในแนวคิดการจัดการเรียนการสอนดนตรีที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล คือ แนวคิดของ Zoltán Kodály ซึ่งมุ่งเน้นการเรียนรู้ดนตรีผ่านการร้องเพลง การพัฒนาทักษะการฟังภายใน (inner hearing) การใช้สัญลักษณ์มือ (hand signs) และลำดับขั้นการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับพัฒนาการของผู้เรียน โดยได้รับการประยุกต์ใช้ในหลายประเทศ และใช้ในการสอนที่ช่วยพัฒนาความรู้ความเข้าใจทางดนตรีอย่างเป็นระบบ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นของครูต่อการจัดการเรียนการสอนดนตรีตามแนวคิดโคดาย ในด้านความรู้ความเข้าใจ การปฏิบัติการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะดนตรีของผู้เรียน ตลอดจนปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอน กลุ่มตัวอย่างคือครูดนตรีและนักศึกษาวิชาชีพครู จำนวน 79 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenient Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และคำถามปลายเปิด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 54.4) เป็นนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู มีประสบการณ์สอนดนตรีตํ่ากว่า 5 ปี และสอนในระดับประถมศึกษา โดยครูส่วนใหญ่มี ความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนการสอนดนตรีตามแนวคิดโคดายในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ครูมีความรู้และความเข้าใจในหลักการสอนดนตรีตามแนวคิดโคดาย (M = 3.55, S.D. = 1.15) การใช้การร้องเพลงเป็นพื้นฐานของการเรียนดนตรี (M = 3.84, S.D. = 0.98) และเห็นว่าแนวคิดโคดาย สามารถส่งเสริมทักษะดนตรีของผู้เรียน ทั้งด้านการฟัง การร้อง การอ่านโน้ต การแสดงจังหวะและทำนองได้อย่างมีประสิทธิภาพ (M = 3.97, S.D. = 1.23) อย่างไรก็ตามครูจำนวนมากยังไม่เคยผ่านการอบรมด้านแนวคิดโคดายอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ขาดความเชี่ยวชาญในการใช้ solfège และสัญลักษณ์มือ ผลจากคำถามปลายเปิดพบว่าปัญหาและอุปสรรคในการจัดการเรียนการสอน เวลาเรียนที่จำกัดขาดการสนับสนุนจากสถานศึกษา ขาดแคลนครูที่มีความรู้เชิงลึก และความแตกต่างของพื้นฐานผู้เรียน ข้อเสนอแนะชี้ให้เห็นว่า การสอนตามแนวคิดโคดายควรจัดกิจกรรมอย่างเป็นลำดับขั้นและเน้นการฝึกปฏิบัติควบคู่กับทฤษฎีเพื่อพัฒนาทักษะดนตรีของผู้เรียนอย่างยั่งยืน