ผู้จัดทำข้อตกลง
ผู้จัดทำข้อตกลง
ตำแหน่ง ครู ยังไม่มีวิทยฐานะ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
สถานศึกษา โรงเรียนป่าไม้อุทิศ ๔
สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต ๒
ส่วนที่ ๑ ข้อตกลงในการพัฒนางานตามมาตรฐานตำแหน่ง
ภาระงานจะมีภาระงานเป็นไปตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด ๒/๒๕๖๖
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
- รายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน ป.6 จำนวน 16 ชั่วโมง/สัปดาห์
- รายวิชาภาษาไทยเพิ่มเติม ป.6 จำนวน 4 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
- ชุมนุมรักษ์กัญชง จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
- ลูกเสือ จำนวน ๑ ชั่วโมง/สัปดาห์
- อบรมคุณธรรมจริยธรรม จำนวน ๑ ชั่วโมง/สัปดาห์
ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) จำนวน ๑ ชั่วโมง/สัปดาห์
#########################################
อ้างอิง : คำสั่งแต่งตั้งครูเข้าสอนภาคเรียนที่ ๒/๒๕๖6
#########################################
ภาระงานจะมีภาระงานเป็นไปตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด ๑/๒๕๖๗
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
- รายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน ม.1/1-4 จำนวน ๑2 ชั่วโมง/สัปดาห์
- รายวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร ม.1/1-2 จำนวน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์
- รายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน ม.2/1-2 จำนวน 6 ชั่วโมง/สัปดาห์
- รายวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร ม.2/1-1 จำนวน 2 ชั้วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
- ชุมนุม จำนวน ๑ ชั่วโมง/สัปดาห์
- ลูกเสือ จำนวน ๑ ชั่วโมง/สัปดาห์
- อบรมคุณธรรมจริยธรรม จำนวน ๑ ชั่วโมง/สัปดาห์
ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) จำนวน ๑ ชั่วโมง/สัปดาห์
#################################################################
อ้างอิง : คำสั่งแต่งตั้งครูผู้สอนภาคเรียนที่ ๑/๒๕๖๗
#################################################################
- งานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน จำนวน ๒ ชั่วโมง/สัปดาห์
- กิจกรรมหน้าเสาธง โฮมรูม จำนวน ๕ ชั่วโมง/สัปดาห์
- เวรประจำวัน จำนวน ๒ ชั่วโมง/สัปดาห์
##################################################
อ้างอิง : คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเยี่ยมบ้าน ปีการศึกษา ๒๕๖๖
คำสั่งแต่งตั้งครูที่ปรึกษา ภาคเรียนที่ ๑/๒๕๖๗
คำสั่งแต่งตั้งครูเวรประจำวัน ภาคเรียนที่ ๑/๒๕๖๗
##################################################
กลุ่มงานบริหารงานวิชาการ
- กรรมการงานวิจัยและนวัตกรรมโรงเรียน จำนวน ๔ ชั่วโมง/สัปดาห์
- กรรมการโครงการอ่านออกเขียนได้ อ่านคล่องเขียนคล่อง จำนวน ๔ ชั่วโมง/สัปดาห์
- กรรมการงานวิชาการระดับประถมศึกษา จำนวน ๔ ชั่วโมง/สัปดาห์
- กรรมการวัดและประเมินผล จำนวน ๔ ชั่วโมง/สัปดาห์
- กรรมการดำเนินการประเมิน การอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียนสื่อความของสถานศึกษา จำนวน ๔ ชั่วโมง/สัปดาห์
กลุ่มงานบริการงานทั่วไป
- กรรมการและเลขานุการฝ่ายตกแต่งสถานที่ จำนวน ๔ ชั่วโมง/สัปดาห์
##################################################
อ้างอิง : คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตามสายงานบริหารราชการโรงเรียน ประจําปีการศึกษา ๒๕๖๗
##################################################
งานที่จะปฏิบัติตามมาตรฐานตำแหน่ง ครู
ด้านการจัดการเรียนรู้
ด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการเรียนรู้
ด้านการพัฒนาตนเองและวิชาชีพ
ส่วนที่ ๒ ข้อตกลงในการพัฒนางานที่เป็นประเด็นท้าทาย
ประเด็นท้าทาย ๒/๒๕๖๖
เรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษารายวิชาภาษาไทยโดยกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ด้วยเครื่องมือสอนคิด (Thinking Tools) ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖
๑. สภาพปัญหาการบริหารจัดการสถานศึกษาและคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา
สภาพปัญหาของผู้เรียนที่ใช้ภาษาไทย ยังพบปัญหาอย่างมากในการเขียน การอ่านให้ถูกต้องตามหลักการใช้ภาษาไทย ซึ่งผู้เรียนขาดทักษะพื้นฐานสำคัญในการสะกดคำ การฝึกแจกลูกสะกดคำ การใช้คำศัพท์ผิดบ่อยครั้งจึงส่งผลให้ผู้เรียนไม่สามารถสื่อสารได้เท่าที่ควร ซึ่งแนวทางการจัดการเรียนการสอนแบบเดิมยังไม่ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เท่าที่ควร เนื่องมาจากบริบทของสิ่งแวดล้อม การเข้าถึงสื่อ /เทคโนโลยีของผู้เรียนค่อนข้างไม่ครอบคลุม จึงส่งผลให้การจัดการเรียนรู้ต่อผู้เรียนยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ดังนั้น เพื่อให้เกิดการพัฒนาทักษะภาษาไทยที่ดีขึ้น ครูผู้สอนจึงใช้เครื่องมือสอนคิด (Thinking Tools) ในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ Active Learning
ทั้งนี้ Active Learning เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการสร้างสรรค์ทางปัญญา (Constructivism) ที่เน้นกระบวนการเรียนรู้มากกว่าเนื้อหาวิชา เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ หรือสร้างความรู้ให้เกิดขึ้นในตนเอง ด้วยการลงมือปฏิบัติจริงผ่านสื่อหรือกิจกรรมการเรียนรู้ ที่มีครูผู้สอนเป็นผู้แนะนำ กระตุ้น หรืออำนวยความสะดวก ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ขึ้น โดยกระบวนการคิดขั้นสูง กล่าวคือ ผู้เรียนมีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และการประเมินค่าจากสิ่งที่ได้รับจากกิจกรรมการเรียนรู้ ทำให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างมีความหมายและนำไปใช้ในสถานการณ์อื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (สถาพร พฤฑฒิกุล, 2558)
ผู้สอนจึงสนใจที่จะเพิ่มคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการพัฒนาจัดการเรียนการเรียนการสอนแบบ Active learning โดยใช้แผนการสอนคิด ที่กำหนดกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ Do now (ขั้นนำ) Purpose (ขั้นกำหนดเป้าหมาย) Work mode (ขั้นสอน) Reflective Thinking (ขั้นสรุป) และใช้เครื่องมือสอนคิดในการวัดและประเมินผลรายวิชาภาษาไทย 6 สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
๒. วิธีดำเนินการให้บรรลุผล
๒.๑ ศึกษาและหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง ๒๕๖๒) หลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนป่าไม้อุทิศ ๔ และหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
๒.๒ ออกแบบโครงสร้างรายวิชาและเขียนแผนการเรียนรู้ภาษาไทย โดยใช้เครื่องมือสอนคิด (Thinking Tools)
๒.๓ ครูผู้สอนใช้วิธีการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนการรู้เชิงรุก Active Learning โดยใช้เครื่องมือสอนคิด (Thinking Tools) จากนั้นครูผู้สอนติดตามความก้าวหน้าจากการทำใบงานสอนคิด โดยพิจารณาจากทักษะกระบวนการที่ถูกต้องในระหว่างการพัฒนา
๒.๔ ครูผู้สอนนำปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับครูผู้สอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ผู้บริหาร เพื่อเป็นแนวทาง ในการพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
๒.๕ ศึกษาผลของกระบวนการจัดการเรียนรู้ และนำองค์ความรู้ที่ได้เป็นแนวทางในการพัฒนามาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการเรียนรู้ ให้มีประสิทธิภาพ
๒.๖ สร้างแบบทดสอบหลังเรียนวัดผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่าน การเขียน เป็นแบบทดสอบปรนัย ๔ ตัวเลือก
๒.๗ นักเรียนประเมินสื่อผู้สอนนำผลการประเมินมาปรับปรุงพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ
๓. ผลลัพธ์การพัฒนาที่คาดหลัง
ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนป่าไม้อุทิศ ๔ จำนวน ๑๑9 คน คิดเป็นร้อยละ 80 ที่เรียนในรายวิชาภาษาไทย มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มสูงขึ้น
ผู้เรียนมีความก้าวหน้าจากพื้นฐานเดิมในด้านความรู้ความเข้าใจและทักษะต่าง ๆ และมีเจตคติ
ที่ดี หรือมีวุฒิภาวะเหมาะสมกับช่วงวัยของผู้เรียน และเรียนรู้ด้วยวิธีการที่หลากหลาย สรุปองค์ความรู้ และสามารถนำไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้
ประเด็นท้าทาย ๑/๒๕๖๗
เรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้วิธีการสอนอ่านแบบ SQ4R
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนป่าไม้อุทิศ ๔
๑. สภาพปัญหาการบริหารจัดการสถานศึกษาและคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา
ทักษะการอ่านจับใจความเป็นทักษะสำคัญทักษะหนึ่งที่ผู้เรียนจะต้องได้รับการพัฒนาและสัมฤทธิ์ผลตามการเป้าหมายที่ตั้งไว้ การอ่านนับเป็นทักษะที่สำคัญมากในชีวิตประจำวัน แสวงหาความรู้ วิทยาการต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง ทันสมัย ทันเหตุการณ์ และนำความรู้ ที่ได้จากการอ่าน ไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหา เป็นแนวทางการดำเนินชีวิต เสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดี พัฒนาคุณภาพชีวิต และประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า (ภาควิชาภาษาไทย และภาษาตะวันออก, 2543: 1)
อีกทั้งหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ได้กำหนดคุณภาพผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปี 1-3 เกี่ยวกับความเข้าใจในการอ่าน กล่าวว่า อ่านออกเสียงร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะได้ ว่าถูกต้อง เข้าใจตีความ แปลความ และขยายความเรื่องที่อ่านได้วิเคราะห์ วิจารณ์ จากเรื่องที่อ่านความคิดเห็นโต้แย้ง และเสนอความคิดใหม่จากการอ่านอย่างมีเหตุผล สัมพันธ์กับความคิดอย่างมีชั้นตอน และความเป็นไปได้ของเรื่องที่อ่าน รวมทั้งประเมินความถูกต้องของข้อมูลที่ใช้สนับสนุนเรื่องที่อ่าน ตลอดจนมีนิสัยรักการอ่าน
การอ่านจับใจความสำคัญ เป็นพื้นฐานสำคัญ และเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดที่ใช้ในการแสวงหาความรูเพื่อที่จะทำให้เข้าใจเนื้อหา และสามารถ ตีความ แปลความ และขยายความเรื่องที่อ่านได้ดีขึ้นต่อไปได้ การฝึกฝนการอ่านจับใจความทำให้ ผู้อ่านมีความรู้สามารถปรับตัว และดำรงชีวิตอยู่ในสังคมปัจจุบันได้อย่างมีความสุข (สมถวิล วิเศษสมบัติ, 2525: 73) สอดคล้องกับนักวิชาการหลายท่านที่ได้กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านจับใจความสำคัญไว้ อาทิ วาวแวว โรงสะอาด (2530: 38) กล่าวว่า ความสำเร็จในการเรียนของนักเรียนขึ้นอยู่ กับความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญนักเรียนที่อ่านแล้วไม่เข้าใจ และจับใจความไม่ได้จะเบื่อหน่ายต่อการเรียนมีเจตคติที่ไม่ดีต่อการเรียนรวมไปถึงไม่เกิดนิสัยรักการอ่าน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจะไม่ดีเท่าที่ควร
ถนอมวงศ์ ล้ำยอดมรรคผล (2539: 55) กล่าวว่าการอ่านจับใจความสำคัญนับว่าเป็นหัวใจของการอ่าน เพราะถ้าอ่านแล้วจับใจความสำคัญไม่ได้ย่อมไม่เข้าใจเรื่องที่อ่าน ต้องกลับมาอ่านใหม่ ทำให้เสียเวลาเพิ่มมากขึ้น และ แววมยุราเหมือนนิล (2541: 15) กล่าวว่า การอ่านจับใจความเป็นพื้นฐานสำคัญมากสำหรับการอ่านระดับสูงต่อไป เช่น ถ้าผู้เรียนจับใจความเรื่องที่อ่านไม่ได้ คือ ไม่รู้เรื่อง ก็คงไม่สามารถอ่านเพื่อวิจารณ์ว่าเรื่องนั้นดีหรือไม่ดีได้เลย
การศึกษา และสำรวจสภาพปัญหาในชั้นเรียนโดยประสบการณ์ตรงเนื่องจากผู้วิจัยปฏิบัติหน้าที่สอนรายวิชาภาษาไทย 3 (ท 22101) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนป่าไม้อุทิศ ๔ โดยมีเกณฑ์การประเมินให้ผ่านมาตรฐานร้อยละ 50 พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียนป่าไม้อุทิศ 4 มีปัญหาด้านการอ่าน ในเรื่องการอ่านจับใจความสำคัญจากเรื่องที่อ่านออกเสียงบทร้อยแก้ว และบทร้อยกรองเหมาะสมกับเรื่องที่อ่าน ด้านการเขียนในเรื่องเขียนจดหมายกิจธุระ ด้านการฟัง การดูและการพูด พูดรายงานเรื่องหรือประเด็นที่ศึกษาค้นคว้า จากการฟัง การดู และการสนทนา ด้านหลักภาษาคือการสร้างคำในภาษาไทย และการวิเคราะห์โครงสร้างคำ
จากปัญหาที่กล่าวมานี้ ปัญหาการอ่านจับใจความสำคัญเป็นปัญหาที่มีผลกระทบมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 84 สรุปได้ว่า นักเรียนส่วนใหญ่ยังไม่สามารถสรุปหรือจับใจความจากเรื่องที่อ่านได้ดีเท่าที่ควร เมื่อมอบหมายงานให้จับใจความจากบบอ่าน นักเรียนมักจะคัดลอกข้อความจากบทอ่าน โดยที่ไม่สรุปเป็นภาษาของตนเอง และหลายคนที่ไม่สามารถ ระบุได้ว่าประเด็นสำคัญของบทอ่านคืออะไร ผู้แต่งมีจุดมุ่งหมายอย่างไร ทั้งนี้อาจเกิดจากนักเรียนไม่ชอบอ่านหนังสือ จึงไม่ได้ฝึกฝนทักษะเท่าที่ควร จากปัญหาและสาเหตุดังกล่าวผู้วิจัยจึงได้ศึกษาหานวัตกรรมเพื่อมาใช้ในการแก้ปัญหา ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองเพื่อจะได้เกิดความเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ อย่างแท้จริง โดยมุ่งเน้นให้เรียนรู้โดยการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาทักษะในด้านการอ่านจับใจความ
วิธีการสอนแบบ SQ4R เป็นวิธีการสอนอ่านที่พัฒนามาจากการอ่านแบบ SQ3R ที่โรบินสัน (Robinson, 1961: 29-30, อ้างถึงใน อรรถวุฒิ ตรากิจธรกุลม 2542: 30- 32) ได้เสนอไว้ ต่อมาในปี 1984 วอลเตอร์ พอค (Walter Pauk) ได้เสนอแนะวิธีการสอนอ่านแบบ SQ4R โดยมีการเพิ่มขั้นตอนบันทึก (Record) หลังจากนักเรียนได้อ่านบทอ่าน และเปลี่ยนขั้นตอนการทบทวน (Review) เป็นขั้นตอน ให้นักเรียนได้วิเคราะห์บทอ่าน (Reflect)
ดังที่ สุคนธ์ สินธพานนท์ และคณะ (2545: 289-290) ได้ให้ความเห็นไว้ว่า SQ4R เป็นวิธีการที่จะช่วยให้นักเรียนเข้าใจแนวคิดที่อ่านได้เร็วขึ้น สามารถจับใจความของเรื่องได้ดี บอกรายละเอียดจดจำเรื่องที่อ่าน และสามารถทบทวนเรื่องที่อ่านได้อย่างมีประสิทธิ โดยขั้นตอนของวิธีการอ่านแบบ SQ4R เริ่มจากให้ผู้อ่านสำรวจ (S: Survey) หรืออ่านเนื้อเรื่องอย่างคร่าว ๆ เพื่อหาจุดสำคัญของเรื่องแล้วตั้งคำถาม (Q: Question) เพื่อให้การอ่านเป็นไปอย่างมีจุดมุ่งหมาย และจับประเด็นสำคัญได้ถูกต้อง จากนั้นผู้อ่านอ่านข้อความ (R ตัวที่ 1: Read) ในบทอ่านอย่างละเอียด เพื่อค้นหาคำตอบสำหรับคำถามที่ตั้งไว้ และให้จดบันทึก (R ตัวที่ 2: Record) ข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้จากการ อ่านในขั้น R ตัวที่1: Read โดยมุ่งเน้นจดบันทึกในส่วนที่สำคัญ และสิ่งที่จำเป็นโดยใช้ข้อความอย่างรัดกุม หรือย่อ ๆ ขั้นตอนต่อมาเป็นการตอบคำถามหรือเขียนสรุป ใจความสำคัญ (R ตัวที่3 : Recite) โดยผู้อ่านพยายามใช้ถ้อยคำของตนเองให้มากที่สุด ขั้นตอนสุดท้าย เป็นการวิเคราะห์วิจารณ์บทอ่าน (R ตัวที่ 4: Reflect) และแสดงความคิดเห็นสอดคล้องหรือไม่สอดคล้อง โดยใช้ภาษาอย่างถูกต้อง วิธีการสอนอ่าน แบบ SQ4R ที่ได้รับการพัฒนา โดย วอลเตอร์ พอค (Walter Pauk, 1984) นี้ ทำให้นักเรียนมีประสิทธิภาพ ในการอ่านมาดีกว่าการอ่านโดยไม่ตั้งคำถามล่วงหน้า ซึ่งทำให้การอ่านไม่มีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนว่าต้องการอะไรหลังการอ่าน แต่ถ้ามีการใช้คำถามจะช่วยให้นักเรียนได้แนวคิดจากคำถามและพยายามหาคำตอบเมื่อครูถาม ดังนั้นการใช้คำถามจึงเป็นแนวทางที่จะให้นักเรียนอ่านอยูในขอบเขตที่ตั้งไว้
ผู้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการใช้วิธีการสอนแบบ SQ4R อาทิ ยุวดี โปธายะ (2546) ได้ศึกษาวิธีการสอนแบบ SQ4R เพื่อสงเสริมความเข้าใจ และความสามารถในการเขียนสรุปใจความสำคัญของนักเรียนในระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ผลการวิจัยพบว่าความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษและความสามารในการเขียนสรุปใจความของนักเรียนสูงขึ้น ซึ่งสอดคลองกับ รัตนภัณฑ์ เลิศคำฟู (2547) ได้ศึกษาวิธีการสอนแบบ SQ4R ในการสอนอ่านจับใจความสำคัญสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผลการวิจัย พบวาแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้วิธีสอนแบบ SQ4R สามารถพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนได้ดีขึ้น
นอกจากนั้น คริสตินา เฮตเลิรก (Kritina Hedberg 2005, อ้างถึงใน พรนิภา บรรจงมณี, 2548: 13) ได้ศึกษาความสามารถความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีการสอนแบบ SQ4R กับผู้เรียนชั้นประถมศึกษา 3 คน ผลการวิจัยพบว่าผู้เรียนทั้ง 3 คน มีความสามารถในการอ่านที่สูงขึ้น มีการใช้ทักษะและกระบวนการคิด ในการอ่านโดยการตั้งคำถาม ผู้เรียนสามารถจำรายละเอียด และบทเรียนได้มากขึ้นหลังจากได้รบการสอนโดยใช้วิธีสอนแบบ SQ4R เป็นเวลา 6 สัปดาห์
จากข้อมูลข้างต้น พบว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ SQ4R มีความสามารถทางการอ่านสูงขึ้นและน่าจะนำมาใช้พัฒนาการอ่านจับใจความในวิชาภาษาไทยได้ ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนป่าไม้อุทิศ ๔ ปีการศึกษา 256๗ โดยใช้วิธีการสอนแบบ SQ4R ผู้วิจัยมีความเชื่อมั่นในนวัตกรรมนี้มาใช้ในการวิจัยครั้งนี้
ปัญหาการอ่านจับใจความสำคัญเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อตัวนักเรียนอย่างมาก ทำให้นักเรียนไม่สามารถพัฒนาการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ การอ่านจับใจความนับเป็นพื้นฐานสำคัญของการอ่าน ซึ่งการอ่านมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน เพราะการอ่านช่วยให้สามารถติดตามความเคลื่อนไหว และความก้าวหน้าได้ทัน การอ่านช่วยเพิ่มประสบการณ์ ความรู้ ความคิด และวิจารณญาณ อีกทั้งทำให้มีความงอกงามทางวุฒิภาวะ วุฒิปัญญา และความสามารถการอ่านจับใจความนับเป็นเครื่องมือแสวงหาความรู้ ช่วยให้ประสบผลสำเร็จในการเรียน และประกอบอาชีพ ส่งเสริมให้เป็นผู้มีความคิด ความฉลาดรอบรู้ อีกทั้งยังสามารถช่วยพัฒนาตน พัฒนางาน พัฒนาคุณภาพชีวิต ทำให้เป็นผู้ที่มีความสมบูรณ์ทั้งด้านจิตใจและบุคลิกภาพที่ดี ผู้วิจัยจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียน ให้ควบคู่ไปกับการพัฒนาความสามารถที่มีอยู่ เพื่อให้นักเรียนสามารถนำกระบวนการอ่านจับใจความไปเป็นรากฐานในการพัฒนาตนเองใหเต็มตามศักยภาพ และใชความสามารถที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง และสังคมได้อย่างสูงสุด ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจที่จะนำวิธีการสอนแบบ SQ4R ที่มีการสำรวจแล้วว่าใช้ได้ผลจริง มาจัดกิจกรรมการเรียนรูเพื่อแกปัญหาการอ่านจับใจความของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียนป่าไม้อุทิศ ๔ ปีการศึกษา 256๗ อีกทั้งเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องตามเป้าหมายของการศึกษาในยุคปัจจุบัน
๒. วิธีดำเนินการให้บรรลุผล
1) ศึกษาและหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2562) หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนป่าไม้อุทิศ 4 และหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
2) แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการเรียนการสอนแบบ Active learning โดยใช้แบบแผนการวิจัยโดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลองแบบหนึ่งกลุ่มวัดก่อนและหลังเรียน (The One-Group Pretest Posttest Design)
3) ออกแบบโครงสร้างรายวิชา หน่วยการเรียนรู้ตามตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ และจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลการอ่านจับใจความสำคัญโดยวิธีการสอนแบบ SQ4R สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2
4) เก็บรวบรวมข้อมูลจัดกิจกรรมการเรียนรู้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 โดยปรับกิจกรรมให้เหมาะสมกับบริบทที่สอน
5) วิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล บันทึกผลการเรียนรู้ของนักเรียน ที่เกิดขึ้นจากการกิจกรรมการเรียนรู้ และสะท้อนผลการเรียนรู้ให้นักเรียนทราบ และนำข้อมูลที่ได้ไปพัฒนาผลการเรียนรู้ให้นักเรียนบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
6) นำนวัตกรรมไปใช้แก้ปัญหา เมื่อประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหา นำไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาชีพแก่ครูผู้สอนโรงเรียน ป่าไม้อุทิศ 4
๓. ผลลัพธ์การพัฒนาที่คาดหลัง
ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/2 โรงเรียนป่าไม้อุทิศ ๔ จำนวน ๒๙ คน มีผลการประเมินด้านทักษะการอ่านจับใจความ ผ่านเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 80
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียนป่าไม้อุทิศ 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ปีงบประมาณ 2567 (1 ตุลาคม 2566 – 30 กันยายน 2567) มีความรู้ในรายวิชาภาษาไทย 3 เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ
สื่อ วีดิทัศน์
ผลงานนักเรียนระดับชาติ
ขอขอบคุณที่ปรึกษาในการพัฒนาเว็บไซต์ PA Online