“ถึงบ้านแลง ทางแห้ง เห็นทุ่งกว้าง เฟือนหนทาง ทวนทบ ตลบหา
บุกละแวก แขวกแขม กับหญ้าคา จนแดดกล้า มาถึงย่าน บ้านตะพง”
นิราศเมืองแกลง จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ มีการบันทึกจากบทกวีของท่านสุนทรภู่
วัดบ้านแลง แต่เดิมวัดบ้านแลง ใช้ชื่อว่า “วัดแลง” ซึ่งตั้งขึ้นเป็นสำนักสงฆ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ประมาณปี พ.ศ. 2285
มีตำนานสืบมาว่า คำว่า “บ้านแลง” มาจากคำว่า “ศิลาแลง” กล่าวคือบริเวณนี้จะมีหินแลง คือ หินที่มีรูพรุน สีส้มปนน้ำตาลอยู่มาก จึงชื่อว่า “บ้านแลง”
ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 1 ต.บ้านแลง อ.เมือง จ.ระยอง มีเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ 3 งาน 50 ตารางวาตรงข้ามกับ
อบต.บ้านแลง การเดินทางใช้เส้นทางถนนสาย 3139 ( บ้านแลง – เขาพระบาท ) โดยแยกจากถนนสุขุมวิท บริเวณ ตำรวจทางหลวง ระยะทางห่างจากตัวเมืองระยองประมาณ 7 กิโลเมตร หรือจากถนนเส้น 36 จากแยกบ้านพักไออาร์พีซี ประมาณ 5 กิโลเมตร
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดระยอง รวมกับชาวบ้านแลงกำหนดจุดหมุดกวีท่านสุนทรภู่ จุดที่ 15 โดยมี สถานที่ตั้งคือ ปากทางเข้าหมู่บ้านหมู่ที่ 1 เรียกว่าบ้านโขดตาเหาะ มีบทกลอนจารึกตามที่ได้กล่าวไว้ด้านบน วัดบ้านแลงอยู่ห่างจากเส้นทางที่สุนทรภู่เดินไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 500 เมตร กาลเวลาผ่าน 268 ปีแล้ว แต่วัดก็ยังเป็นศูนย์กลางของชุมชนบ้านแลงอย่างเหนียวแน่น เห็นได้จาก ประเพณี วิถีชุมชนของชาวบ้านที่คนทั้งตำบล รวมตัวพร้อมกันทำกิจกรรมจนแน่นศาลาไม้หลังใหญ่ โดยเฉพาะวันสำคัญทางศาสนา สมควรชวนลูกหลานมาศึกษาวิถีชุมชนชาวระยอง ที่นี้
กรมศิลปากรได้มาตรวจสอบ โบราณวัตถุและโบราณสถานที่เก่าแก่ พร้อมทั้งทำบันทึกเปรียบเทียบ โดยมีถาวรวัถตุสำคัญ 3 สิ่งที่ควรอนุรักษ์ คือ พระอุโบสก พระปรางค์ และ หอไตรกลางน้ำ ให้ชนรุ่นหลังที่ได้มาอาศัยอยู่ที่ระยองได้ศึกษา งานสถาปัตยกรรม เชิงช่างศิลป์ ของคนรุ่นปู่ย่าตาทวดได้ฝากตกทอดเป็นมรดกของระยอง
พระอุโบสถหลังเก่า เป็นอาคารโครงสร้างไม้เนื้อแข็งเช่น ตะเคียน มะหาด ก่ออิฐฉาบปูนมีอายุสักสองร้อยปี ตั้งอยู่ในกำแพงแก้ว ส่วนยอดบนของผนังด้านนอกตัวโบสถ์ทั้งสี่ด้าน มีการประดับด้วยเครื่องถ้วยชามเซรามิกโบราณ หลังคามุงด้วยกระเบื้องโบราณ เป็นจั่ว 3 ชั้นซ้อนกันลดระดับ โดยมีไม้ค้ำยันจากผนังโบสถ์ ไปยังจั่วส่วนที่อยู่ต่ำสุด หน้าต่างข้างละ 3 ช่อง ด้านหลังโบสถ์ปิดทึบ ด้านหน้ามีกันสาดยืนออกมา โดยมีกำแพงกัน เข้าออกด้านข้างของกำแพงด้านหน้า ประตูบานไม้คู่ แผ่นใหญ่หนา สภาพโดยรวมยังดูแข็งแรงและสวยงาม ภายในโบสถ์มีพระประธานขนาดใหญ่ รูปทรงงดงามตามเชิงช่างโบราณ จัดได้ว่าเป็นโบสถ์ที่หาชมได้ยากแล้วในภาคตะวันออก ทั้งนี้สัก 5ปีที่ผ่านมา ยังใช้ประกอบพิธีทางศาสนา เช่น อุปสมบท อย่างไรก็ตามส่วนภายในส่วนฝ้าเพดานไม้สภาพทรุดโทรม ทางวัดจึงจัดพิธีกรรม
“ถอดโบสถ์ “ และย้ายมาประกอบพิธีกรรมที่พระอุโบสกหลังใหม่
ทั้งนี้มีเรื่องเล่าว่า สัก10กว่าปีที่ผ่านมา มีโจรแอบย่องเข้าไปภายในโบสถ์แต่ ไม่สามารถหาทางออกจากบริเวณโบสถ์ได้ เดินวนเวียนอยู่รอบๆโบสถ์จนกระทั่งมีชาวบ้านไปพบในตอนเช้า อยู่ในสภาพขาดสติ พูดจาไม่รู้เรื่อง ซักถามอยู่ครู่ใหญ่ โจรสารภาพว่า ได้เดินวนหาทางออกอยู่ตลอดทั้งคืน
พระปรางค์ เป็นทรงแบบขอม (สมัยลพบุรี) ก่ออิฐฉาบปูนมีอายุสักสองร้อยปี อยู่ห่างพระอุโบสถหลังเก่า ออกไปเล็กน้อย ทางทิศใต้ สันนิษฐานว่าสร้างมาพร้อมกับวัด จากการสำรวจของกรมศิลปากร ทั่วทั้งภาคตะวันออก มีปรากฏอยู่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น บริเวณใกล้เคียง ยังพบเจดีย์ขนาดใหญ่สีดำ 1องค์ และองค์เล็ก 1องค์ ล้อมรอบด้วยกลุ่มต้นมะม่วงโบราณ อายุกว่า 200 ปี ซึ่งยังให้ผลมะม่วงทุกปี
หอไตร เป็นอาคารไม้สร้างโดยไม่ใช้ตะปู ตอกยึด อาศัย การเจาะร้อยคาน ตั้งอยู่กลางสระน้ำขนาดเล็ก ใกล้พระปรางค์ อดีตสร้างไว้ใช้เก็บพระไตรปิฎก ปัจจุบันได้ทำการบูรณะหลังคากระเบื้องใหม่ ใช้เป็นที่ปฎิบัติทำสมาธิของพระ นักท่องเที่ยวสามารถ เดินวนรอบหอไตร และให้อาหารปลาได้
อุโบสถที่มีความเก่าแก่และแปลกตาของวัดบ้านแลงนั้น มีการสร้างบ่อน้ำล้อมรอบอุโบสถ ภายในบ่อน้ำมีบัวหลวง ภายนอกของอุโบสถมีลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ผนังด้านนอกประดับด้วยเครื่องถ้วยชามเซรามิกโบราณที่มีความสวยงาม มีการทำจั่นหับหรือลักษณะหลังคายื่นออกมาที่ด้านหน้าทางเข้า ภายในมีพระพุทธรูปปางมารวิชัย ให้ประชาชนได้กราบไหว้ขอพรใครที่ผ่านมาบ้านแลงแวะมาชมความสวยงาม
ที่มา https://thai.tourismthailand.org/Attraction
หอไตร เป็นเจดีย์ชนิดหนึ่ง เรียกว่า ธรรมเจดีย์ เป็นเจดีย์ที่บรรจุจารึกพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือเรียกกันว่า พระไตรปิฎก
การก่อสร้างหอไตรก็จะเป็นสัญลักษณ์ของศูนย์กลางจักรวาล แต่จะไม่มีการประดับตกแต่งองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมเช่นเดียวกับโบสถ์และวิหาร หอไตรส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในสระน้ำ เพื่อป้องกันสัตว์แมลงเข้าไปอยู่อาศัยและทำลายหนังสือ
หอไตรของวัดบ้านแลง เป็นอาคารขนาดเล็กก่อสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง หลังคามุงด้วยกระเบื้อง ซ้อนกันสองชั้น สองตับ ประดับด้วยเครื่องลำยองตามแบบประเพณีไทยซึ่งประกอบด้วย ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ เป็นรูปแบบศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์