ชุมชนผู้รักษาป่า..รักษาน้ำ
ชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านแลง
ด้วยความร่วมมือของชาวบ้านคัดค้านการทำสัมปทานไม้ เพราะตระหนักว่าเป็นการทำลายป่าต้นน้ำผืนเดียวของชุมชน นำมาสู่กระบวนการฟื้นฟูเพื่อรักษาแหล่งน้ำ สร้างกิจกรรมเพื่อต่อยอดความสำเร็จให้ไปสู่เส้นทางความยั่งยืน
“การทำลายนั้นง่ายกว่าการรักษา”
สัจธรรมที่คนส่วนใหญ่ตระหนักดี โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการทำลาย
เช่นเดียวกับชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านแลง อ.เมือง จ.ระยอง ที่ตระหนักถึงผลของความ “มักง่าย” ที่ส่งผลเสียหายตามมามหาศาล พวกเขาจึงยอมที่จะทำสิ่งที่ลำบากกว่า เพื่อเป็นการรักษาทุนชีวิต...ป่าชุมชนบ้านแลง แหล่งต้นน้ำเพียงแห่งเดียวของตำบลบ้านแลง
ปกป้องทุนชีวิต
จุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์ป่านั้นมาจากการสัมปทานป่าในปี 2532 แม้จะเป็นช่วงปลายที่สัมปทานป่าทั่วประเทศเริ่มแผ่วเบาแล้วก็ตาม แต่ที่บ้านแลง จังหวัดระยอง ความเสียหายซ้ำสองเพิ่งเริ่มต้น ที่ว่าเช่นนี้เพราะสัมปทานป่าไม่ใช่เริ่มเป็นครั้งแรก แต่มีการเรียกร้อง ผลักดันตั้งแต่ในอดีตมานาน แต่ท้ายที่สุดมันก็เกิดขึ้นอีก
การอนุญาตให้มีสัมปทานป่าในปี 2532 กระตุ้นให้ชาวบ้านตัดสินใจรวมตัวกันอีกครั้ง เพราะตระหนักดีว่าถ้าขืนให้มีสัมปทานป่าก็หมายความว่า คนบ้านแลงกำลังจะปล่อยให้มีการทำลายแหล่งต้นน้ำที่มีเพียงแห่งเดียวในพื้นที่นี้
จะกินจะอยู่กันอย่างไร ถ้าไม่มีป่า?
จะทำไร่ทำสวนกันอย่างไร ถ้าไม่มีแหล่งน้ำใช้
ด้วยมิอาจอยู่นิ่งรอชะตากรรมมากำหนด ชาวบ้านแลงและหมู่บ้านใกล้เคียงจึงรวมตัวกัน เพื่อกำหนดชะตาป่าผืนสุดท้ายของพวกเขา ด้วยการตั้ง “ชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านแลง” ขึ้น เพื่อปกป้องและฟื้นฟูป่า ในปี 2535 แม้ในครั้งแรกจะรวมพลคนรักษ์ป่าได้เพียงแค่ 20 คน แต่ทั้งหมดก็ร่วมแรงร่วมใจกันอย่างเต็มกำลัง
เริ่มต้นด้วยการฟื้นฟูป่าในพื้นที่เสื่อมโทรม และพื้นที่ที่กันไว้สำหรับเป็นป่าชุมชน ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ากะเฉด-เพ-แกลง พื้นที่ทั้งหมด 28,937 ไร่ แต่อยู่ในพื้นที่หมู่ 4 และหมู่ 6 ตำบลบ้านแลงจำนวน 5,000 ไร่
“นี่เป็นกิจกรรมที่ชาวบ้านกับสมาชิกชมรมฯ ทำกันอยู่เป็นประจำอย่างต่อเนื่องตอนแรกๆ ในส่วนที่ตำบลบ้านแลงดูแลนั้นเป็นป่าเสื่อมโทรมที่ถูกใช้ประโยชน์จากการสัมปทานป่า ลักลอบตัดไม้ ถูกไฟป่าเผาบ้าง ป่าที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่เป็นป่าดิบแล้งกับป่าเบญจพรรณ พวกเราจึงต้องเข้ามาปลูกป่าเพิ่มเติม พันธุ์ไม้ที่ปลูกก็เป็นพวกประดู่ ยางนา ไม้สัก” นายอารมณ์ สุนทรประเสริฐ รองประธานชมรมฯ เล่าถึงกิจกรรมเมื่อครั้งเริ่มต้นรวมตัวกัน
การจัดตั้งชมรมฯ และการทำกิจกรรมต่างๆ นอกจากจะได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านและสมาชิกชมรมฯ ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ก็ยังได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงพันธมิตรเครือข่ายหลายๆ องค์กร อาทิ องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแลง หัวหน้าศูนย์วิจัยห้วยหินดาด ป่าไม้จังหวัดระยอง ชุมชนในตำบลบ้านแลง เป็นต้น
ในยุคเริ่มต้นของการฟื้นฟูป่า สมาชิกชมรมฯ ได้หารือกันว่า ถ้าจะให้ป่าฟื้นตัวเร็ว ก็ต้องใช้มาตรการเข้ม คือ “ปิดป่า” ทำนองอดเปรี้ยว ไว้กินหวาน เพราะถ้าป่าฟื้นเร็ว เรื่องน้ำท่าก็ไม่น่าห่วง
ทีแรกก็ว่าจะปิดป่าไว้สักระยะหนึ่ง แต่ความเคยชิน ช่วยกันดูแลรักษาไปเรื่อยๆ ก็เลยเป็นว่า “ปิดป่าถาวร” ไปแล้ว เพราะทุกวันนี้ ชาวบ้านไม่ได้เข้าไปอาศัยพึ่งพาเก็บหาของป่าเหมือนเมื่อครั้งอดีต “ชมรมฯ เองก็คลายความเข้มของระเบียบลงนานแล้ว ตั้งแต่ป่าฟื้นตัว แต่ก็ไม่มีใครอยากจะเข้าไปรบกวนธรรมชาติ อยากจะเก็บไว้ให้เป็นห้องเรียนธรรมชาติของลูกหลาน ที่สำคัญ ชาวบ้านอยากจะเก็บป่าไว้ให้เป็นแหล่งผลิตน้ำที่ไม่มีวันหมด” รองประธานฯ อธิบาย
กิจกรรมเพื่อความยั่งยืน
เมื่อป่าฟื้นตัวได้ระดับหนึ่ง กิจกรรมที่ชมรมฯ ทำก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ และตามความเหมาะสม
กิจกรรมการปลูกต้นไม้เพิ่มเติม หรือซ่อมแซมในพื้นที่เสื่อมโทรมเริ่มน้อยลง แต่หันกลับมาให้ความสำคัญกับการดูแลและป้องกันมากขึ้น ด้วยการจัดชุดตรวจตราลาดตะเวนป่าที่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ มีการทำฝายหินเพื่อการชะลอเส้นทางน้ำ จัดอาสาสมัครดูแลเรื่องไฟป่า และมีการพัฒนาพื้นที่ป่าเพื่อการศึกษาเรียนรู้ และจัดค่ายพักแรมสำหรับกลุ่มเยาวชน โดยมีครูภูมิปัญญาในชุมชนทำหน้าที่ป็นวิทยากรให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่
ทุกวันนี้ กิจกรรมในส่วนของการดูแล รักษา และป้องกันยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ไปเน้นหนักเรื่องการขยายผลต่อยอดความสำเร็จของการดูแลรักษา โดยพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่งมีการเริ่มกิจกรรมบางประเภทบ้างแล้ว เช่น การทำเส้นทางจักรยานเสือภูเขา มีแผนงานพัฒนาศูนย์เรียนรู้ธรรมชาติ มีแนวทางที่จะกันพื้นที่เพื่อสร้างป่าพื้นบ้าน อาหารชุมชน เพื่อกระตุ้นให้ชุมชนหันมาสร้างความเข้มแข็งในชุมชนด้วยการพึ่งพาตนเองให้มากขึ้น ความสำเร็จและวิสัยทัศน์เหล่านี้ทำให้ป่าบ้านแลง ได้รับการยกย่องและยอมรับจากเครือข่ายและองค์กรพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมทั้งของหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ โดยการประสานงานผ่านศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทำให้ชมรมฯ มีกิจกรรมเพิ่มขึ้นอีกอย่าง คือ การรองรับกลุ่มคน องค์กร ตลอดจนชุมชนอื่นๆ ที่เข้ามาศึกษาดูงาน
การทำหน้าที่เจ้าบ้านมานาน มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้คนมากมาย ทำให้ชาวบ้านแลงเป็นวิทยากรที่คล่องแคล่วชนิดมืออาชีพยังยอมยกนิ้วให้
ผ่านมาถึงวันนี้ กิจกรรมต่างๆ ที่เคยทำเริ่มค่อยๆ ฉากหลบไป ไม่ใช่เพราะชาวบ้านอ่อนล้า หากแต่ว่าผืนป่าที่พวกเขาเฝ้าดูแลรักษามาตั้งแต่แรกนั้น ได้กลายเป็นป่าที่สมบูรณ์ มีระบบนิเวศ และความสมดุลตามธรรมชาติ แต่ถึงกระนั้นชาวบ้านแลงก็หาได้วางใจปล่อยให้เป็นหน้าที่ของธรรมชาติไม่ เพราะพวกเขาตระหนักอยู่เสมอว่า ป่าผืนนี้ เป็นไข่แดงที่ถูกจับจ้องรอวันจะเจาะให้แตกสลายกลายเป็นเขตอุตสาหกรรม
เมื่อใดที่พละกำลังและความตั้งใจของชาวบ้านอ่อนตัวลง เมื่อนั้นอิทธิพลจากเมืองอุตสาหกรรมจะเข้าครอบงำป่าผืนนี้ทันที
และนี่ก็คงเป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้ชาวบ้านแลงไม่เคยละสายตาจากการดูแลรักษาป่าผืนนี้ เพราะถึงอย่างไร ป่าผืนนี้..ก็ยังคงทำหน้าที่เป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชีวิตชาวบ้านแลงตราบนานเท่านาน