อลังการพุทธศิลป์ พระพุทธปุษยคีรีศรีสุวรรณภูมิ
อลังการพุทธศิลป์ พระพุทธปุษยคีรีศรีสุวรรณภูมิ
พาชมความงดงามของ พระพุทธปุษยคีรีศรีสุวรรณภูมิ หรือ หลวงพ่ออู่ทอง พระพุทธรูปแกะสลักหน้าผา ณ พุทธมณฑลประจำจังหวัดสุพรรณบุรี ต.อู่ทอง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี และย้อนรอยไปพร้อมกัน กับหลักฐานโบราณคดีต่าง ๆ ที่แสดงให้เห็นถึงจุดเริ่มต้นของการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้
ความสำคัญในฐานะพระพุทธรูปแกะสลักภูเขา
“อู่ทอง” เมืองโบราณที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานนับพันปี และมีความสำคัญในฐานะอดีตเมืองหลวงของอาณาจักรทวารวดี ทั้งยังเป็นศูนย์กลางของดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของวัฒนธรรม ประเพณี และศิลปะอันล้ำค่ามากมายที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ย้อนรอยเส้นทางการเผยแพร่พระพุทธศาสนา ณ พุทธมณฑลประจำจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของ "พระพุทธปุษยคีรีศรีสุวรรณภูมิ" พระพุทธรูปแกะสลักหน้าผาขนาดใหญ่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวสุพรรณบุรี ที่มีผู้คนจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลเข้ามาเคารพสักการะอย่างไม่ขาดสาย
พระพุทธรูปแกะสลักภูผาใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
พระพุทธรูปแกะสลักภูผาใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
พระพุทธปุษยคีรีศรีสุวรรณภูมิ หรือที่รู้จักกันในนาม หลวงพ่ออู่ทอง เป็นพระพุทธรูปแกะสลักหินธรรมชาติในลักษณะปางโปรดพุทธมารดา ตัวองค์พระเป็นอิริยาบถประทับนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายวางหงายบนพระเพลา (ตัก) หรือบนพระชานุ (เข่า) ส่วนพระหัตถ์ขวายกขึ้นเสมอพระอุระ (อก) และจีบหรืองอนิ้วพระหัตถ์อย่างงดงาม มีขนาดความสูงถึง 35 เมตร และฐานกว้าง 25 เมตร องค์พระพุทธรูปถูกแกะสลักอย่างยิ่งใหญ่บนผามังกรบิน หน้าผาสูงใหญ่เสียดฟ้า ซึ่งเกิดขึ้นจากดำริของ พระเทพสุวรรณโมลี (สอิ้ง สิรินนฺโท ป.ธ.8) ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี และเจ้าอาวาสวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร หลังจากมีหลักฐานจากกรมศิลปากรระบุว่า ในอดีตพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นจุดเริ่มต้นของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิ
ในอดีต พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นเขตสัมปทานระเบิดภูเขาทำโรงโม่หินมาก่อน แต่หลังจากหมดสัญญาลงก็ถูกปล่อยให้รกร้าง ทางองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. จึงได้เข้ามาพลิกฟื้นและปรับทัศนียภาพด้านหน้าองค์พระให้สวยงามน่ามอง
ในปัจจุบัน เมื่อเดินทางเข้ามาภายในพุทธมณฑลแห่งนี้ ทุกคนจะได้สัมผัสกับความร่มรื่นของแอ่งน้ำขนาดใหญ่ ภาพน้ำตกที่สายน้ำไหลเย็นฉ่ำ และความเขียวขจีของภูเขาที่โอบล้อมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่อันอุดมสมบูรณ์
จุดเริ่มต้นการเผยแพร่ศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิ
นอกจากความยิ่งใหญ่และงดงามขององค์พระพุทธรูปแล้ว พื้นที่พุทธมณฑลประจำจังหวัดสุพรรณบุรีแห่งนี้ ยังมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานนับพันปี โดยมีการสันนิษฐานเชื่อมโยงไปถึงช่วง 300 ปีหลังการเสด็จดับขันธปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในยุคนั้น พระโมคคัลลีบุตร ติสสะเถระ ได้เป็นประธานในการทำสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ 3 ภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ของ พระเจ้าอโศกมหาราชแห่งอินเดีย และได้มีการส่ง พระโสณะเถระ และพระอุตตรเถระ เดินทางมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิ การเดินทางมาในครั้งนั้นได้มีการสลักจารึกภาษาสันสกฤตโบราณบนแผ่นศิลาไว้ว่า “ปุษยคิริ หรือปุษยคีร” ซึ่งแปลว่า ภูเขาดอกไม้ เนื่องจากบนภูเขาแห่งนี้เต็มไปด้วยดอกไม้ป่าที่สวยงามอย่างน่าอัศจรรย์ เช่น ดอกสุพรรณิกา (สมอฝ้าย) และดอกงิ้วป่าสามสี ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือ ชื่อ “ปุษยคิริ” นี้ ยังไปพ้องกับชื่อของภูเขาปุษยคีรีสังฆาราม ในเมืองสาญจี รัฐโอริสสา ประเทศอินเดีย อีกด้วย จึงกลายเป็นที่มาของชื่อพระพุทธปุษยคีรีศรีสุวรรณภูมิในปัจจุบัน
อุโมงค์หิน สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
นอกจากองค์พระพุทธรูปที่ตั้งตระหง่านสะดุดตาแล้ว เมื่อเดินอ้อมมาทางด้านหลัง จะพบกับอุโมงค์ขนาดใหญ่ที่มีความกว้างถึง 20 เมตร และลึก 50 เมตร ซึ่งทันที ที่ย่างเท้าก้าวเข้ามาภายในอุโมงค์ ทุกคนจะได้สัมผัสกับสายลมเย็นสบายที่พัดผ่าน ชวนให้รู้สึกถึงความร่มเย็นเป็นสุขของสถานที่แห่งนี้ได้อย่างแท้จริง