อีเธอร์เน็ต (Ethernet)
อีเธอร์เน็ต (Ethernet) คือเทคโนโลยีเครือข่าย LAN ที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบันเพราะเป็นการส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูง มีอุปกรณ์สนับสนุนเพื่อใช้งานมากที่สุดในท้องตลาด ตั้งอยู่บนพื้นฐานโทโปโลยีแบบบัส (Bus) โดยใช้สาย Coaxial ทั้งแบบหนา (Thick Ethernet Cable : RG-8) และแบบบาง (Thin Ethernet Cable : RG-58 A/U) ซึ่งต่อมาก็ได้มีการพัฒนาด้วยการนำมาใช้กับโทโปโลยีแบบดาว (Star) โดยมี ฮับ เป็นอุปกรณ์รวมของสัญญาณเพื่อกระจายสัญญาณไปยังเครือข่าย ) โดยสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงคือ การเพิ่มความเร็วในการรับส่งข้อมูลหรือ Bandwidth (แบนด์วิธ)
อีเธอร์เน็ต (Ethernet) เป็นระบบ LAN ที่พัฒนาขึ้นโดย 3 บริษัทใหญ่ คือ บริษัท Xerox Corporation, Digital Equipment Corporation (DEC) และ Intel ในปี ค.ศ. 1976 เริ่มจากศูนย์วิจัย PARC (Palo Alto Research Center) ของ XEROX โดยถูกจัดเป็นมาตรฐานของIEEE ในกลุ่มที่มีรหัส IEEE 802.3 และใช้กันอย่างแพร่หลายจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
อีเธอร์เน็ตในระยะแรกใช้สาย Coaxial เป็นหลัก ต่อมาได้พัฒนาไปใช้สายแบบ UTP มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในช่วงแรกสามารถที่จะส่งผ่านข้อมูลด้วยความเร็ว 10 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า Fast Ethernet และ Gigabit Ethernet ที่ทำความเร็วได้ถึง 100 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) หรือ 1 Gbps และ 1000 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) หรือ 10 GbE ตามลำดับ
ในปัจจุบันลักษณะสำคัญแต่เดิมของ Ethernet คือข้อมูลทุกอย่างจะส่งผ่านตัวกลางหรือ Ether ที่เชื่อมระหว่างทุกๆ node ซึ่งในที่นี้ก็คือสาย Coaxial นั่นเอง ดังนั้น Ethernet ในยุคแรกจึงใช้การต่อสายแบบ Bus ที่วิ่งผ่านทุกเครื่อง และต่อมาค่อยๆ เปลี่ยนไปสู่การต่อแบบ Star ที่รวมสายเข้าศูนย์กลางเมื่อมีการใช้สาย UTP ที่ต่อผ่านอุปกรณ์ HUB เกิดขึ้น
มาตรฐานที่สำคัญของ Ethernet
10Base-5 ใช้สายแบบ Thick Coaxial ขนาดใหญ่โยงถึงกัน โดยแต่ละจุดจะต้องมีอุปกรณ์ Transceiver เป็นตัวเชื่อม และจาก transceiver นี้ออกไปยังการ์ด LAN จะใช้สายสั้นๆ ที่เรียกว่า AUI Cable อีกทีหนึ่ง
10Base-2 ใช้สายแบบ Thin Coaxial ขนาดเล็กโยงถึงกัน ด้วยการต่อเข้ากับการ์ด LAN โดยไม่ต้องมีอุปกรณ์ Transceiver แต่ต้องมีหัวต่อสามทางที่เรียกว่า T-Connector สำหรับแยกสายเข้าแต่ละเครื่อง และต้องมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า Terminator ปิดท้ายที่ปลายสายทั้งสองด้านเพื่อป้องกันการสะท้อนกลับของสัญญาณที่อาจรบกวนการทำงานได้
10Base-T ใช้สาย UTP (Unshielded Twisted-Pair) แบบที่เรียกว่าสาย Category 5 หรือ CAT 5 ต่อจากทุกเครื่องเข้าหาอุปกรณ์รวมสายหรือ Hub จากนั้นจึงต่อระหว่าง Hub หลายๆ ตัวเข้าด้วยกัน (ถ้ามี) ด้วยสาย UTP ก็ได้ หรือบางแบบที่เก่าหน่อยก็อาจมีช่องให้ต่อเข้ากับสายแบบ Thick หรือ Thin เพื่อเชื่อมโยงระหว่างแต่ละ Hub อีกทีหนึ่ง
100Base-T เป็นระบบที่พัฒนาต่อจาก Ethernet โดยใช้สายที่ดีขึ้นกว่า 10Base-T เดิม คือควรจะใช้เป็นสาย UTP แบบ Category 5 (Data-Grade) หรือดีกว่า เช่น สาย CAT5+ หรือ CAT5e ส่วนการต่อจะต้องต่อกับ Hub เช่นเดียวกับ 10Base-T แต่ต้องเป็น Hub ที่ทำมาให้รองรับความเร็ว 100 Mbps ด้วยเท่านั้น สายที่ใช้กับระบบ 100Base-T นี้จะแยกรับส่งข้อมูลเป็น 4 คู่สาย ด้วยความเร็วคู่สายละ 25 Mbps รวมเป็น 25 x 4 = 100 Mbps
สายที่ใช้
Ethernet แบบดั้งเดิมนั้นมีความเร็วเพียง 10 Mbps และมีการต่อสาย 3 แบบ ต่อมามีสาย Fiber Optic เพิ่มขึ้นมา และสาย UTP ก็พัฒนาขึ้นไปจนทำความเร็วได้เป็น 1000 Mbps ซึ่งสายแต่ละแบบใช้รหัสดังนี้
5 ใช้สายแบบ Thick Coaxial ขนาดใหญ่โยงถึงกัน สายแบบนี้ลากไปได้ไกลไม่เกิน 500 เมตร จึงใช้เลข 5 กำกับ
2 ใช้สายแบบ Thin Coaxial ขนาดเล็กโยงถึงกัน สายแบบนี้ลากไปได้ไกลไม่เกิน 200 เมตร จึงใช้เลข 2 กำกับ
T ใช้สาย UTP (Unshielded Twisted-Pair) แบบที่เรียกว่าสาย Category 5 หรือ CAT 5 ต่อจากทุกเครื่องเข้าหาอุปกรณ์รวมสายหรือ Hub สายแบบนี้ลากไปได้ไกลไม่เกิน 100 เมตรโดยประมาณ
F เป็นระบบใช้สาย Fiber-Optic ซึ่งสามารถลากไปได้ไกลหลายร้อยเมตรขึ้นไป