เป็นที่แน่นอนว่าการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่นั้น เป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วไปจับตามองเราจึงต้องมีหลักการใช้กำลังหรือ Use of Force ขึ้นมาเพื่อป้องกันการใช้กำลัง
เกินกว่าเหตุ องเจ้าหน้าที่ที่บังคับใช้กฎหมาย โดยจะแบ่งเป็น 4 ระดับ 6 หลักการ ดังนี้
หลักการใช้ Use of Force
หากผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหา ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่และไม่ขัดขืน เจ้าหน้าที่ควรพูดสุภาพเรียบร้อยแก่ผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหา
หากผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหา มีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวรุนแรง เจ้าหน้าที่ควรเพิ่มระดับของน้ำเสียงเพื่อให้ผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหาปฎิบัติตามคำสั่ง
หากผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหา ขัดขืนคำสั่งของเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ควรตักเตือนว่า"หากไม่ปฎิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่อาจต้องใช้กฎหมายเพื่อให้ปฎิบัติตาม หรือเรียกกำลังสนับสนุนเพิ่มเติม"
หากผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหา ขัดขืนคำสั่งของเจ้าหน้าที่และต่อสู้ เจ้าหน้าที่สามารถใช้ปืนช๊อตไฟฟ้า หรือไม้กระบอง ในการควบคุมผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหาได้ทันที
หากผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหา ถืออาวุธอยู่ในมือ หากเจ้าหน้าที่พบเห็นสามารถแสดงอาวุธปืนมาเล็งใส่ผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหา พร้อมกับออกคำสั่งให้ผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหาวางอาวุธของเขาลง
หากผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหา ถืออาวุธอยู่ในมือในสภาพที่พร้อมใช้งาน เจ้าหน้าที่สามารถทำการ ยิงเพื่อหยุดยั้งผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหาได้โดยทันที
ระดับของ Use of Force
การแสดงตัวหรือออกคำสั่งด้วยวาจา
การแสดงตัวของเจ้าหน้าที่คือการที่เดินออกไปให้เขาเห็นในชุดเครื่องแบบของเจ้าหน้าที่ USMSหรือการแนะนำตัวที่บ่งบอกทั้งตำแหน่งและชื่อ โดยการแสดงตัวและ
ออกคำสั่งด้วยวาจาเป็นระดับขั้นพื้นฐานที่เจ้าหน้าที่ทุกคนจะต้องใช้เป็นอันดับแรก หากเขาไม่ปฎิบัติตามคำสั่งของเราหรือมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวรุนแรงต่อตัวเจ้าหน้าที่ ควร
เพิ่มระดับน้ำเสียง ตามหลัก เจ้าหน้าที่ที่บังคำใช้กฎหมายมีอำนาจในการออกคำสั่งของบุคคลใดให้กระทำหรืองดเว้นการกระทำและคำพูดของเจ้าหน้าที่คือคำสั่งไม่ใช่คำขอ
การใช้กำลังขั้นพื้นฐาน
การใช้กำลังขั้นพื้นฐานคือการใช้กำลังกับบุคคลที่ไม่อันตรายต่อตัวของผู้ที่ถูกกระทำ เช่น ไม้กระบอง , หมัด หรือ ปืนช๊อตไฟฟ้า การใช้กำลังขั้นพื้นฐานจะใช้ต่อเมื่อ
บุคคลดังกล่าวล้มเหลวกับการปฎิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ โดยถึงแม้จะเป็นการใช้กำลังขึ้นพื้นฐานเจ้าหน้าที่ควรใช้อย่างเหมาะสม เช่น การป้องกันตัวเองหรือบุคคลอื่น
เพื่อเข้าจับกุม หรือ เพื่อป้องกันการหลบหนี เป็นต้น
การประทับมือไว้ที่ซองปืนหรือการแสดงอาวุธปืน
ขั้นตอนนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน โดยเจ้าหน้าที่จะเริ่มจากการข่มขู่พร้อมกับประทับมือไว้ที่ซองปืนและออกคำสั่ง แต่หากบุคคลดังกล่าวยังแสดงท่าทีที่อันตราย หรือมี
เหตุผลมากพอที่จะใช้อาวุธให้เจ้าหน้าที่ควักอาวุธปืนออกมาเพื่อข่มขู่บุคคลดังกล่าว เช่น Felony Stop, บุคคลนั้นล้มเหลวต่อคำสั่ง หรือมีอาวุธที่เป็นอันตรายและคุกคามต่อชีวิต
หากสถานการณ์ตรงนั้นอยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่แล้ว ให้เจ้าหน้าที่ลดปืนลง และเก็บอาวุธปืนกลับเข้าสู่ซองปืนโดยทันที
การใช้กำลังเพื่อหยุดยั้ง
การใช้กำลังเพื่อหยุดยั้งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก ซึ่งคุณควรจะพิจารณาและไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะใช้มัน เพราะหากเจ้าหน้าที่คนใดใช้กำลังเพื่อหยุดยั้งโดยไม่มี
เหตุผลอันควรเจ้าหน้าที่อาจถูกร้องเรียนโดยญาติหรือตัวของผู้ต้องหาเองหรือจากเจ้าหน้าที่ด้วยกันเอง โดยการใช้กำลังเพื่อหยุดยั้งจำเป็นต้องมีเหตุผลดังนี้
> เพื่อป้องกันอันตรายจากการเสียชีวิต หรือ การบาดเจ็บร้ายแรงต่อเจ้าหน้าที่ หรือ บุคคลอื่น เช่น บุคคลได้เล็งอาวุธปืนใส่ผู้อื่น, บุคคลได้เปิดฉากยิงปืนใส่ผู้อื่น เป็นต้น
> เพื่อจับกุมตัวบุคคลที่มีความผิดทางอาญา หรือ มีความเสี่ยงที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต
> เจ้าหน้าที่เห็นสมควรที่จำเป็นต้องใช้ แต่ทั้งนี้ คุณควรตรรหนักว่าหากใช้มันโดยไม่มีหลักเหตุผลมากพออาจนำพาซึ่งการถูกร้องเรียนจากญาติของผู้เสียหายหรือเจ้าหน้าที่ด้วยกันเอง
Trick : ในการค้นตัวผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัย จำเป็นที่จะต้องสวมกุญแจมือทุกครั้ง หากไม่สวมและเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น จะถือว่าความผิดนี้ตกอยู่กับคุณ เนื่องจากคุณขาดความรอบคอบในการปฎิบัติหน้าที่
อำนาจการออกคำสั่งของเจ้าหน้าที่
เจ้าหน้าที่สามารถเรียกรถที่กระทำผิดทุกกรณีให้จอดเข้าข้างทางได้
เจ้าหน้าที่สามารถออกคำสั่งใดๆ ให้ประชาชนกระทำการหรืองดเว้นกระทำการ หากมีเหตุจำเป็น หรือบุคคลนั้นมีความผิด หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีความผิด หรือมีของผิดกฎหมายไว้ในครอบครอง
หากประชาชนไม่ทำตามการออกคำสั่งดังกล่าวที่กล่าวมาข้างต้น ถือว่าเป็นการขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน
เจ้าหน้าที่ต้องแสดงตัว ออกกำสั่งไปยังผู้ต้องหาให้หันหลังให้เจ้าหน้าที่ และยกมือขึ้น
แจ้งข้อหาการกระทำความผิดแก่ผู้ต้องหา
แจ้งโทษให้แก่ผู้ต้องหาว่าจะโดนโทษอย่างไรบ้าง
นำตัวส่งสถานี
เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาและโทษแก่ผู้ต้องหาอีกรอบ และนำตัวไปลงบันทึกประวัติอาชญากรรมก่อนนำตัวส่งเข้าคุก
เจ้าหน้าที่ต้องแจ้งสิทธิ ผู้ต้องหา (ผู้ต้องหาสามารถใช้มือถือในการติดต่อหาญาติได้ในเวลา 5 นาที โดยจะต้องมีเจ้าหน้าที่อย่างน้อย 1 คน ในการได้ยินถึงบทสนทนา / สามาถร้องขอการประฐมพยาบาลเบื้องต้นจากเจ้าหน้าที่ได้ / สามารถร้องขอน้ำและอาหารจากเจ้าหน้าที่ได้)
เจ้าหน้าที่ สามารถค้นบุคคลใด หากมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลนั้นมีสิ่งของผิดกฎหมายไว้ในครอบครอง เพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรือซึ่งมาได้โดยการกระทำความผิด
หรือซึ่งมีไว้เป็นความผิด
เจ้าหน้าที่สามารถขอเรียก ตรวจบัตรประจำตัวประชาชน หรือใบขับขี่แก่บุคคลนั้นๆได้
หากมีของผิดกฎหมายในตัว ก็จะถูกดำเนินคดีตามความผิดนั้นๆ โดยต้องถูกนำตัวไปที่สถานีและดำเนินตามขั้นตอนการยึดของผิดกฎหมาย และจับกุม
หากไม่ให้ความร่วมมือจะ ผิดข้อหาไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ โดยถูกนำตัวไป ดำเดินคดีที่สถานีต่อไป
การรวบรวมพยานและหลักฐานเป็นสิ่งสำคัญในการสอบสวน
กล้องวงจรปิดกับกล้องหน้ารถจะเป็นพยานที่สำคัญ
ในการสอบปากคำควรใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ให้เขาเล่ามาให้หมดก่อน ไม่ต้องรีบสรุป
ในการสอบสวนทั้งผู้เสียหาย และผู้กล่าวหา จะต้องแยกกันสอบสวนทีละฝ่ายไม่สามารถสอบสวนรวมกันได้
ไม่ควรยึดกับหลักประเด็นคำถามที่ตรงเกินไป
ปิดกั้นบริเวณสถานที่เกิดเหตุ
การปิดกั้นบริเวณที่เกิดเหตุเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว และอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้รวดเร็ว รวมไปถึงการป้องกันชิ้นส่วนหลักฐานในที่เกิดเหตุเสียหาย สามารถแบ่งการปิดกั้นได้เป็น 3 ระดับได้แก่
บริเวณจุดที่เกิดเหตุ : เป็นจุดเกิดเหตุที่มีหลักฐานอยู่ไม่ว่าจะเป็น คราบเลือด กระสุนปืน ชิ้นส่วนของยานพาหนะ และอื่นๆ โดยจุดนี้จะมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเท่านั้นในการเก็บหลักฐานและไม่อนุญาตให้มีประชาชนเข้ามาใกล้หรือเจ้าหน้าที่ภายนอกเข้ามา โดยไม่ได้รับอนุญาต
บริเวณใกล้จุดเกิดเหตุ : บริเวณนี้จะมีรถของเจ้าหน้าที่และเจ้าหน้าที่ปฎิบัติหน้าที่อยู่ โดยจะมีเจ้าหน้าที่อยู่กันเป็นจำนวนมากเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาตเข้าไปใกล้เคียงกับจุดเกิดเหตุ จนไปถึงพื้นที่เกิดเหตุ
บริเวณระยะปลอดภัย : เป็นระยะที่สามารถให้ประชาชนหรือบุคคลภายนอกเข้ามาติดตามการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ได้ซึ่งเป็นระยะปลอดภัย โดยจะมีเจ้าหน้าที่อยู่เพื่อคอยป้องกันบุคคลภายนอกเข้ามา