นิพพานไม่สูญ
ไปนิพพาน
สถานที่ทิพย์พิเศษ
***เมื่อคลิกด้านล่างแล้ว จะเข้าสู่ google drive ให้เลือก account พอคลิปขึ้นมาแล้วกดปุ่ม 3 จุดด้านบนขวา แล้วกด Download
ดาวน์โหลดไฟล์สื่อสมเด็จองค์ปฐม เป็นคลิปวิดีโอศักดิ์สิทธิ์ เปิดดูที่ไหนพลังงานเปลี่ยนที่นั่น คลิก
***ติดปัญหาหรือ Download ไม่ได้แจ้ง FB: Metta Prince หรือ เพจ สื่อสมเด็จองค์ปฐม
เป้าหมายสูงสุดของศาสนาพุทธคือพระนิพพาน แต่พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่กลับไม่รู้จักพระนิพพาน
ถ้าวัฏสงสารคือทรงกลม ผู้ที่ไม่รู้จักศาสนาพุทธแต่พยายามดิ้นรนให้พ้นทุกข์ เปรียบเสมือน ผู้ที่หันหน้าเข้าหาทรงกลมนั้นแล้วพยายามถีบๆให้ตัวเองพ้นขอบผิวทรงกลมนั้นไปให้ได้ หลังจะพุ่งไปอย่างไร้ทิศทางตามความมั่วของทิศการถีบ ยิ่งขยันถีบเท่าไหร่ยิ่งเหนื่อยเปล่าติดในทรงกลมนั้นนานเท่านาน ผู้เป็นพุทธศาสนิกชนและปฏิบัติตามแนวทางของมรรค เสมือนมีเชือกห้อยจากพระนิพพานหย่อนลงมาโลกแล้วเห็นเกาะเชือกนั้นได้ พยายามเกาะเชือกไสตัวขึ้นไปหาปลายพระนิพพาน เกาะแน่นขยันไสตัวเท่าไหนขึ้นอยู่กับ ศีล สมาธิ ปัญญา ผู้นั้น หากน้อยก็ใช้เวลาปีนนาน หากจับเชือกไสตัวแรงไป ก็บาดมือปีนต่อลำบากไหลตกลงมา หากหยุดก็คอยมีกระแสทรงกลมดูดกลับไปหาโลก หากหลงจากศีล สมาธิ ปัญญา เชือกก็หลุดมือหล่น หลงนานก็ห่างจากเชือกหากลับปีนใหม่ได้ยาก หากหลงไปปีนเชือกปลอมผิดเส้นก็เป็นมิจฉาทิฐิ หากเจอผู้ที่ปีนเหนือกว่าอยู่ข้างบนช่วยดึงขึ้นไปก็เป็นวาสนา กล่าวทั้งหมดมานี้แม้ว่าหยาบจากความจริงแต่เข้าใจง่าย เวลาจะเดินทางไปที่ใดต้องรู้จักปลายทางที่นั้น ต้องรู้ตำแหน่งแน่ชัดจะไปได้ถูกและเร็ว พระนิพพานเป็นสถานที่ทิพย์พิเศษ เป็นที่อยู่ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทุกๆพระองค์หลังเสด็จดับขันธ์แล้ว มีบ้านเรือนสถาปัตยกรรมสิ่งของปรากฏขึ้นเองตามบุญที่ท่านนั้นๆได้เคยบำเพ็ญมา มีลักษณะเป็นแก้วผสมทองมีแสงระยิบระยับ ทุกอย่างที่นั่น“ไม่ใช่การเกิดแบบโลกๆ” เพราะ “จะไม่มีการดับ” เป็นทิพย์ในทิพย์ ที่เหนือทิพย์อีกทีนึง เรียกว่า“ทิพย์พิเศษ” บางท่านอ่านแล้วอาจจะรู้สึกเหมือน คนไม่เชื่อนรกสวรรค์มารับรู้ว่าจริงๆตายแล้วไม่สูญ แต่ยืนยันว่าที่พิมพ์มาเป็นความจริงที่เข้าใจถูก นิพพานัง ปรมัง สุญญัง แปลว่า ที่สูญคือกิเลสและขันธ์ห้าแต่เหลือจิตเราและสิ่งทิพย์พิเศษจากพลังงานบุญ
นิพพานัง ปรมัง สุขัง ถ้านิพพานสูญจะไม่มีคำว่าสุข เพราะไม่มีจิตคือตัวเราไปรับสัมผัส
ผู้ที่รู้จักพระนิพพานแล้วเปรียบเสมือนหันหน้าไปทางพระนิพพาน ไม่หลงปีนเชือกผิดเส้นอีก จะมีกำลังใจปีนเชือก มีแรงไสตัวขึ้นไปหาพระนิพพานที่ตนรู้จักแล้ว ปีนถึงจุด checkpoint คือเป็นพระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบันเมื่อไหร่ ก็จะไม่มีวันหลุดมือจากเชือกอีก หลายๆท่านเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ท่านต้องการให้พวกเราสำเร็จเป็นพระอรหันต์คือสูงสุดเท่านั้น ความจริงท่านต้องการให้พวกเราเป็นพระอริยเจ้า แม้ขั้นที่สูงน้อยที่สุดคือ พระโสดาบัน แต่เมื่อเข้าถึงได้แล้วจะตัดภพชาติจากต้องเกิดอีกอนันตชาติ เหลืออย่างมากไม่เกินเจ็ดชาติ จะเข้าพระนิพพานอย่างแน่นอนไม่เกินนี้ และในระหว่างชาติแห่งอริยเจ้านี้จะปิดอบายภูมิตลอดทาง ไปนรกไม่ได้อีกเลยจะเกิดแต่ในสุคติอย่างเดียว ถือว่ากำไรมาก เป็น safe zone ที่พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ท่านต้องการให้เราเป็น
อยากเป็นพระโสดาบัน ถ้าไม่อยากปีนเชือก แนะนำให้ขึ้นบันไดเลื่อน คือให้หมั่นนึกถึงพระพุทธเจ้าบนพระนิพพาน จะใช้รูปสื่อจากเพจนี้หรือที่อื่นที่ชอบใจก็ได้ที่เป็นปางพระนิพพาน ควบเป็นพุทธานุสติและอุปสมานุสติ(นิพพาน) นึกถึงตอนตื่นนอน และ นึกเบาๆก่อนหลับ ระหว่างวันมุ่งมั่นรักษาศีลห้า เพียงเท่านี้เป็นทางตรง
แถมส่งท้าย
เทพเจ้าที่ชาวฮินดูนับถือ เช่น พระศิวะ พระพิฆเนศ เป็นพระอริยเจ้า สามารถกราบไหว้ท่านได้แม้เราเป็นพุทธศาสนิกชน เพราะ 1.ท่านนับถือพระพุทธเจ้า 2.ท่านเป็นพระอริยเจ้าในพระพุทธศาสนาตามที่บอกข้างต้น อย่างองค์พระพิฆเนศท่านเป็นพระสกิทาคามีผล พระศิวะผู้เขียนรู้สึกส่วนตัวว่าท่านเป็นพระอนาคามีผล 3.เทพฮินดูหลายท่านช่วยดูแลพระพุทธศาสนาและช่วยคนดี
#สมเด็จองค์ปฐมปางพระนิพพาน #พระนิพพาน #หลวงพ่อฤาษีลิงดํา #วัดท่าซุง #นิพพานไม่สูญ
เบื้องหน้าของพวกเราตอนนี้ มีเพียง 2 สิ่ง ที่เที่ยงเป็นนิจจัง
1. ความตาย หรือ อนิจจัง
2. พระนิพพาน
เกิดอะไรขึ้นหลังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์สาวก ปรินิพพาน
ตำราว่าหายไปทั้งหมดเหมือนไฟดับสิ้นเชื้อเพลิง นิพพานก็เป็นแค่ชื่อเหตุการณ์ตอนดับขันธ์ หลังจากนั้นสูญหมดไม่มีอะไรเหลือ
เมื่อปรินิพพานแล้วก็ไม่มีมนุษย์ เทวดา พรหม หรือ ใครก็ตาม สามารถเห็นพระพุทธเจ้าได้อีก
จะบอกว่าถ้าเชื่อตามนี้ คือ เข้าใจไม่ถูก
ย้อนไปประมาณ infinity อสงไขย พวกเราทั้งหมดคือจิตที่ใสบริสุทธิ์ที่อยากรู้อยากเห็น
ลอยเข้ามาติดกับอยู่ในวัฏสงสาร ค่อยๆถูกขันธ์5เข้ามาเคลือบจนหมอง นานเข้าถลำลึกหน่อยก็ดำไปเลย
วนในวังวนนี้ในรูปของขันธ์5 ประเภทต่างๆ เป็นสัตว์นรก เปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน มนุษย์และต่างดาว กึ่งเทวดา เทวดา พรหม ครบหมด วน สลับ เกิดดับไปเรื่อยๆ
"เรา" เป็นผู้ท่องเที่ยวทุกข์ที่อยู่ในเคลือบขันธ์
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราขจัดขันธ์เคลือบนี้ออกไปจนหมดจนเหลือแต่ ตัวจิตของเราที่บริสุทธิ์เหมือนเดิม เราจะกลับไปที่มาเดิมก่อนเข้าวัฏสงสารไหม
ท่านที่ได้รับคำตอบนี้ท่านแรก เป็นท่านที่สลัดขันธ์5ออกได้หมดสำเร็จเป็นท่านแรก คือ สมเด็จองค์ปฐม
พอท่านบรรลุสำเร็จ มีสถานที่ใหม่แดนหนึ่งได้เกิดขึ้นมาเอง เพื่อรองรับสภาวะจิตของท่าน สถานที่นี้ชื่อว่า "นิพพาน"
ในเมื่อจิตกลับไปบริสุทธิ์เหมือนเดิมก่อนหน้า ทำไมถึงมีแดนใหม่ ทำไมถึงไม่กลับไปที่เดิมหรือกลับไปไม่ได้
คำตอบนั้นคือ "จิตไม่ได้แค่กลับไปเป็นเหมือนเดิม" แต่ "ดีกว่าเดิม" แม้เดิมจะบริสุทธิ์ แต่มีความอยากรู้อยากเห็นจนเข้ามาติดกับดัก
แต่พอติดกับจนเข็ดแล้วสิ่งที่ได้รับเพิ่มเติมมาคือ "ธรรม" หรือความฉลาด เป็นสิ่งที่ทำให้ไม่สามารถติดกับดักอะไรได้อีกเลย
จุดนี้เองคือความต่าง ดีกว่าเดิมตรงที่ กลับไปบริสุทธิ์และมีธรรมเพิ่ม
จากที่เล่าทั้งหมดมานี้ จะเห็นสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยแตกดับมาตลอด timeline นั่นคือ "เรา" นั่นเอง
ตัวเราที่แท้จริงไม่เคยเปลี่ยนแปลง ถูกขันธ์5เคลือบหนา บาง จะหมองดำ หรือ สว่าง ยังไงข้างในก็ใสเหมือนเดิม ไม่เคยแตกดับไม่เคยหายไป
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน สื่อบอกผู้เขียนว่า
“จิตตัวเราเที่ยง แต่ร่างกายและขันธ์5ไม่เที่ยง” และท่านได้บอกอีกว่า
“ธรรม ที่ จิตที่หลุดพ้นทรงอยู่ ก็เที่ยงเช่นกัน”
ทำไมถึงได้เชื่อว่าเมื่อพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์บรรลุมีธรรมเกิดขึ้นในจิตแล้ว จิตท่านๆดวงนี้จะแตกดับสลายหายไป
อุปมาดั่ง ปราชญ์เรียนรู้จนรู้แจ้งสรรพสิ่ง เห็นว่าทั้งหมดในโลกคือทุกข์ จึงฆ่าตัวตายซะทุกข์จะได้เข้ามาเกาะไม่ได้ ฟังดูแล้วตลกไหม ปราชญ์ผู้ฉลาดมีแต่จะปล่อยวางทิ้งทุกข์ในโลก พาตนไปอยู่ในที่ๆดี ไม่ใช่ทำลายตัวเองให้หายไปกลัวทุกข์อย่างคนขี้ขลาด
ฉันใดฉันนั้น ผู้บรรลุธรรมทุกท่านมีความองอาจ จิตไม่จำนนต่อความทุกข์ กิเลส และ ขันธ์5 ยืนลอยเหนือสรรพทุกข์ จิตท่านฉลาดเปลี่ยนจากที่คบขันธ์5 มาเป็นคบธรรม ในเมื่อจิตที่เที่ยงไปคบกับขันธ์5ที่ไม่เที่ยงทุกข์จึงได้เกิด พอได้มาคบกับธรรมที่เที่ยงเหมือนตัวเองจึง match เกิดสุข
ดังนี้ก็เข้าใจให้ถูกซะใหม่ว่า จิตพวกเราทุกท่านเที่ยงไม่มีวันสูญ พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกที่นิพพานแล้วก็เที่ยงไม่สูญ พระนิพพานเองที่เป็นสถานทิพย์พิเศษที่ท่านๆอยู่ก็เที่ยงไม่สูญ
พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคต มีตัณหาอันนำไปสู่ภพขาดแล้ว ดำรงอยู่. เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายย่อมเห็นตถาคต ชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่. เบื้องหน้าแต่กายแตกสิ้นชีพแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จักไม่เห็นตถาคต."
(พระไตรปิฎก เล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค พรหมชาลสูตร)
ท่านหมายความว่า ไม่เห็นร่างกายเนื้อของท่านอีกแล้ว ไม่ใช่ไม่เห็นท่านอีกเลย
วักกลิสูตร: "ดูกรวักกลิ ผู้ใดแลเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเห็นธรรม."
มหาปรินิพพานสูตร: "ธรรมและวินัยที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอ ในเมื่อเราล่วงไปแล้ว"
ถ้าเห็นธรรมก็จะสามารถเห็นพระองค์ท่านได้ แม้หลังท่านปรินิพพานแล้ว
ในยุคพุทธกาลต้องยอมรับว่าบุคคลสมัยนั้นมี สัญญา(ความจำ) , ปัญญา(ความฉลาด) และบารมี(กำลังใจ) สูงกว่าคนยุคปัจจุบันมากๆๆ
ที่เราเห็นท่านๆบรรลุง่ายๆเพราะ สามสิ่งดังกล่าวเตะถีบกิเลสและขันธ์5 ออกไปอย่างแรง และปัจจัยที่สำคัญเหนือกว่า คือ พุทธานุสติแรงเพราะพระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์ชีพอยู่ ประกอบกันคือหันหน้าไปถูกทิศและเตะพุ่งตัวอย่างแรง รู้ตัวอีกทีถึงเส้นชัยเป็นพระอรหันต์แล้ว
ด้วยเหตุนี้สมัยนั้นการสอน เนื้อหาส่วนใหญ่จึงกล่าวถึงแต่ วิธีละขันธ์5 เพราะใจใกล้พระพุทธเจ้ามากๆอยู่แล้วเหลือแค่เตะถีบโลกให้ตัวเองหลุดพ้น
อาจจะมีกล่าวถึงสภาวะทิพย์พิเศษของพระนิพพานบ้างแล้วตกหล่น หรือ อาจไม่เคยกล่าวถึงเลย ก็เข้าใจได้เพราะภาษาโลกไปอธิบายถึงสถานที่เหนือโลก ย่อมทำให้เกิดความเข้าใจถูกได้ยากกว่าการใช้ภาษาโลกให้รู้โลก เพื่อถีบโลกออก จะไปบอกว่ามีสถานที่พิเศษที่นิจจัง สุขัง และ เป็นตัวเราที่แท้จริง อยู่เหนือโลกถัดขึ้นไปจากพรหมชั้น16หน่อยนึง คงไม่เหมาะกับบริบทสมัยนั้น
เนื้อหาเกี่ยวกับสภาวะพระนิพพานจึงหาอ่านได้น้อยในพระไตรปิฎก
สมัยนี้ พุทธศักราช 25xx กึ่งพุทธกาล เทียบกับสมัยนั้นพวกเรามีสามสิ่งดังกล่าว ด้อยกว่ามากๆๆ
ทำความเข้าใจธรรม เรียนรู้เพื่อเตะโลกออกก็พอทำได้อยู่ แต่กำลังในการตัด คนส่วนใหญ่มีไม่พอ ทั้งพุทธานุสติยังอ่อนมากอีก มีบางคนไม่เชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริง บางคนคิดว่าพระพุทธเจ้านิพพานแล้วก็สูญสลายหายหมด
ทั้งๆที่พุทธานุสติ เป็นใจที่ทำให้บรรลุ"ง่ายที่สุด" แต่กลับมีความเชื่อที่ตัดกำลังใจในการนึกถึงพระองค์ท่านไปซะอย่างนั้น
จะให้เห็นพระพุทธเจ้าผ่านพระธรรม ก็ต้องอาศัยสามสิ่งดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันก็มีน้อยมากอีก
เหมือนคนตาบอดที่ไม่มีเรี่ยวแรงจะเดินออกจากโลก ควรทำอย่างไรพระพุทธศาสนาถึงจะเจริญในใจคนอีกครั้ง
วิธีก็ง่ายๆ ถ้าอ่านที่ผ่านมาทั้งหมดก็จะรู้ว่าพระพุทธเจ้าท่านอยู่พระนิพพานไม่ได้หายสูญไปไหน ก็นึกถึงท่านในปางพระนิพพานในเวลาปัจจุบันนี้ซะเลย เป็นพุทธานุสติที่ตรงและเข้มที่สุด สมัยนี้คนไม่มีแรงสลัดเตะโลกทิ้งออกก็ไม่เป็นไร พระพุทธเจ้าท่านจะช่วยดึงพวกเราขึ้นไปเอง เรามีหน้าที่แค่ทำตัวนิ่งอยู่ในกรอบศีล5ไม่แหย่ แขนขา เกะกะออกไป ท่านจะได้ดึงเราขึ้นไปง่ายๆ สมเด็จองค์ปฐมท่านสื่อมาให้ดูรูปท่านพร้อมสวดพระคาถาเงินล้าน ตามอง ปากสวด ใจรู้คำที่สวด เป็นทางตรงเป็นพระโสดาบัน
ในรูปคือสมเด็จองค์ปฐมปางพระนิพพาน ท่านบอกผู้เขียน ให้รูปนี้เป็นตัวแทนท่าน