พระพุทธเจ้าสมเด็จองค์ปฐมทรงสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์แรกแห่งโลกธาตุ
ทรงค้นพบวิชาว่าด้วยการบำเพ็ญบารมีเพื่อความพ้นทุกข์สำเร็จเป็นพระองค์แรก
ทรงเป็นต้นแบบให้พระพุทธเจ้าทุกพระองค์บำเพ็ญบารมีเพื่อสงเคราะห์สรรพสัตว์
ทรงบัญญัติรวบรวมพระสูตรพร้อมทั้งทรงฝึกบุคคลเพื่อให้ถึงความหลุดพ้นจากวัฏสงสาร
ทั้งยังทรงฝึกบุคคลเพื่อสืบทอดพุทธวงศ์ดำรงไว้ซึ่งพระสัทธรรมอันเป็นประโยชน์ต่อสรรพสัตว์
รวมความ นอกจากกำเนิดความรู้ที่ทำให้พระองค์ท่านเองและสรรพสัตว์หลุดพ้นจากวัฏสงสารแล้ว พระองค์ยังทำหลักสูตรวิธีฝึกเป็นพระพุทธเจ้าเพื่อหยั่งรากฐานศาสนาพุทธให้มั่นคงสืบต่อไปจนสรรพสัตว์ในทุกยุคข้างหน้าเข้าสู่นิพพานทั้งหมด อีกด้วย
ระยะเวลาที่ทรงตั้งพระทัยมั่นค้นคว้าโดยไม่มีแบบอย่าง และ ไม่มีครูผู้ฝึกเป็นเวลาประมาณมิได้
แค่พระพุทธเจ้าที่บำเพ็ญบารมีแบบวิริยะธิกะซึ่งมีการบำเพ็ญบารมียาวนานมากคือรวมทั้งสิ้น ๘๐ อสงไขย ตั้งแต่ปรารถนาในใจ ๒๘ อสงไขย เปล่งวาจาต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้าทั้งหลายอีก ๓๖ อสงไขย รวมเป็น ๖๔ อสงไขย จึงจะได้เป็นนิตยะโพธิสัตว์ รับพุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก จึงบำเพ็ญบารมีต่ออีก ๑๖ อสงไขยกับเศษแสนมหากัป จึงจะถึงกาลมาตรัสรู้ได้
พระพุทธเจ้าสมเด็จองค์ปฐมทรงเป็นผู้ให้กำเนิดพุทธวงศ์ พระสัทธรรมทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ จุดประกายความสว่างในจักรวาลให้โลกได้เริ่มรู้จักการสั่งสมบุญบารมี ทรงใช้เวลาอันมิอาจจะประมาณได้จนพระองค์สามารถสรุปแนวทางอันแน่นอนแล้วก็ยังทรงเวียนว่ายในวัฏสงสารอยู่นานกว่า ๔๐ อสงไขย จึงทรงดูกาลที่จะทรงลงมาตรัสรู้บนโลกในพระชาติสุดท้าย
ขณะนั้นมนุษย์มีอายุขัยประมาณ ๘๐,๐๐๐ ปี ทรงออกมหาภิเนษกรมณ์เมื่อมีพระชนมายุได้ ๔๐,๐๐๐ ปี หลังจากทรงผนวชได้ ๒๐,๐๐๐ ปี จึงทรงบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์แรกของโลก จึงถือเป็นการอุบัติแห่งปฐมบรมครูพระผู้รู้แจ้งทุกสรรพสิ่งของโลกธาตุทุกสรรพวิชาในจักรวาลที่ไม่มีใครเทียบและเสมอเหมือนพระองค์ได้
ทรงโปรดเวไนยสัตว์และประกาศพระสัทธรรม สร้างรากฐานก่อตั้งพระพุทธศาสนาอยู่เป็นเวลาประมาณ ๒๐,๐๐๐ ปี จึงได้เสด็จดับขันธปรินิพพาน
พระพุทธเจ้าสมเด็จองค์ปฐมทรงพระนามว่าสมเด็จพระพุทธสิกขี แต่พระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ต่อมาก็ทรงมีพระนามซ้ำกัน โดยเฉพาะพระนามนี้มีด้วยกันถึง ๕ พระองค์ จึงได้ถวายพระนามว่า
สมเด็จพระพุทธสิกขีทศพลญาณที่ ๑
คณาจารย์ครูบาอาจารย์ผู้รู้ ผู้สืบทอดเชื้อสายแห่งพุทธวงศ์ ผู้มีความรู้ในวิสัยแห่งพุทธะได้เล่าสืบต่อกันมา โดยเฉพาะท่านที่มีความกล้าหาญอดทนเป็นยิ่งที่นำเรื่องสมเด็จองค์ปฐมมาเผยแผ่ให้ชนทั้งหลายรู้ต้นกำเนิดแห่งพุทธวงศ์ คือพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) วัดท่าซุง
พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน(หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) ได้เคยปรารภถึงเมื่อครั้งได้พบสมเด็จองค์ปฐมเป็นครั้งแรกว่า
“ท่านสาธุชนทั้งหลาย... ตอนนี้ก็มาพูดกันถึงเรื่อง“สมเด็จองค์ปฐม”
สำหรับคำว่า “สมเด็จองค์ปฐม”
ก็คือพระพุทธเจ้าองค์แรก
องค์แรกหรือองค์ที่หนึ่ง เรียกว่า “องค์ปฐม”
เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๑ ตอนนั้นอาตมามาอยู่วัดท่าซุงแล้ว
ขณะที่ทำสมาธิบรรดาท่านพุทธบริษัท สิ่งที่คาดไม่ถึงก็ปรากฏขึ้น
นั่นคือเห็นเป็นพระพุทธเจ้าในปางนิพพาน ยืนสองแถวยาวเหยียดไปข้างหน้า แล้วก็พนมมือ
จึงมีความรู้สึกในใจว่า บางทีอาจจะเป็นอุปาทานของเรา เพราะว่าพระพุทธเจ้าไม่เคยก้มศีรษะให้ใคร
แม้แต่บ้านเรือนเล็กๆที่หลังคาต่ำๆที่พระพุทธเจ้าเข้าไป หลังคาก็สูงขึ้น
แต่เวลานี้เราเห็นพระพุทธเจ้ายืนพนมมือ “อุปาทาน” คือกิเลสคงกินใจมาก
เมื่อนึกเพียงเท่านี้ ก็เห็นภาพ หลวงพ่อปานปรากฏขึ้นข้างๆ ท่านบอกว่า “คุณ.. ไม่ใช่อุปาทาน ประเดี๋ยวพระพุทธเจ้าองค์ปฐมจะเสด็จมา”
อีกประมาณสัก ๕ นาที ปรากฏว่ามีพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งรูปร่างใหญ่โตมาก สูงมาก มาในรูปของปางนิพพาน
เดินมาระหว่างช่องกลางพระพุทธเจ้าทุกๆองค์ก้มศีรษะแสดงความเคารพเพราะพนมมืออยู่แล้ว
พอท่านเดินมาถึงอาตมาท่านก็พูดว่า
“ข้าจะนั่งที่ไหนหว่า... ในเมื่อไม่มีที่นั่งข้าก็เอาหัวแกเป็นแท่นก็แล้วกัน”
ก็เลยนั่งบนหัว แล้วท่านก็บอกว่า “นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ก่อนที่แกจะสอนกรรมฐานก็ดี จะพูดธรรมะก็ดี จะเทศน์ก็ดี บอกฉันก่อน
ฉันให้พูดตอนไหน จะให้เทศน์ตอนไหนให้ว่าตามนั้น”
ก็เป็นความจริงบรรดาท่านพุทธบริษัท
เวลาสอนกรรมฐานก็ดี เทศน์ก็ดี บางทีคิดว่าวันนี้จะพูดเรื่องอย่างนี้
แต่พอพูดเข้าจริงๆ เรื่องนั้นไม่ได้พูด
ไปพูดอีกจุดหนึ่ง อันนี้เป็นลีลาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์
การเทศน์ของพระพุทธเจ้า มุ่งเฉพาะบุคคลสำคัญคนใดคนหนึ่ง ไม่ได้หวังคนทั่วไป
คนจะนั่งสักหนึ่งพัน สองพัน ห้าพันก็ตาม ท่านจะดูจิตใจว่าบุคคลใด จะรับคําเทศนาของท่านได้ จะสามารถบรรลุมรรคผลได้ท่านจะจี้จุด เฉพาะคนนั้น เอาจุดเด่น
แต่ว่าคนที่มีความดีใกล้เคียงกัน ก็พลอยบรรลุมรรคผลไปตามๆกัน”
องค์หลวงพ่อเคยกล่าวว่า
“องค์ปฐมนี่ ลำบากมาก ถามท่านว่าบำเพ็ญบารมีมาเท่าไหร่
บอก“เขาบำเพ็ญบารมี ๑๖ อสงไขย ฉัน ๔๐ อสงไขยกว่า เพราะไม่มีตัวอย่าง”
ก็ถามท่านว่าทำไมจึงคิดว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า
ท่านบอก “ไม่รู้ มันมีชาติหนึ่งคิดว่า
คนเกิดมาแล้วมันมีทุกข์
ทําไงจึงหมดทุกข์
ทําไปมันก็ทําผิดบ้าง ถูกบ้างใช่ไหม... ใหม่ๆ
ต่อไปก็เข้าเขตถูก” ”