"ฟันหลอ" ทำได้แค่ "ขำ" หรือ?
เคยทดๆ ร่างๆ ประเด็นนี้มาตั้งแต่ยังอยู่ไต้หวัน วันนี้เห็นข่าวเลยได้โอกาสเขียนเล่นพอดี
.
ผมเห็นข่าวหนึ่งขอไม่กล่าวถึงรายละเอียดมาก ที่ทำให้เห็นภาพของร่างกายของคนๆ หนึ่ง กลายเป็นคอนเทนต์สร้างเสียงหัวเราะและความเอ็นดูบนโลกออนไลน์ จากนั้นพวกเราก็เลื่อนผ่านภาพนี้ไปง่ายๆ แต่ภายใต้รอยยิ้มของบุคคลนั้น มันมีบางอย่างที่ชวนให้ผมนึกถึงชีวิตของคนทำงาน คิดถึงร่างกายของคนธรรมดา และคำถามต่ออะไรๆ ที่มันน่าใหญ่กว่าเนื้อหาที่ข่าวนั้นจะพยายามจะชักจูงไป
.
ยอมรับว่าจังหวะแรกผมก็อดยิ้มไม่ได้ เพราะสิ่งที่ชวนผมสะดุดตาทันทีคือ ภาพที่บุคคลธรรมดาคนหนึ่งที่ฟันบนแถวหน้าหายไปราวๆ 6-8 ซี่ แต่นั่นก็ทำให้ผมคิดถึงประเด็นที่เคยฉุกคิดระหว่างอยู่ไต้หวัน (2019-2025) แน่นอนว่าเราไม่สามารถสรุปจากภาพเดียวนั้นได้ว่า การที่เขามีปัญหาเกี่ยวกับฟันเช่นนี้ เป็นเพราะความยากจน การไม่ดูแลตัวเอง หรือการเข้าไม่ถึงการรักษา เราไม่มีทางที่จะรู้ถึงสภาพชีวิตจริงของเขาได้เลย เพราะการสูญเสียฟันอาจเกี่ยวมีปัญหาเกี่ยวกับฟันผุ โรคเหงือก อุบัติเหตุ โรคประจำตัว ยาที่ใช้ ความกลัวหมอฟัน การมีเวลาที่ไม่เพียงพอ หรือเงื่อนไขอะไรอีกนานับปการ กรณีคล้ายกันนี้ก็เพิ่งเกิดขึ้นกับนักการเมืองรุ่นใหม่ในสังคมไทยบ้านเราไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนเช่นกัน แต่ถึงจะยังตอบไม่ได้ว่าบุคคลที่ผมเห็นในข่าวนั้นเขามีปัญหาอะไร ภาพนี้ก็ยังชวนให้ผมตั้งคำถามได้อยู่ดีว่า แล้วเพราะเหตุใดฟันที่ควรเป็นเรื่องของสุขภาพพื้นฐาน จึงกลายเป็นคอนเทนต์เรียกเสียงหัวเราะในพื้นที่สาธารณะแล้วก็ทำให้ผู้คนเลื่อนผ่านไปได้ง่ายๆ เช่นนี้
.
ในทางสังคมวิทยา ร่างกายไม่เคยเป็นเพียงแค่ร่างกาย แต่ร่างกายเป็นหลักฐานอย่างชัดเจนที่รวบรวมร่องที่สังคมทิ้งเอาไว้ให้เสมอ ฟันที่หายไปหาใช่เพียงแค่ความสวยงาม ฟันยังเกี่ยวข้องกับการเคี้ยวอาหาร การพูด การยิ้ม การเข้าสังคม ความมั่นใจในตนเอง ฯลฯ องค์การอนามัยโลกกล่าวว่าโรคในช่องปากเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยที่สุดโรคหนึ่ง ซึ่งกระชบชีวิตของประชากรราว 3.5 พันล้านคน และโรคเกี่ยวกับฟันส่วนใหญ่สามารถป้องกันหรือรักษาได้ตั้งแต่แรก หากพวกเขาได้เข้าถึงการบริการอย่างเหมาะสม
.
ฟัน จึงเป็นประเด็นทางสังคม ที่ไม่ใช่เป็นแค่ประเด็นทางทันตกรรม เพราะการมีฟันที่ใช้งาน ไม่ได้แปลว่าเรามีวินัยส่วนตัวที่ดีกว่าใครเสมอไป มันอาจสะท้อนได้เพียงว่าเรามีเวลา มีเงิน มีบริการใกล้บ้าน มีความรู้หรือมีระบบที่ช่วยพยุงชีวิตให้มากพอกว่าคนอีกจำนวนหนึ่งของโลกหรือไม่ ยังมีข้อมูลอีกจำนวนหนึ่งที่ชี้ไปในทางเดียวกันว่า รายได้ที่ต่ำและสถานะทางเศรษฐกิจสังคมที่เสียเปรียบ มีความสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพช่องปากและการสูญเสียฟันอย่างมีนัยสำคัญ มันเป็นเพียงแค่คนที่มีรายได้ต่ำ พวกเขาไม่รับผิดชอบตนเองเท่านั้นหรือ หรือเป็นเพราะปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ อย่างเรื่องอาหาร การเข้าถึงบริการ ภาระชีวิต และโอกาสในการป้องกันโรคไม่เท่ากัน
.
ในกรณีของไทย อาจพูดได้ไม่เต็มปากว่ารัฐไม่เห็นความสำคัญของเรื่องนี้เลย เพราะสิทธิบัตรทองเองก็ครอบคลุมบริการทันตกรรมพื้นฐาน เช่น อุดฟัน ถอนฟัน และขูดหินปูนอยู่แล้ว (และดูจะเป็นประเด็นกับสิทธิประกันสังคมเสียอีกด้วย) และช่วงหลังเอง ก็ยังมีการขยายการเข้าถึงผ่านคลินิกเอกชนที่เข้าร่วมระบบมากขึ้น แต่คำถามคือ การมีสิทธิ์บนกระดาษ เท่ากับการเข้าถึงจริงหรือไม่ คนทำงานที่มีค่าแรงไม่สูง คนที่หยุดงานยาก คนที่มีเวลาไม่เพียงพอหรือคนที่กลัวว่าอาจจะมีค่าใช้จ่ายแฝง พวกเขาได้ใช้สิทธิ์เหล่านี้ได้จริงเพียงใด
.
ต่อมาผมคิดถึงเรื่อง เราอยู่ในสังคมที่มักทำให้ปัญหาเชิงโครงสร้างกลายเป็นปัญหาส่วนบุคคลอย่างแนบเนียน เวลาเห็นใครที่สุขภาพไม่ดี เรามักถามก่อนว่าเขาดูแลตัวเองดีพอหรือเปล่า เราลืมนึกหรือลืมถามด้วยไหมว่า พวกเขามีเงื่อนไขในการดูแลตัวเองมากน้อยเพียงใด เวลาเห็นฟันใครไม่สวย เรามักคิดถึงบุคลิกภาพก่อนคิดถึงสุขภาพ และเวลาเห็นร่างกายของแรงงานที่มีหลักฐานของความสึกหรอ เรากลับคุ้นชินกับมันในฐานะเรื่อง "ปกติ" หรือบางครั้งก็กลายเป็นเรื่อง "น่าเอ็นดู"
.
ผมไม่ได้มีปัญหากับวัฒนธรรมการหัวเราะบนโลกออนไลน์นะ เราไม่ได้หัวเราะเพราะใจร้ายเสมอไป บางครั้งเราก็หัวเราะเพราะสถานการณ์มันดูน่ารักจริงๆ แต่ก็นั่นแหละ เสียงหัวเราะแบบนี้อาจทำให้เรามองไม่เห็นว่า รอยยิ้มหนึ่งรอยยิ้มมีต้นทุนแฝงอยู่ ร่างกายของคนทำงานจำนวนมากอาจกำลังแบกรับสิ่งที่เกิดกว่าหน้าที่การงาน ความเหนื่อยล้า ความเครียด การกินอาหารที่ไม่เป็นเวลา การผัดการรักษาออกไป หรือการยอมให้สุขภาพของตัวเองกลายไปอยู่ในลำดับความสำคัญท้ายๆ ของชีวิต
.
จากประสบการณ์การใช้ชีวิตในไต้หวัน ผมพบว่าเมื่อรัฐวางระบบการดูแลสุขภาพช่องปากเป็นเรื่องปกติ เข้าถึงง่าย และต้นทุนไม่สูงเกินไป ผู้คนมีแนวโน้มที่จะรักษาหรือป้องกันได้แต่เนิ่นๆ ระบบประกันสุขภาพของไต้หวันเอง ก็ครอบคลุมทันตกรรมพื้นฐาน และค่าใช้จ่ายร่วมที่ผมจ่าย (กับคลินิกเอกชน) อยู่ที่ 150 - 200 ดอลลาร์ไต้หวัน (อาจต่ำถึง 50 ดอลลาร์ไต้หวัน ในสถานพยาบาลบางประเภท) แต่เดี๋ยวก่อน ผมไม่ได้บอกว่าไต้หวันสมบูรณ์แบบกว่า หรือไทยแย่กว่า แค่จะบอกว่าการออกแบบระบบให้มีผลต่อการทำให้ "การดูแลฟัน" ให้เป็นความปกติในชีวิตของคนมันมีผลอย่างไร
.
ดังนั้น สิ่งที่ผมเห็นจากข่าวจึงไม่ได้เป็นเพียงแต่ภาพของบุคคลธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังยิ้มจนเห็นฟันหลอที่น่ารักชวนขำ แต่มีคำถามเล็กๆ แฝงอยู่ด้วยว่า เราจะทำให้การมีสุขภาพช่องปากที่ดีเป็นเรื่องของความฟุ่มเฟือย ความสวยงาม เป็นเรื่องที่มีเงินเหลือแล้วค่อยว่ากัน หรือทำให้การมีสุขภาพช่องปากที่ดีเป็นเรื่องพื้นฐานของพวกเราทุกคน
.
สิ่งที่ตั้งคำถามจึงไม่ได้พุ่งไปที่บุคคลในข่าวท่านนั้น แต่คือเงื่อนไขของสังคมที่ทำให้ร่างกายของเขากลายเป็นเรื่องตลกขบขัน ถ้าฉุกคิดเพิ่มเติมขึ้นมาสักนิด เราอาจจะเริ่มเห็นว่า ฟันที่หายไปหนึ่งหรือหลายซี่ มันไม่ได้หายไปจากคนๆ หนึ่ง แต่มันอาจเป็นหลักฐานของการหายไปพร้อมๆ กับโอกาส ความมั่นใจ สุขภาพ และศักดิ์ศรีบางส่วนของชีวิตด้วย
.
และหากเป็นเช่นนั้น คำถามสำคัญอาจจะไม่ได้อยู่ที่ว่า "ทำไมเขาถึงไม่ดูแลตัวเองนะ" แต่อาจจะอยู่ที่ว่า "ทำไมบ้านเราถึงยังไม่ทำให้การมีฟันที่ดีเป็นเรื่องพื้นฐานได้สักที"
.
2026.03.18
100Y.Bld
#ทำงานหลักไม่เสร็จแวะฟุ้งซ่านสักครู่
《陽光下的另一面:男人與陽傘的事》: เรื่องของผู้ชายกับร่มกันแดดในไต้หวัน
還記得剛開始在語言中心學中文的時候,曾經讀過一篇文章,甚至後來我還發現它曾經出現在華語文能力測驗(TOCFL)的考題裡。文章談到臺灣男性在大太陽下不敢撐傘,因為覺得那樣「不夠男人」。有些人甚至在網路上發文求助,說自己是人群中唯一撐傘的男人,這樣是不是很奇怪?
สมัยที่ยังเรียนภาษาจีนที่ศูนย์ภาษา เคยได้อ่านบทความหนึ่งและตอนหลังบทความนี้ไปปรากฏในข้อสอบวัดระดับภาษาจีน TOCFL ด้วย บทความนี้กล่าวถึงผู้ชายไต้หวันไม่กล้ากางร่มกันแดด เพราะให้ความรู้สึกว่า "ไม่แมน" บางคนถึงขนาดต้องตั้งกระทู้ถามชาวเน็ตว่าเขาเป็นคนเดียวที่กางร่มในท่ามกลางผู้คน มันดูแปลกประหลาดหรือไม่?
不過,如果是幫小孩撐傘,情況就完全不同了。這樣反而會讓他們看起來既溫暖又可愛。
ขณะเดียวกัน หากผู้ชายที่กางร่มคนนั้น เปลี่ยนเป็นว่าเขาเดินกางร่มให้กับเด็กๆ เขาจะกลายเป็นผู้ชายอบอุ่นหรือดูมีความน่ารักออกมาแทนความไม่แมน
臺灣健保署署長曾親自觀察,發現大熱天走在街上,20 個男人中大概只有 1 個會撐傘。因此男性中暑的比例,比女性高出 3 倍(2020 年的新聞報導)。
ผอ.สนง.ประกันสุขภาพแห่งชาติ เคยกล่าวไว้ในข่าวเมื่อปี 2020 จากการลงพื้นที่สำรวจข้อมูลด้วยตัวเอง เขาพบว่า บนท้องถนนในวันที่แดดจัดๆ หากมีผู้ชาย 20 คนเดินผ่านไป จะมีเพียงคนเดียวที่กางร่มกันแดด ซึ่งก็ไม่แปลกที่จะพบผู้ป่วยจากการเป็นลมแดด เป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิงสูงถึง 3 เท่า
最近我自己也嘗試觀察,鎖定同一個地點,但沒有特別控制時間,純粹利用便利取樣。結果發現,平均而言,好像現在撐傘的男性變多了。如果套用當年署長的比例來估算(嚴格來說不該這樣套用啦,不過方便起見,就姑且算一算吧XD),大概可以達到 20 個人裡有 5 個。
หลังจากที่อาศัยการสังเกตด้วยตนเอง โดยล็อคตำแหน่งพื้นที่ที่สำรวจเอาไว้ แต่ไม่กำหนดเวลาสำรวจนะครับ เอาแค่พอสะดวกสังเกตเวลาเดินผ่านพอ (ฉะนั้นมีตัวแปรควบคุมเพียงตัวเดียวคือ สถานที) พบว่า หากใช้อัตราส่วนแบบ ผอ.สนง.ประกันสุขภาพว่ามา (ซึ่งคิดว่ามันไม่ควรเอามาใช้แบบนี้เท่าไร แต่เอาเป็นว่าสะดวกแบบนี้ครับ) ก็พบว่าปัจจุบันดูจะเห็นผู้ชายกล้ากางร่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อนครับ รู้สึกได้ว่าอย่างน้อย 20 คน ก็มีสูงขึ้นถึง 5 คนครับ
《我在路上觀察到系列》
ซีรีย์ "สิ่งที่ผมสังเกตได้ตามท้องถนน"
114.08.25
捷運亞東醫院站
โรงพยาบาลหย่าตง
木柵指南宮大雄寶殿中的泰國佛像:
พระพุทธรูปไทยบนจื่อหนานกง
เมื่อใดที่มีเวลาว่างและอารมณ์ อาจารย์หลิวและผมมักจะนัดกันไปเดินเขา บนเส้นทางซึ่งสร้างขึ้นสมัยที่ไต้หวันยังอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น ซึ่งอยู่บริเวณด้านหลังของมหาวิทยาลัยของพวกเรานั่นเอง เส้นทางนี้มีจุดหมายปลายทางที่ศาลเจ้าจื่อหนาน บนเมาคง หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวชาวไทยมักมานั่งกระเช้าลอยฟ้าขึ้นไปบนภูเขาลูกนี้เพื่อชมทัศนียภาพกรุงไทเปกัน
การมาศาลเจ้าเมื่อครั้งแรกนั้น อาจารย์หลิวได้ชวนผมมาเดินเขาเพื่อจะขึ้นไปดูพระพุทธรูปศิลปะไทยที่ประดิษฐานอยู่ที่วิหารใหญ่ที่กำลังบูรณะ แต่วันนั้นพวกเราหากันไม่พบ ครั้งนี้อาจารย์จึงได้ส่งอีเมลมาชวนอีกครั้ง เพราะว่า "พบแล้ว!" เมื่อพวกเราเดินเข้าไปในวิหารใหญ่ ก็จะต้องเจอกับรูปเคารพพระศรีอาริยเมตไตรที่ได้ตั้งบังพระพุทธรูปที่เราตามหาไว้อยู่ ต้องขยับตัวไปทางซ้ายหรือขวาสักนิด จึงจะเห็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยได้รับการประดิษฐานกลางแท่นบูชา เป็นพระพุทธรูปไทยเพียงองค์เดียวท่ามกลางรูปเคารพอื่น ๆ ซึ่งประกอบด้วยพระโพธิสัตว์กวนอิม พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ และพระสมันตภัทรโพธิสัตว์ เป็นต้น ซึ่งเป็นรูปเคารพที่คุ้นเคยกันดีในหมู่ชาวไต้หวัน
พระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์นี้ ทางศาลเจ้าจื่อหนานได้รับมอบจากจอมพลประภาส จารุเสถียร เมื่อปี พ.ศ. 2520 จอมพลประภาสเคยลี้ภัยการเมืองอยู่ในไทเปหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 พร้อมกับพันเอกณรงค์ กิตติขจร และครั้งหนึ่งเขาได้มาสักการะที่ศาลเจ้าแห่งนี้ และได้อธิษฐานว่าขอให้ได้กลับประเทศไทยโดยราบรื่น แล้วจะกลับมาถวายพระพุทธรูปไว้ที่ศาลเจ้าแห่งนี้
ข้อมูลจากทางศาลเจ้าระบุว่า องค์พระพุทธรูปมีความสูง 5 ฟุต 6 นิ้ว น้ำหนัก 1,000 กิโลกรัม ทำจากโลหะ 9 ชนิด คือ ทอง เงิน ทองแดง ทองเหลือง เหล็ก ซิลิคอน ดีบุก ทรายแร่จากใต้ทะเล และหินแร่ เป็นการออกแบบโดยช่างกรมศิลปากรของไทย ที่อ้างอิงรูปแบบศิลปะอินเดียในสมัยคุปตะ และได้รับการประกอบพิธีเบิกเนตรโดยพระมหากษัตริย์ของไทยเมื่อ 17 ธันวาคม 2520 โดยมีขบวนแห่ต้อนรับพระพุทธรูปจากประเทศไทยองค์นี้ ตั้งแต่ท่าเรือจีหลง โดยรถกว่าร้อยคันแห่ไปรอบเมือง ก่อนจะนำมาประดิษฐานที่ศาลเจ้าจื่อหนานกง มู่จ้า
อาจารย์ยังตั้งข้อสังเกตว่าไม่เคยไปที่ไหนแล้วเจอการประดิษฐานพระพุทธรูปแบบนี้ คือ นอกจากพระประธานหลักพระศรีศากยมุนีองค์นี้แล้ว ยังสามารถมองเห็นชั้น 2 ว่ามีพระประธาน 3 องค์ตามคติพุทธศาสนามหายานตั้งอยู่เหนือขึ้นไปอีก ซึ่งต่างคนต่างก็มีข้อสังเกตที่แตกต่างกันไป โดยส่วนตัวก็ได้แชร์ส่วนที่เอ๊ะไป โดยวิเคราะห์ความรู้สึกจากกรอบเรื่อง space ของคนไทย ที่อาจารย์นิธิเคยเขียนอธิบายไว้หนังสือ "ผ้าขาวม้า, ผ้าซิ่น, กางเกงใน และ ฯลฯ ว่าด้วยประเพณี, ความเปลี่ยนแปลง และเรื่องสรรพสาระ" ตอน "พื้นที่ในคติไทย"
113.08.15
指南宮大雄寶殿
上劉老師的戶外教學課
มาเรียนรู้นอกสถานที่กับอาจารย์หลิว
劉老師因為覺得我這個寒假都一直躲在房間寫論文。於是就約我出來在政大後門沿樓梯爬上指兩宮。老師雖然工作很忙,但他說平常如果沒有要去哪裡都會爬上這座山五到六次。
อาจารย์เห็นว่าช่วงปิดเทอมเอาแต่อุดอู้เขียนวิทยานิพนธ์อยู่ที่วัด เมื่อถึงเวลาอากาศดีฟ้าเปิด เลยลากออกมาเดินเขาข้างมหาวิทยาลัย เพื่อขึ้นไปยังศาลเจ้าจื่อหนาน ถึงแม้ว่าอาจารย์จะมีภารกิจงานสอน งานวิจัย การเขียนหนังสือหรือบทความ รวมถึงต้องเดินทางไปบรรยายทั้งภายในและต่างประเทศอยู่มากมาย แต่ในช่วงที่ไม่ต้องเดินทางไปไหนไกล ก็จะเดินขึ้นมาบนเขาลูกนี้เฉลี่ยสัปดาห์ละ 5 - 6 ครั้ง
我們爬上指南宮的目的是想參拜泰國巴博將軍捐贈的一尊泰式藝術佛像。這位將軍曾經來台灣政治避難,有一天來參拜指南宮祈願,如果他能順利回去泰國,願意回來捐贈一尊泰國的釋迦摩尼佛像。可惜,我們沒有找到這尊佛像,只在路邊發現一張海報中的照片。
จุดมุ่งหมายที่พวกเราจะไปยังศาลเจ้าจื่อหนานนั้น ก็เพื่อไปแวะชมพระพุทธรูป ที่ครั้งเมื่อจอมพลประภาส จารุเสถียร ได้มาลี้ภัยทางการเมืองที่ไทเป ได้เคยมาสักการะศาลเจ้าแห่งนี้ พร้อมกับขอพรว่าหากได้กลับเมืองไทย จะถวายพระพุทธรูปให้กับศาลเจ้าแห่งนี้ เสียดายที่พวกเราหาไม่เจอว่าท่านถูกประดิษฐานไว้ที่ไหน พบเจอแต่ภาพของท่านบนโปสเตอร์
我們爬上指南宮的參拜道,是台灣日治時期建立的。因此,我們在路邊看到了一些當時的遺跡,例如石燈籠上面刻一些跟現在不太一樣了用詞。我們還發現某個字好像有人刻意把一些字除掉,也許是出於某些政治動機。
เส้นทางการเดินเขานี้ ถูกสร้างขึ้นในช่วงนี้ไต้หวันเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น ฉะนั้นตลอดเส้นทาง เราจึงสามารถมองเห็นร่องรอยการจารึกอักษรจีนที่ยังคงใช้คำศัพท์ในสมัยนั้นเอาไว้ ซึ่งเป็นข้อมูลของผู้บริจาคเงินเพื่อสร้างทางเดินเขาเส้นนี้ แต่บางจุดก็พบร่องรอยการพยายามลบบางข้อความไป คาดว่าคงมีเหตุบางประการภายหลังการเข้ามาปกครองเกาะไต้หวันของรัฐบาลก๊กมินตั๋ง
在健行的過程中,我們看到任何東西都可以拿來討論。本來我有點擔心,怕會沒有什麼話跟老師講。但後來我們都是聊個不停反而啟動了我心裡面的很多想法,就拿出來和老師分享。老師還是一直強調他對我說過的話:「請一切待碩士完成後再作具體考慮。」
ระหว่างทางพวกเราเจออะไรก็สามารถหยิบมาเป็นประเด็นในการถกกันได้ตลอดเส้นทาง ตอนแรกยังแอบกังวลว่าจะหาอะไรมาคุยกับอาจารย์ดี แต่ก็นั่นล่ะ พอเจออะไรมากเข้า ไอเดียก็บรรเจิดแชร์กับอาจารย์ไปมากมาย แต่อาจารย์ก็ยังกลับมาย้ำในเรื่องที่ย้ำกับเรามาแต่ไหนแต่ไรคือ ไปตั้งใจเขียนวิทยานิพนธ์ให้เสร็จก่อน เรื่องอื่นเดี๋ยวค่อยว่ากัน
謝謝老師
ขอบคุณครับอาจารย์
113.02.13
在路上觀察到:สำรวจพบของแปลกบนถนน
วันหนึ่งระหว่างเดินทางจากมหาวิทยาลัยเพื่อกลับมาที่วัด ได้พบเข้ากับกลุ่มน้องหมี 6 ตัวที่ตั้งอยู่บนพื้นถนน มี 4 ตัวที่ยังอย่างปกติ แต่มีอยู่ 2 ตัวที่คาดว่าถูกเตะล้มลงไป สภาพของน้อง ๆ ตอนแรกคิดว่าเป็นตุ๊กตาหมีทั่วไป แต่พอลองสังเกตดี ๆ หมีเหล่านี้ไม่มีใบหน้าและดวงตา เลยคาดว่าเป็นขนมชนิดหนึ่งที่ชอบขายกันตอนเย็น ๆ นั่นคือ 雞蛋糕 (จีตั้นเกา) น่าจะแปลว่าขนมเค้กไข่ (ซึ่งกลิ่นมันหอมเย้ายวนทำร้ายจิตใจมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก)
ตั้งแต่เข้ามาเรียนที่ไต้หวันใหม่ ๆ ก็จะถูกย้ำนักย้ำหนา ว่าหากเจออะไรหล่นอยู่ตามถนน "อย่าไปเก็บ" โดยเฉพาะซองแดง พร้อมกับรับฟังเรื่อง "หมิงฮุน 冥婚" ว่าตามชนบทบนเกาะไต้หวัน ชาวบ้านจะมาหาคู่แต่งงานให้กับดวงวิญญาณหญิงโสด โดยการวางซองแดงซึ่งจะใส่สิ่งของเอาไว้ บ้างเป็นเงินสด บ้างเป็นสิ่งของของผู้ตายเอาไว้ หากมีชายใดหยิบขึ้นมาก็จะถูกเลือกให้ไปแต่งงานกับดวงวิญญาณหญิงนั้น
ตามความเชื่อพื้นบ้านของชาวจีนนั้น (จีนในที่นี้ไม่ได้หมายถึงรัฐชาติ) วิญญาณในศาสนาของชาวจีนนั้นแบ่งได้เป็น 3 ระดับคือ ผี 鬼->บรรพชน 祖先->เทพ 神 ดวงวิญญาณที่จะสามารถยกระดับตนเองให้ได้รับการบูชาในฐานะเป็นบรรพชนได้นั้น จำเป็นจะต้องมีคุณสมบัติความเป็นธรรมชาติและความเป็นปกติครบถ้วน 2 ประการคือ การเสียชีวิตโดยธรรมชาติและการมีลูกหลานสืบสกุลได้เป็นปกติ "自然而正常" (李豐楙,1994,p.188)
ดังนั้น หากมีใครที่ไม่สามารถทำภารกิจทั้ง 2 อย่างได้ครบถ้วนก่อนเสียชีวิต ก็จะไม่สามารถเข้าสู่ระบบการยกเป็นบรรพชนได้ ซึ่งคาดว่าทำให้ครอบครัวหมู่ญาติที่ยังต้องใช้ชีวิตต่อไป กังวลว่านี่จะส่งผลร้ายต่อดวงวิญญาณผู้เสียชีวิตและครอบครัวในอนาคต ความเชื่อนี้จึงก่อให้เกิดอย่างน้อย 2 นวัตกรรมในการจัดการความไม่สบายใจ คือ 1. ภาพแทนผู้เสียชีวิต 肖像畫(蘇碩斌,2018) ที่มีพัฒนาการอย่างน้อย 3 ระลอก และ 2. ประเพณีการแต่งงานหลังการตาย 冥婚
เทคนิคการวางซองแดงอันนี้สามารถพอจะเข้าใจได้ว่า คงจะต้องการอาศัยแรงดึงดูดของซองแดงเพื่อให้มีใครสักคนหยิบขึ้นมา แต่หากการวางขนมเค้กหมีเหล่านี้คือความเชื่อเดียวกันในการคัดเลือกใครไปแต่งงานกับดวงวิญญาณนั้นล่ะก็ น่าคิดเหมือนกันว่าพวกเขาใช้ไอเดียอะไรในการดึงดูดให้ใครหยิบขนมเค้กหมีเหล่านี้ขึ้นมา ความน่ารักของขนมเค้กหมี? ความแปลก? หรือความมีกลิ่นหอมของขนมเค้กไข่ของไต้หวันกันนะ (ดีนะที่ว่าในที่โล่ง เลยไม่ดึงดูดเราพอ ^^)
113.01.18
捷運亞東醫院站附近
ถนนแห่งหนึ่งใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินโรงพยาบาลหย่าตง แต่เลี้ยวได้
เอกสารอ้างอิงภาษาจีน
李豐楙 1994〈從成人之道到成神之道〉。《東方宗教研究》 4: 183-207。
蘇碩斌 2018〈從神格化到人格化:攝影術與台灣祖先肖像畫的變化〉。收錄於《媒介宗教:音樂、影像、物與新媒體》,林瑋嬪主編,頁151-196。臺北:國立臺灣大學出版中心。
บันทึกการเดินทางไปเชียงใหม่กับคณะอาจารย์ NCCU
與政大老師和同學去清邁的旅小筆記
#นั่งรถแดงครั้งแรก #第一次搭清邁紅車
วันแรกที่เดินทางไปถึงเชียงใหม่ (1/8) ภายหลังจากเสร็จภารกิจมื้อค่ำของคณะฯ
ก็ได้มีโอกาสนั่งรถแดงเพื่อกลับที่พักเป็นครั้งแรกในชีวิต
1月8號在清邁的第一天,老師和同學完成晚餐後,
我們都上紅車準備回去我們的住處
ขณะที่กำลังนั่งรถไปก็ได้มีโอกาสสนทนากับคุณลุงคนขับรถ (เนื่องจากต้องไปนั่งด้านหน้ารถ)
พลางกับฟังเสียงสนทนาของเพื่อนร่วมเดินทาง ที่ดูเหมือนกำลังสนทนากันถึงอรรถรส
在搭車的時候,我就邊和司機叔叔聊天(因為坐在司機旁邊),
邊聽老師和同學正在聊天,看起來大家都很開心(因為聊得很大聲 XD)
ระหว่างนั้นสังเกตถึงเครื่องรางฯ ของคุณลุงที่วางไว้ด้านหน้าคนขับ เลยขอคุณลุงถ่ายรูปไว้
那個時候,突然發現司機前面,他放一些聖物,就請他允許我拍聖物的照片
คุณลุง นำเสนอนวัตกรรมในการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของแกด้วยความภาคภูมิใจ
司機叔叔,很驕傲地介紹他的創意崇拜技術
"หลวงพี่รู้มั้ย! น้ำในแก้วบูชาของผมเนี่ย ไม่เคยกระฉอกออกมาเลยนะ ไม่ว่าผมจะเลี้ยวรถอย่างไรก็ตาม"
師父!你知道嗎?這杯裡面的水,無論我怎麼開車,它從來都沒有濺出來喔!
เราจึงได้เริ่มสังเกตว่าเหมือนจะมีอะไรแปลก ๆ ในแก้วน้ำนั้นจริงด้วย
我注意到司機叔叔前面放了一些聖物,便請他允許我拍照。
"เพียงแค่ผมวางเหรียญบาทในแก้ว จากนั้นก็ติดแม่เหล็กไว้ที่จานรองแก้วอีกที แค่นี้ น้ำก็แทบจะไม่เคยหกออกมาอีกเลย"
我只是放了一塊泰銖硬幣在杯子裡面,然後在小盤子上面貼了一塊小磁鐵,這樣杯子裡面的水就沒有濺出來了
ความรู้สึกที่ได้ฟังตอนนั้น ได้แต่เอ๊ะว่าจริงหรือ? แต่คุณลุงก็ดูเหมือนจะพิสูจน์อะไรบางอย่างของตัวเองมาแล้ว
ในใจตอนนั้นนึกถึงคนเดียวเลยว่าจะกลับมาถาม คือ อาจารย์เจษฎ์ Jessada Denduangboripant
ว่านี่คือ "ความเชื่อ" หรือ "ความจริงทางวิทยาศาสตร์"
我一聽到就一直懷疑,但這位叔叔看起來他也好像已經實驗過了,當時的心裡面想:我回到房間會馬上問一個解答科學問題的臉書粉專,這是科學事實嗎?
การประนีประนอมเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างลงตัวระหว่างมรดกจากกาลเวลาอย่างศาสนาและความเชื่อในสังคมยุคดั้งเดิมที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน และวิถีชีวิตของผู้คนที่ใช้ท้องถนนในขณะนั้น ไม่มีการอ้างว่า การแห่เช่นนี้จะทำกันบ่อย ๆ เพื่อให้คนใช้ถนนยอมลำบากขึ้น หรือการชี้หน้ากล่าวหาว่าเป็นความงมงายผ่านแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์ของผู้คนที่ไม่เชื่อ ไปยังกลุ่มผู้ศรัทธา
สิ่งที่สังเกตจากการขบวนแห่นี้ได้ระหว่างที่ยืนรอรถโดยบังเอิญ คือ
1. ผู้คนใช้ท้องถนนตามปกติ ปฏิบัติตามกฎจราจรได้เหมือนเดิม ผู้ขับรถโดยสารประจำทางและมอเตอร์ไซค์ เพิ่มความระมัดระวังเล็กน้อย เนื่องจากขบวนจะใช้พื้นที่ประมาณหนึ่งเลนส์ถนน และหากขบวนยังค้างอยู่บริเวณที่รถต้องจอดส่งผู้โดยสาร จะมีการสื่อสารความเข้าใจระหว่างสารถีและผู้โดยสารว่า จะทำการจอดก่อนหรือหลังป้ายเล็กน้อย แต่โดยปกติ ขบวนแห่จะรักษาระยะห่างเอาไว้พอสมควร ทำให้มีช่องว่างที่จะไม่รบกวนรถที่ต้องจอดส่งหรือต้องเลี้ยวเข้าซอยต่าง ๆ
2. และด้วยขบวนที่รักษาระยะห่างพอสมควร เมื่อถึงสี่แยกใหญ่ ๆ หรือจุดที่มีสัญญาณไฟจราจร ขบวนที่อยู่ใกล้จุดข้าม จะหยุดรอสัญญาณไฟร่วมกับการประสานงานจากอาสาสมัครจราจร และการอำนวยความสะดวกจากอาสาสมัครจราจรนี้ จะหลีกเลี่ยงการทำให้รถที่สัญจรต้องติดขัดโดยไม่จำเป็น โดยให้ลำดับความสำคัญกับรถและคนข้ามถนนเป็นลำดับแรก (ภาพที่ 3-4) และขบวนที่ยังห่างจากจุดข้าม เมื่อขบวนข้างหน้าหยุด ส่วนอื่น ๆ ก็จะหยุดตามทั้งหมด เพื่อรักษาระยะให้เท่าเดิม และหากการหยุดนั้นจะทับพื้นที่การเข้าจอดรถเพื่อส่งผู้โดยสาร ขบวนจะเว้นพื้นที่นั้นไว้ (ภาพที่ 2)
3. ในระหว่างขบวนนั้น มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสาสมัครจราจร เดินสำรวจความเรียบร้อยอยู่เป็นระยะ
4. แนวถนนที่มีการผ่านของขบวนแห่ฯ มีการตั้งโต๊ะของไหว้อยู่เป็นระยะในหลาย ๆ บ้านเรือน ร้านค้า ฯลฯ แต่ไม่เยอะมาก
5. ปฏิกิริยาของผู้คนที่ใช้ถนน ถ้าเป็นกลุ่มมีศรัทธาก็จะแสดงอาการทางกายเพื่อแสดงความเคารพนบนอบอย่างชัดเจน เช่น การไหว้ตามโต๊ะของไหว้ ยกมือไหว้ เป็นต้น กลุ่มที่ไม่แสดงออกอย่างข้างต้น ก็จะมีการถ่ายภาพบ้าง ยืนชมเฉย ๆ ด้วยความสนใจบ้าง หรือยืนเฉย ๆ ไม่สนใจ ยังคงใช้ชีวิตของตนอย่างปกติ เช่น ผู้ที่ยืนรถโดยสาร เมื่อรถมาก็พยายามรักษาวิถีชีวิตของตนไว้ให้ปกติ
ปฏิกิริยาของผู้คนในขบวนแห่ที่สังเกตถึงการมีอยู่ของพระภิกษุเช่นข้าพเจ้า
1. หันมามองเห็นเล็กน้อยแล้วเดินผ่านไป
2. หันมามองค้างด้วยสายตาที่ทำการสำรวจร่วมกับการเดินทางต่อไป
3. เข้ามาทักทายและขอจับมือ XD
บันทึกการสังเกตนี้ ใช้เวลาจากการยืนรอรถโดยสารประมาณ 10 นาที และยืนอยู่บนรถโดยสารสังเกตแนวขบวนอีกประมาณ 5 นาที ผลการสังเกตจึงอาจยังไม่ถูกต้องมากนัก โปรดให้อภัย การฝึกหัดทำการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (Non-Participant Observation)
112.10.28
板橋車站文化路公車站
656公車