พรมแดนที่เลือนราง : เกษตรกรรม อำนาจ และชีวิตที่ถูกขีดเส้น
รอยเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างไทยและเมียนมาที่เราต่างเรียนกันมาตั้งแต่เด็ก จริงหรือที่มันถูกขีดเอาไว้ง่ายๆ เช่นนั้น ผศ.ดร.จิราพร ได้นำเสนอถึงความซับซ้อนของพื้นที่แนวเส้นแบ่งเขตแดนที่ยากเกินกว่าจะวาดเอาไว้บนแผนที่ แผ่นดินผืนนี้มีเรื่องราวของผู้คน สรรพชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต ที่ถูกกำหนดโดยเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและอำนาจ ดินแดนที่เหมือนจะไม่มีรูปร่างแห่งนี้ ได้ถูกการเกษตรเชิงพาณิชย์ค่อยๆ กัดเซาะวิถีดั้งเดิม กลืนกินอัตลักษณ์ของผู้คนและขีดเส้นแบ่งใหม่ที่ไม่ได้ปรากฏบนแผนที่ แต่กลับฝังแน่นในระบบเศรษฐกิจและโครงสร้างสังคม
ในอดีตที่ผ่านมา พื้นที่ชายแดนแห่งนี้เป็นถิ่นที่อยู่ของชนพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ที่พึ่งพาการเกษตรหมุนเวียน พวกเขาหมุนเวียนพื้นที่การเพาะปลูกสลับกับการปล่อยให้ผืนดินฟื้นตัว ตามจังหวะของธรรมชาติและวัฏจักรแห่งฤดูกาล แต่เมื่อแนวคิด “ประสิทธิภาพ” และ “ผลผลิตสูงสุด” มีอิทธิพลเหนือผืนดินแห่งนี้โดยการผลักดันของบริษัทเกษตรอุตสาหกรรม พื้นที่แห่งนี้ก็ถูกเปลี่ยนจังหวะชีวิต ให้กลายเป็นไร่ข้าวโพดและพืชอาหารสัตว์ที่แผ่ขยายสุดลูกหูลูกตา
แรงจูงใจสำคัญของการเปลี่ยนนี้คือ 3 ต้นทุนราคาถูก
1. ที่ดินราคาถูก : ผืนป่าที่เคยเป็นของชุมชน กลับกลายเป็นที่ดินรกร้างที่รัฐสามารถแจกจ่ายให้กับเอกชนในการใช้ประโยชน์
2. แรงงานราคาถูก : ผู้ลี้ภัยและแรงงานข้ามชาติจากเมียนมา พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากยอมทำงานด้วยค่าแรงที่ต่ำ
3. ธรรมชาติราคาถูก : ทรัพยากรถูกใช้ไปโดยไร้ซึ่งการดูแล และถึงแม้จะก่อให้เกิดมลภาวะทางสิ่งแวดล้อม แต่ก็หามีใครเป็นผู้รับผิดชอบไม่
เมื่อระบบเกษตรเชิงพาณิชย์เข้ายึดกุมชายแดนแห่งนี้ เส้นแบ่งอำนาจจึงชัดเจนขึ้นกว่าพรมแดนทางกายภาพเสียอีก
บริษัทเกษตรอุตสาหกรรม : พวกเขาไม่เพียงแต่ควบคุมเมล็ดพันธุ์ แต่ยังเข้ามามีบทบาทในการกำหนดราคาซื้อขายและการผลิตทั้งหมด
เกษตรกรขนาดเล็ก :ได้สูญเสียอำนาจลงไปตามกาลเวลา พวกเขากลายเป็นเพียงหุ้นส่วนธุรกิจที่ไม่มีอำนาจต่อรองที่แท้จริง
แรงงานข้ามชาติ : กลายเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุด ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากทั้งนายจ้าง ฝ่ายปกครองและระบอบกฎหมาย
และแม้แต่การลักลอบนำเข้าข้าวโพดจากเมียนมา เรื่องนี้ก็หาใช่เป็นเรื่องสินค้าแต่อย่างใด แต่กลายเป็นโครงข่ายผลประโยชน์ที่เชื่อมโยงกับกลุ่มติดอาวุธและเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปในห่วงโซ่อุปทาน พรมแดนจึงไม่ใช่แค่เส้นแบ่งรัฐชาติอีกต่อไป แต่ยังกลายเป็นเขตแดนของอำนาจ ผลประโยชน์และการต่อรอง
การศึกษาพรมแดนในอดีตนั้น มักมองว่ามันเป็นเพียงเส้นแบ่งดินแดนของรัฐชาติ แต่ ผศ.ดร.จิราพร ยังชี้ให้เห็นว่า พรมแดนเป็นสิ่งที่เคลื่อนที่ได้ และไม่ได้ถูกกำหนดโดยมนุษย์เพียงอย่างเดียว
โคกระบือที่ข้ามพรมแดน : การค้าปศุสัตว์ระหว่างไทยและเมียนมา ถูกอาศัยจังหวะที่เหมาะสม ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ในการเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดน
ข้าวโพดที่เติบโตตามฤดุกาล : เมล็ดพันธุ์ที่ปลูกในพื้นที่หนึ่ง อาจถูกขนไปจากอีกพื้นที่หนึ่งโดยไร้การตรวจสอบ
การอพยพของหนอนแมลง : แม้แต่แมลงศัตรูพืชก็เคลื่อนที่ไปตามลม พวกเขาข้ามเขตที่มนุษย์ขีดแบ่งเอาไว้โดยไร้ข้อจำกัดใดๆ
สิ่งเหล่านี้ต่างมีบทบาทในการกำหนดพรมแดน ใช่ว่าจะเป็นเฉพาะหน้าที่
จากภาพรวมการศึกษาในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ชายแดนไม่ได้ถูกกำหนดจากรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ยังถูกสร้างขึ้นใหม่จากระบบเศรษฐกิจและอำนาจ เกษตรกรรมที่เคยเป็นวิถีชีวิต กลายเป็นฟันเฟืองของระบอบทุนนิยม ผู้ลี้ภัยที่เคยถูกกีดกันจากรัฐ กลายเป็นแรงงานสำคัญในห่วงโซ่การผลิต และธรรมชาติที่เคยเป็นเส้นแบ่งดินแดน กลับถูกแปรเปลี่ยนเป็นพื้นที่เพาะปลูกที่ไร้ขอบเขต
ปล. เนื้อหาการบรรยายจาก 2025 亞太新視域系列演講:Animal feed production and the Plantationocene in Myanmar-Thailand borderland / Dr. Jiraporn Laocharoenwong(Department of Anthropology and Sociology, Chulalongkon University, Thailand)
บันทึกเพื่อประกอบการสรุปกิจกรรมที่เข้าร่วมระหว่างการรับทุนเพื่อส่งศูนย์วิจัยฯ เมื่อครบสัญญา ก่อนจะแปลเป็นภาษาจีนอีกที เลยนำมาแชร์เผื่อมีผู้สนใจ
ข้อผิดพลาดทั้งปวงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุที่เกิดจากการบันทึกตกหล่นหรือมีเกินขึ้นมา ด้วยทักษะภาษาอังกฤษที่กระท่อนกระแท่น การรับรู้ อคติ หรือด้วยเหตุผลใดๆ ที่ทำให้การสรุปนี้คลาดเคลื่อนไปจากที่ผู้บรรยายได้กล่าวไว้ ผู้สรุปขอน้อมรับความผิดพลาดเองทุกประการ
ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา จีนได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่มีอิทธิพลต่อพลวัตทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของภูมิภาคนี้ การเปิดตัวหนังสือของ Dr.Han Enze ได้เสนอแนวทางใหม่ในการวิเคราะห์ผลกระทบของจีนผ่านเลนส์ของอิทธิพลที่ไม่ใช่รัฐ (non-state influence) และผลลัพธ์ที่ไม่ได้ตั้งใจ (unintended consequences) ซึ่งท้าทายกรอบแนวคิดเดิมที่มักเน้นบทบาทของการที่มีรัฐเป็นศูนย์กลาง
"จีนกับการแผ่ขยายอิทธิพล: การวิเคราะห์จากมุมมองที่หลากหลาย"
Dr.Han Enze เสนอว่าการวิเคราะห์อิทธิพลของจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่สามารถที่จะพิจารณาโดยอาศัยแค่บทบาทของรัฐบาลจีนเพียงลำพังได้ หากแต่ต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน บริษัทข้ามชาติ กลุ่มเศรษฐกิจ และการอพยพของผู้คน ซึ่งก่อให้เกิด “ระลอกคลื่น” (ripple effect) ที่ส่งผลกระทบออกไปเป็นวงกว้าง
เศรษฐกิจและการลงทุน
จีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของอาเซียนตั้งแต่ปี 2009 และอาเซียนกลายเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของจีนในปี 2020 โดยที่การค้าและการลงทุนของจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีทั้งในระดับรัฐ (state-led investment) และภาคเอกชน โดยเฉพาะการลงทุนผ่าน แผนยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative (BRI) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงจีน-ลาว และนอกจากโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลแล้ว บริษัทเอกชนของจีนยังได้อาศัยสิงคโปร์ เป็นศูนย์กลางทางธุรกิจ เพื่อสร้างเครือข่ายทางเศรษฐกิจโดยใช้รูปแบบ "บริษัทข้ามชาติ" ซึ่งช่วยลดการถูกมองว่า "เป็นส่วนหนึ่งของรัฐจีน"
อิทธิพลทางการเมือง
ในบางประเทศ เช่น เมียนมา จีนมีบทบาทในการสนับสนุนรัฐบาลทหารและให้การรับรองทางการทูต ในขณะที่กัมพูชา มีการพึ่งพาเงินทุนจากจีนอย่างมากเพื่อใช้สำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ
ด้านเวียดนามได้ใช้อัตลักษณ์การต่อต้านจีนเป็นปัจจัยสำคัญในการคงอยู่ของพรรคคอมมิวนิสต์
ส่วนไทยนั้นเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เนื่องจากอิทธิพลของจีนถูกใช้เป็นเครื่องมือโดยฝ่ายอนุรักษ์นิยมไทยเพื่อเสริมสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาล (รายละเอียดเพิ่มเติมหาอ่านในหนังสือกันนะครับ)
ฉะนั้นบทบาทของจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงอาจมิได้เป็นเพียงการแผ่ขยายอำนาจ (projection of power) ของรัฐบาลปักกิ่งเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นพลวัตที่ซับซ้อนระหว่างอิทธิพลทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม
ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม
การบริโภคของจีนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของประเทศในอาเซียนโดยตรง เช่น การตัดไม้ทำลายป่าในเมียนมาเพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดสำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของจีน อีกทั้งการเติบโตของตลาดภายในจีนเอง ก็ทำให้สินค้าเกษตร เช่น ทุเรียนจากไทย และข้าวโพดจากเมียนมา มีราคาสูงขึ้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจเกษตรในท้องถิ่น นอกจากนี้การลักลอบขนส่งสัตว์ เช่น โคจากเมียนมาเข้าสู่จีนผ่านเส้นทางผิดกฎหมาย ยังกลายเป็นช่องทางสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารในจีนอีกด้วย
ปรากฏการณ์อาชญากรรมข้ามชาติ
เครือข่ายอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น คาสิโนผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ และกลุ่มสแกมเมอร์ กำลังเป็นปัญหาสำคัญ โดยเฉพาะใน กัมพูชา เมียนมา ฟิลิปปินส์และไทย โดยที่บางเครือข่ายอาชญากรรมแฝงตัวอยู่ในโครงการพัฒนาเศรษฐกิจของจีน และอาศัยช่องว่างทางกฎหมายของประเทศในอาเซียนเพื่อดำเนินกิจกรรมที่มิชอบ
Dr.Han ยังกล่าวถึงการมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนจากจีนจำนวนมหาศาลมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงยากที่จะจำแนกว่าเงินทุนใดเป็นของเครือข่ายอาชญากรรมหรือเป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมาย โดยหนึ่งในศูนย์กลางของกิจกรรมผิดกฎหมายหลายรูปแบบเจริญรุ่งเรืองอยู่ที่บริเวณเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ และภายหลังที่มีกรณีลักพาตัวและหลอกลวงชาวจีน ด้วยเกรงว่าปัญหานี้จะกระทบต่อภาพลักษณ์และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ รัฐบาลไทยจึงได้มีการดำเนินมาตรการกวาดล้างอย่างจริงจังตามมา
การบรรยายในครั้งนี้ บอกกับเราว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจไม่สามารถอธิบายได้เพียงการมองไปที่การขยายอำนาจของจีน แต่ยังต้องคำนึงถึงความซับซ้อนจากปัจจัยอื่นๆ รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ (non-state influence/ unintended consequences) เพราะบางครั้งระลอกคลื่นที่พัดเข้าสู่ฝั่งอาจไม่ได้เกิดจากพายุใหญ่ แต่กลับเป็นแรงกระเพื่อมจากปัจจัยที่ซับซ้อนเกินกว่าที่เราจะมองเห็นได้จากผิวน้ำ ดั่งชื่อหนังสือว่า The Ripple Effect – China's Complex Presence in Southeast Asia
ปล. เนื้อหาการบรรยายจาก 2025 跨界與流動系列講座:「The Ripple Effect: The Complex Presence of China in Southeast Asia」Book Launch Seminar/韓恩澤博士(中國香港大學 政治與公共行政學系 副教授)
บันทึกเพื่อประกอบการสรุปกิจกรรมที่เข้าร่วมระหว่างการรับทุนเพื่อส่งศูนย์วิจัยฯ เมื่อครบสัญญา ก่อนจะแปลเป็นภาษาจีนอีกที เลยนำมาแชร์เผื่อมีผู้สนใจ และครั้งนี้ศัพท์ค่อนข้างจะรัฐศาสตร์ ฉะนั้น เหมือนเดิมตามข้อความด้านล่างครับ
ข้อผิดพลาดทั้งปวงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุที่เกิดจากการบันทึกตกหล่นหรือมีเกินขึ้นมา ด้วยทักษะภาษาอังกฤษที่กระท่อนกระแท่น การรับรู้ อคติ หรือด้วยเหตุผลใดๆ ที่ทำให้การสรุปนี้คลาดเคลื่อนไปจากที่ผู้บรรยายได้กล่าวไว้ ผู้สรุปขอน้อมรับความผิดพลาดเองทุกประการ
การอพยพของชาวจีนใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กรณีศึกษาชาวจีนในเวียดนาม
Dr.Chan Yuk-Wah จาก City University of Hong Kong ได้อธิบายว่า “การอพยพของชาวจีนใหม่” คำนี้หมายถึงการเคลื่อนย้ายของชาวจีนโพ้นทะเลที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีน ซึ่งทำให้ประชากรจีนมีโอกาสที่จะออกไปแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมในต่างประเทศ
สำหรับกรณีศึกษาของชาวจีนในประเทศเวียดนามนั้น มีทั้งกลุ่มที่เป็นผู้ที่อพยพดั้งเดิมตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิงและชิง และกลุ่มที่เป็นแรงงานข้ามมชาติสมัยใหม่ โดยเฉพาะชายชาวจีนที่แต่งงานกับหญิงเวียดนาม ซึ่งกลุ่มนี้จะคีย์สำคัญที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้
โดยชุมชนของชาวจีนในเวียดนามสามารถแบ่งได้เป็น 2 ช่วงเวลาหลักๆ คือ
1. ชาวจีนโพ้นทะเลรุ่นเก่า เป็นกลุ่มที่อพยพเข้ามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19-20 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากมณฑลฝูเจี้ยน กวางตุ้งและไหหลำ พวกเขามักทำธุรกิจค้าขาย เปิดร้านอาหาร และเป็นแรงงานในอุตสาหกรรมต่างๆ
2. ชาวจีนอพยพรุ่นใหม่ เป็นกลุ่มที่อพยพเข้ามาหลังปี 1980 เป็นต้นมา ซึ่งกลุ่มนี้จะแตกต่างจากรุ่นเก่าตรงที่พวกเขาเข้ามาในฐานะผู้ประกอบการ นักลงทุน หรือแรงงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนาเศรษฐกิจของจีน
ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการตั้งรกรากของชาวจีนในเวียดนาม คือ การที่ชาวจีนโพ้นทะเลมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจในเวียดนาม โดยเฉพาะช่วงที่จีนและเวียดนามมีความสัมพันธ์ทางการค้าแน่นแฟ้นขึ้นภายหลังจากการเปิดประเทศของเวียดนามในปี 1990 โดย Dr.Chan ยังกล่าวถึงระบบการส่งเงินกลับบ้านของชาวจีนโพ้นทะเล ซึ่งระบบนี้ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งทุนสำคัญสำหรับครอบครัวที่ยังอยู่ในแผ่นดิจีนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความเชื่อมโยงทางสังคมและวัฒนธรรมที่แน่นแฟ้นระหว่างชาวจีนโพ้นทะเลกับบ้านเกิดของพวกเขา
ในช่วงหลังสงครามเวียดนาม ชาวจีนในเวียดนามเผชิญกับการเลือกปฏิบัติและการบังคับให้เป็นพลเมืองเวียดนาม พวกเขาถูกมองว่าเป็นพวกที่ไม่น่าไว้วางใจ และยังถูกกดดันให้เปลี่ยนอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรมของตน ในปี 1979 ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและเวียดนามเดินทางมาถึงจุดตึงเครียดสูงสุดเมื่อเกิดสงครามระหว่างจีนและเวียดนาม โดยชาวจีนในเวียดนามตกเป็นเป้าหมายของนโยบายการกวาดล้างทางชาติพันธุ์ หลายคนต้องลี้ภัยไปยังไต้หวัน ฮ่องกงหรือประเทศตะวันตก รวมถึงสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย
อย่างไรก็ตาม ในช่วงทศวรรษ 1990 เวียดนามเริ่มเปิดประเทศและมีการปรับเปลี่ยนนโยบายที่เป็นมิตรกับชาวจีนมากขึ้น ชาวจีนบางส่วนจึงเดินทางกลับมาที่เวียดนาม และได้รับสถานะใหม่เป็น "Việt kiều" หรือชาวเวียดนามโพ้นทะเล และด้วยสถานะใหม่นี้เองที่ทำให้พวกเขากลับมามีบทบาทสำคัญในภาคธุรกิจและการค้าของเวียดนามขึ้นมาอีกครั้ง
สำหรับกลยุทธในการจัดการอัตลักษณ์ของชาวจีนในเวียดนามที่พวกเขาใช้นั้นคือ การพยายามใช้ภาษาเวียดนามในชีวิตประจำวันให้มากขึ้น การแต่งงานข้ามเชื้อชาติ รวมถึงการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจเวียดนามอย่างกลมกลืน
ในช่วงท้ายของการบรรยาย Dr.Chan ได้สรุปว่าการศึกษาชุมชนชาวจีนใหม่ในเวียดนามนั้น จำเป็นต้องพิจารณาให้ครอบคลุมถึงทั้งปัจจัยทางประวัติศาสตร์ การเมืองและเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กัน โดยเธอเน้นว่าการอพยพของชาวจีนไม่ได้เป็นเพียงผลลัพธ์ของนโยบายรัฐเท่านั้น แต่กลับยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยภายในของชุมชนเอง เช่น เครือข่ายเศรษฐกิจ การสื่อสาร รวมถึงกลยุทธในการอยู่รอด ซึ่งแนวทางการศึกษาประเด็นนี้ในอนาคตอาจเน้นไปที่ บทบาทของแรงงานข้ามชาติชาวจีนในเวียดนาม ความสัมพันธ์ระหว่างชาวจีนกับรัฐบาลเวียดนาม รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของชาวจีนในบริบทของโลกาภิวัฒน์ ซึ่งแนวทางเหล่านี้จะช่วยทำให้เราเห็นถึงความท้าทายและโอกาสที่ชุมชนชาวจีนต้องเผชิญในบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ปล. เนื้อหาการบรรยายจาก 2025 亞太新視域系列演講:New Chinese migration in Southeast Asia: Using Chinese in Vietnam as a case study / 陳玉華副教授(中國香港城市大學 公共與國際事務學系)
บันทึกเพื่อประกอบการสรุปกิจกรรมที่เข้าร่วมระหว่างการรับทุนเพื่อส่งศูนย์วิจัยฯ เมื่อครบสัญญา ก่อนจะแปลเป็นภาษาจีนอีกที เลยนำมาแชร์เผื่อมีผู้สนใจ และครั้งนี้รู้สึกประสิทธิภาพในการฟังภาษาอังกฤษต่ำลงอย่างมาก ฉะนั้น เหมือนเดิมตามข้อความด้านล่างครับ
ข้อผิดพลาดทั้งปวงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุที่เกิดจากการบันทึกตกหล่นหรือมีเกินขึ้นมา ด้วยทักษะภาษาอังกฤษที่กระท่อนกระแท่น การรับรู้ อคติ หรือด้วยเหตุผลใดๆ ที่ทำให้การสรุปนี้คลาดเคลื่อนไปจากที่ผู้บรรยายได้กล่าวไว้ ผู้สรุปขอน้อมรับความผิดพลาดเองทุกประการ
จากบอสฟอรัสสู่บอมเบย์ถึงบอร์เนียว: เครือข่ายเส้นทางมหาสมุทรอินเดีย
(From the Bosphorus to Bombay to Borneo: Indian Ocean Circuits)
หากมองไปในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ เรามักคุ้นชินกับการเล่าเรื่องผ่านการเดินทางบนผืนแผ่นดิน ผ่านแผนที่ที่แบ่งแยกดินแดน รัฐ ชายแดน และอำนาจ แต่เบื้องหลังเส้นพรมแดนเหล่านั้น ยังมีอีกเวทีหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ นั่นคือมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ที่ไม่ได้เป็นเพียงฉากหนึ่งของเหตุการณ์ในบางหน้าของประวัติศาสตร์แต่เพียงเท่านั้น หากแต่เป็นเวทีสำคัญของการติดต่อ แลกเปลี่ยน และการปะทะทางอารยธรรม ในการบรรยายเรื่อง From the Bosphorus to Bombay to Borneo: Indian Ocean Circuits ศาสตราจารย์ Eric Tagliacozzo จาก Cornell University จะได้พาพวกเราให้หันกลับมามองมหาสมุทรอินเดียในฐานะประวัติศาสตร์อีกชุดหนึ่งที่มีความสมบูรณ์ในตนเองเช่นกัน
ในสองทศวรรษที่ผ่านมา “ประวัติศาสตร์ทางทะเล” (Oceanic History) ได้รับความสนใจมากขึ้น งานของ K.N. Chaudhuri และ Sugata Bose ได้แสดงให้เห็นว่า มหาสมุทรไม่ใช่พื้นที่ว่าง หากเป็นเครือข่ายการหมุนเวียนของผู้คน สินค้า และโรคภัย Tagliacozzo ได้พาพวกเราเดินทางจากช่องแคบบอสฟอรัส สู่คลองสุเอซ จากบอมเบย์ถึงบอร์เนียว เพื่อสร้างแผนภาพของ “อารยธรรมทางทะเล” ที่เชื่อมโยงโลกเก่าและโลกใหม่เข้าด้วยกัน
มหาสมุทรอินเดียจึงไม่ได้เป็นหน่วยภูมิศาสตร์โดดเดี่ยว แต่เป็นจุดตัดของอำนาจและวัฒนธรรม ช่องแคบบอสฟอรัสที่อิสตันบูลเคยเป็นประตูระหว่างตะวันออกและตะวันตก คลองสุเอซที่พลิกโฉมการเดินเรือและเร่งการแพร่ของอหิวาตกโรค สินค้าอย่างกาแฟจากโมคา (เยเมน) คลุกเคล้ากับชวาจนกลายเป็น Mocha Java หรือหอยมุกและครีบปลาที่ถูกซื้อขายเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดจีน ต่างเป็นหลักฐานว่าเศรษฐกิจกับวัฒนธรรมไม่ได้แยกขาดจากกัน หากแต่หลอมรวมอยู่ในกระแสคลื่นเดียวกัน
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และบอร์เนียว เมืองท่าได้กลายเป็นทั้งแนวหน้าแห่งการชิงอำนาจของจักรวรรดิ และเป็นพื้นที่พหุวัฒนธรรมของชาวอาหรับฮัดรามี (Hadrami Arabs) แรงงานอินเดีย และชนพื้นถิ่น การอพยพและการค้าผ่านทะเลได้เปลี่ยนโครงสร้างสังคมและภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง
อย่างไรก็ตาม มหาสมุทรไม่ได้เป็นเพียงเวทีของจักรวรรดิหรือทุนนิยมเท่านั้น หากยังเป็นพื้นที่ของชีวิตประจำวันและความทรงจำร่วม ภาษา Malay–Jawi เคยเป็นภาษากลางในการค้าข้ามทวีป ก่อนที่ภาษาอังกฤษจะเข้ามาครอบงำ สถาปัตยกรรมของเมืองท่าอย่างปีนัง อาเจะห์ กัลกัตตา จนถึงสิงคโปร์ ล้วนเปิดเผยโครงสร้างที่คล้ายคลึงกันจนเสมือนว่าเป็นโลกเดียวกัน นอกจากนี้ศาสนาก็ได้เดินทางตามกระแสลมมาด้วยเช่นกัน: อิสลามจากอาหรับเดินทางมาสู่ชวาจนทำให้อินโดนีเซียเป็นประเทศมุสลิมที่ใหญ่ที่สุด ขณะที่พุทธศาสนาลดบทบาทในอินเดีย แต่กลับรุ่งเรืองในดินแดนแห่งลุ่มน้ำโขง ศาสนาได้ปรากฏขึ้นในฐานะ “Mobile Religion” เคียงคู่กับการค้าและการอพยพ
ในตอนท้าย Tagliacozzo ได้เชื่อมโยงกลับมาสู่โลกปัจจุบัน โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่า คำว่า “Indo-Pacific” หรือ “South China Sea” หาใช่เป็นเพียงถ้อยคำกลางทางภูมิศาสตร์อย่างเดียวไม่ แต่กลับเป็นสนามต่อสู้ทางการเมือง อัตลักษณ์ และความทรงจำทางประวัติศาสตร์ เหมือนเงาของจักรวรรดิที่ยังไม่จางหายไป เขาจึงเสนอให้ “ประวัติศาสตร์ทางทะเล” เป็นอีกหน้าต่างสำคัญในการทำความเข้าใจโลกสมัยใหม่ เพื่อเห็นการเชื่อมโยงที่ข้ามพรมแดน มากกว่าการจมอยู่กับกรอบของรัฐชาติ การช่วงชิงทรัพยากรใต้ทะเลหรือเส้นทางอาร์กติกในปัจจุบัน จึงจะสามารถทำให้เราได้ยินเสียงสะท้อนของจักรวรรดิในศตวรรษที่ 19 ที่กลับมาอีกครั้งในโลกศตวรรษที่ 21
ปล. เนื้อหาการบรรยายจากการบรรยายของ Dr. Eric Tagliacozzo(John Stambaugh Professor of History, Cornell University)เรื่อง From the Bosphorus to Bombay to Borneo: Indian Ocean Circuits
บันทึกเพื่อประกอบการสรุปกิจกรรมที่เข้าร่วมระหว่างการรับทุนเพื่อส่งศูนย์วิจัยฯ เมื่อครบสัญญา ก่อนจะแปลเป็นภาษาจีนอีกที เลยนำมาแชร์เผื่อมีผู้สนใจ และครั้งนี้รู้สึกประสิทธิภาพในการฟังภาษาอังกฤษต่ำลงอย่างมาก ฉะนั้น เหมือนเดิมตามข้อความด้านล่างครับ
ข้อผิดพลาดทั้งปวงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุที่เกิดจากการบันทึกตกหล่นหรือมีเกินขึ้นมา ด้วยทักษะภาษาอังกฤษที่กระท่อนกระแท่น การรับรู้ อคติ หรือด้วยเหตุผลใดๆ ที่ทำให้การสรุปนี้คลาดเคลื่อนไปจากที่ผู้บรรยายได้กล่าวไว้ ผู้สรุปขอน้อมรับความผิดพลาดเองทุกประการ
จากการบำเพ็ญความเพียรสู่ความเป็นประชานิยม : การสังเกตการณ์ในพื้นที่และมุมมองแตกต่างทางสังคมวิทยาคติชนของพิธีแห่มาจู่ต้าเจี่ย
การแห่มาจู่แห่งต้าเจี่ย ถือเป็นพิธีกรรมทางศาสนาที่ใหญ่ที่สุดงานหนึ่งในไต้หวัน กิจกรรมนี้ได้ดึงดูดผู้คนจำนวนมหาศาลให้มาเข้าร่วมทุกปี พิธีกรรมนี้ไม่ได้เป็นเพียงประเพณีทางศาสนาของท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่ผสานศรัทธา วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมืองเข้าไว้ด้วยกัน การบรรยายครั้งนี้ ดร.หง อิ๋งฟา แห่งศูนย์วิจัยศาสนาของชาวจีน มหาวิทยาลัยการเมืองแห่งชาติ ได้ชี้ให้เห็นถึงแง่มุมต่างๆ ที่น่าสนใจของพิธีกรรมนี้ โดยเข้าได้อาศัยวิธีการศึกษาแบบสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม โดยการพยายามวางตนเองไว้ในฐานะของทั้งคนท้องถิ่น นักวิจัย และผู้ศรัทธาทั้ง 3 บทบาทให้สมดุล
เดิมที ประเพณีการแห่เทพมาจู่ เป็นเพียงการเดินเท้าจากต้าเจี่ย (ไถจง) ไปยังเป่ยกั่งเพื่อสักการะที่วัดเฉาเทียนกง (หยวินหลิน) การเดินทางเช่นนี้อาจเรียกว่าเป็นหนึ่งในการบำเพ็ญเพียร (苦行) ที่แสดงถึงความศรัทธาและความเพียรอย่างแรงกล้าของผู้ศรัทธา ทว่า เมื่อสังคมได้ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่เฉกเช่นปัจจุบัน พิธีกรรมนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นกิจกรรมขนาดใหญ่ มีบรรยากาศที่คึกคักที่ไม่ได้มีเพียงแต่ผู้ศรัทธาที่เข้าร่วมพิธีกรรมนี้อีกต่อไป แต่ยังรวมถึงบริษัทห้างร้านต่างๆ ที่เข้ามาเป็นผู้สนับสนุน หรือแม้แต่บรรดานักการเมืองเองก็เข้ามาปรากฏตัวให้เห็นอยู่โดยทั่วไป อีกทั้งยังกลายเป็นพื้นที่วัฒนธรรมร่วมสมัยที่ดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้มาเข้าร่วมกิจกรรมอย่างไม่ขาดสาย
ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ยังได้สะท้อนถึงการปรับตัวทางวัฒนธรรมของสังคมโดยรวม ในอดีตผู้เข้าร่วมโดยมากเป็นเพียงชาวท้องถิ่นที่อาจร่วมเดินทางไปด้วยเหตุผลอย่างเช่นการแก้บน แต่ปัจจุบันกลับมีผู้คนจากทั่วไต้หวันและต่างประเทศ รวมทั้งผู้เข้าร่วมที่มาเพื่อแสวงหาประสบการณ์ ถ่ายภาพ หรือร่วมชมการแสดงดนตรี เป็นสิ่งที่น่าคิดต่อว่า การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ได้ส่งผลอย่างไรต่อชุมชนท้องถิ่นและรากฐานของศรัทธาเดิม
ทางด้านระเบียบวิธีในการศึกษา ดร.หงไม่ได้วางตัวเองให้เป็นเพียงนักวิชาการที่มาสังเกตการณ์พิธีกรรมแต่เพียงเท่านั้น เขายังเป็นผู้ศรัทธาที่ลงมือปฏิบัติจริง การเข้าร่วมเดินในขบวนแห่ช่วยให้เขาเข้าถึงความรู้สึก ความศรัทธา และการกระทำของผู้ศรัทธาได้อย่างใกล้ชิด แต่ในขณะเดียวกันก็ยังต้องรักษาสมดุลของทั้ง 3 บทบาทที่กล่าวไว้ข้างต้น เพื่อคงความเป็นกลางทางวิชาการ
พิธีแห่มาจู่ในปัจจุบันได้ก่อรูปเป็น “พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกสร้างใหม่” (再造的神聖空間: Re-constructed Sacred Space) การเดิน การกราบไหว้สักการะ และการใช้ร่างกายเข้าร่วมพิธีกรรมกลายเป็นการประกอบสร้างความศักดิ์สิทธิ์ร่วมสมัย ซึ่งมิได้เป็นเพียงการแสดงศรัทธา หากยังเป็นการสถาปนาความทรงจำทางวัฒนธรรมและการแสดงอัตลักษณ์ทางสังคม สังคมวิทยาคติชน (民俗社會學: Sociology of Folklore) จึงเข้ามาทำหน้าที่อธิบายว่าพิธีกรรมทางศาสนานี้จะยังคงดำรงอยู่และปรับตัวได้ต่อไปภายใต้บริบทของโลกสมัยใหม่
ปล. เนื้อหาการบรรยายจากการบรรยายของ ดร.หง อิ๋งฟา นักวิจัยประจำศูนย์วิจัยศาสนาของชาวจีน NCCU ในหัวข้อ "จากการบำเพ็ญความเพียรสู่ความเป็นประชานิยม : การสังเกตการณ์ในพื้นที่และมุมมองแตกต่างทางสังคมวิทยาคติชนของพิธีแห่มาจู่ต้าเจี่ย"
บันทึกเพื่อประกอบการสรุปกิจกรรมที่เข้าร่วมระหว่างการรับทุนเพื่อส่งศูนย์วิจัยฯ เมื่อครบสัญญา ก่อนจะแปลเป็นภาษาจีนอีกที เลยนำมาแชร์เผื่อมีผู้สนใจ และครั้งนี้รู้สึกประสิทธิภาพในการฟังภาษาอังกฤษต่ำลงอย่างมาก ฉะนั้น เหมือนเดิมตามข้อความด้านล่างครับ
ข้อผิดพลาดทั้งปวงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุที่เกิดจากการบันทึกตกหล่นหรือมีเกินขึ้นมา ด้วยทักษะภาษาอังกฤษที่กระท่อนกระแท่น การรับรู้ อคติ หรือด้วยเหตุผลใดๆ ที่ทำให้การสรุปนี้คลาดเคลื่อนไปจากที่ผู้บรรยายได้กล่าวไว้ ผู้สรุปขอน้อมรับความผิดพลาดเองทุกประการ