สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต
อาจารย์จรูญรัตน์ สุวรรณภูสิทธ์
ประวัติ
(จากหนังสือ "กว่าจะเป็นครูอ้อย")
"แต่กำเนิด พ่อกับแม่ ดูแลฉัน”
ฉันโชคดี ที่มีพ่อแม่อยู่กันมาจนแก่เฒ่า ...."ชีวิตที่เต็มไปด้วยความรัก”
-พ่อกับแม่ แสดงความรัก ความห่วงใยให้เกียรติกัน ให้ลูกเห็นตลอดมา ฉันไม่เคยเห็นพ่อ แม่เถียงกัน หรือทะเลาะกันต่อหน้าลูกๆ นั่นคือบทเรียนในชีวิตของฉัน
-พ่อกับแม่ ไม่เคยดุ ไม่เคยตำหนิ ลูกสักครั้งเดียว นั่นคือบทเรียนในการเลี้ยงลูกให้ฉัน
-แม่จะดูแล ขัดรองเท้า เตรียมเสื้อผ้า เตรียมน้ำ เตรียมอาหารให้พ่อโดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ซึ่งรวมไปถึงลูกๆอีก 5 คน
นั่นคือบทเรียน ในการเอื้ออาทรที่ฉันมีต่อน้องๆและคนรอบข้าง
-พ่อจะดูแล เอาใจใส่ลูก ขัดรองเท้า ห่อปกสมุด ตกแต่งบ้าน หาเงิน พาลูกและครอบครัวไปเที่ยวอย่างมีความสุข
นั่นคือบทเรียน ที่พ่อแสดงความรักกับลูกทุกคน
-พ่อกับแม่อดทนต่อความยากลำบาก ในการทำงานหารายได้เลี้ยงครอบครัว พ่อมีความเอื้ออาทรเป็นกันเอง โดยไม่ถือตัว กับผู้ใต้บังคับบัญชา และคนรอบๆตัว
นั่นคือบทเรียน ที่ฉันได้รับมาปฏิบัติราชการและการทำงาน ด้วยความภาคภูมิใจ
ฉันอยากจะบอกว่า “ชีวิต” ของฉัน มาจากความรักของคน 2คนที่ต้องฟันฝ่าอุปสรรคมามากมาย
“พ่อ” ชื่อ พ.ต.อ.(พิเศษ) เจริญ จิรานุภาพ มาจากครอบครัว ที่ก๋ง หรือปู่ของฉัน เป็นคนจีนที่หัวทันสมัย เดินทางมาจากเมืองจีน แต่งงานกับคุณย่าชื่อบุญเหลือ อุมารัตน์ ซึ่งเป็นน้องสาวของภริยาพระยาอนุมานราชธน คุณย่าเป็นคนที่สวย มีถิ่นฐานที่สะพานเหลือง มีอาชีพ เป็นหมอแผนโบราณ
ทั้งสองท่าน มีลูก 4 คน ป้าแดง ลุงเบิด ลุงเล็ก และพ่อ ต่อมาท่านแยกทางกัน
ก๋งของฉัน เห็นการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ ให้ลุงเบิดเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญ ลุงเล็กเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และพ่อเรียนโรงเรียนปทุมคงคา ทั้ง 3 โรงเรียนสมัยนั้น เป็นโรงเรียนระดับแนวหน้าทั้ง 3 สถาบัน
ยายของฉัน ชื่อเจริญ บุญเรือน เป็นคนพื้นเพ อยู่อำเภอบางคอแหลม จังหวัดสมุทรปราการ แต่งงานกับตา ชื่อตาเชาว์ ยาคุมภัย คุณตาเป็นคนระดับเจ้าสัว มีห้างใหญ่แถวหัวลำโพง ส่งข้าวออกนอก มีโรงปอ คุณยายเป็นสาวสวยระดับนางงามประจำตำบล แต่เมื่อภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 ประจวบกับคุณตา มีครอบครัวใหม่ ทำให้ยายซึ่งมีลูก 4 คน ได้แก่ลุงอุทัย ป้าไพเราะ แม่น้อยและน้าเล็ก ต้องอยู่ภาวะลำบากมาก โดยเฉพาะช่วงสงครามโลกเศรษฐกิจของคุณตาเดือดร้อน ยายจึงเลี้ยงลูกมาด้วยความรักและยากลำบากทุกคนหนีสงครามไปอยู่บางกะปิ
แม่ เป็น ลูกสาวสวย ผิวขาวท้วม มาตั้งแต่ยังเล็ก มีคนรักใคร่เอ็นดู ในครอบครัว 4 คน แม่มีภาระที่ดูแลบ้าน เป็นแม่บ้าน แม่เรือนมาตั้งแต่ เด็กๆ เมื่อยายหาทำเลปลูกบ้าน บริเวณพญาไท โรงพยาบาลรามาปัจจุบัน ซึ่งใกล้กับบ้านของย่า เมื่อเวลาไปปลูกบ้าน พ่อจะได้ยินคำร่ำลือว่า ยายมีลูกสาวสวย 3คน แต่ทำไมทุกครั้ง เห็นป้า และน้าเท่านั้น พ่อเฝ้ารออยากเห็นหน้าลูกสาวอีกคนของยาย
รักแรกพบ ของพ่อ กับแม่
แม่เล่าให้ฟังว่า “วันนั้นแม่นุ่งกระโปรงสีแดง” คงจะขับผิวมาก เพราะแม่ผิวขาว ตาโต ผมสลวย รูปร่างอวบ
“พอพ่อเห็นจะจดจำได้ในนาทีแรก ซึ่งภายหลังพ่อมาเล่าให้แม่ฟังว่า พ่อเฝ้ารอดูลูกสาวอีกคนของยายว่าจะสวยตามคำร่ำลือหรือไม่...แล้วพ่อก็ประทับใจ”
แม่จะเป็นที่หมายปองของหนุ่มๆหลายคน จนบางครั้งเวลาขึ้นรถไปจ่ายตลาด จะมีหนุ่ม2คน ขึ้นรถเมล์ตาม คนหนึ่งประตูหน้า อีกคนขึ้นประตูหลัง (น่าอิจฉาจัง)
ในวัยรุ่นชีวิตส่วนหนึ่งของแม่ คุณยายส่งแม่ไปอยู่กับหม่อมท่านหนึ่ง ที่อยุธยา แม่เล่าให้ฟังว่า ได้เรียนรู้เรื่องต่างๆมากมาย ทุกเช้า แม่จะทำหน้าที่ ตักบาตรพระสงฆ์ เป็นความทรงจำมาถึงทุกวันนี้ ที่แม่ชอบไปเที่ยวและตักบาตรที่อยุธยา พร้อมทั้งชอบบ้านริมน้ำ และมีดอกบัว
กว่าพ่อจะจีบแม่ยากลำบากมาก จะต้องเข้าตามตรอก ออกตามประตู จะไปไหนก็ต้องมีญาติตามเป็นขบวน หรือต้องพาน้าเล็กไปด้วย เวลาค่ำหลังจากที่พ่อจะกลับเข้าบ้าน พ่อจะปาห่อดอกมะลิที่ห่อด้วยใบตอง เข้าไปที่หน้าต่างบ้านแม่ทุกวัน ถึงอย่างไรก็ตาม ความรักของพ่อและแม่ก็ประสบความสำเร็จ ท่ามกลางความไม่เห็นชอบของทั้งสองครอบครัว แม่ไปอยู่กับบ้านย่า ที่มีลุงเบิดคอยช่วยเหลือแม่เสมอๆ พ่อเป็นนายร้อยที่รูปหล่อ เป็นนักกีฬาฟุตบอล นักเทนนิส นักยูโด พ่อกับแม่รักกัน ฉันเกิดมาท่ามกลาง”ความรัก” เพราะเป็นหลานคนโต ของทั้ง 2 ตระกูล บ้านย่า เป็นเรือนไม้ 2 ชั้น มีห้องครัวขนาดใหญ่มาก ด้านหลังบ้าน มีต้นมะขามเทศใหญ่มาก มีต้นไม้มากมีความร่มรื่น สามารถวิ่งเล่นซ่อนหาได้อย่างมีความสุขมาก หน้าบ้านมีสะพานไม้ทอดไปตามบ้านต่างๆ
ตอนเล็กๆฉันเรียนรู้ การรักษาเด็กป่วยจากย่า ย่าจะทำยาไทยเป็นเม็ดๆตากแดดบนกระด้ง ย่าจะใช้ยาสีดำๆกวาดลิ้นและคอเด็กเวลาไม่สบาย ย่าจะอบสมุนไพรให้แม่เวลาแม่มีน้อง
ย่าจะให้ผ้าห่มผืนหนา ผูกที่ปลายด้านบนด้วยเชือกไว้กับขื่อทำเป็นกระโจม แล้วมีเตาไฟอั่งโล่ พร้อมหม้อดินที่มีฝาปิดข้างในหม้อดินจะมีตะไคร้ ลูกมะกรูด ใบมะขามอ่อน (ไม่ต้องใส่พริกขี้หนู) ต้มให้เดือด แล้วให้แม่นั่งในกระโจมเพื่อให้ไอน้ำจากหม้อดินสมุนไพร เป็นไอระเหย ให้แม่ได้สูดดม และอบด้วยความร้อนจนเหงื่ออกมาพลั่กๆ เพื่อขับของเสียออกจากร่างกาย รวมทั้งน้ำคาวปลาด้วย
หลังจากนั้น ก็อาบด้วยน้ำอาบใช้ขมิ้นตำแหลกเป็นผงทาขัดผิว เพื่อให้ผิวสะอาด ผุดผ่อง และเป็นการขับน้ำคาวปลาซึ่งตกค้างในร่างกาย เมื่ออายุมากขึ้น จะไม่มีอากาศที่หนาวสั่น เวลาอากาศเย็น เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน
นอกจากนี้ ยังเคยเห็นย่าให้คนนั่งบนไม้ที่ทำเป็นกล่องสี่เหลี่ยม เจาะช่องตรงกลางด้านบนให้ความร้อนจากเตาถ่าน มีความร้อนอ่อนๆจากในกล่อง หญิงหลังคลอดนั่งบนกล่อง เป็นความร้อนระอุที่เข้าสู่ร่างกายของหญิงหลังคลอดบุตรที่น่าจะเป็นการผิงไฟ เพื่อให้แผลที่เกิดจากการคลอดลูกได้แห้งและมดลูกอยู่ตัว
ถ้าหญิงใด มีรอยแตกที่ท้อง และต้องการให้มดลูกเข้าอู่ น้ำคาวปลาไหลออกจากร่างกาย สุขภาพแข็งแรง ย่าก็จะใช้หม้อดินเผา ขนาดเล็กๆใส่เกลือจนเต็ม แล้วเอาไปผิงไฟ ทำให้เกลือที่เก็บความร้อนได้ดีแล้วนำหม้อเกลือ มานาบและคลึงที่ท้อง แต่ไม่ใช่คลึงเปล่าๆนะ จะใช้ใบพลับพลึงมารองที่หม้อเกลือ คุณภาพของใบพลับพลึงมียาอยู่ วิธีการนาบท้อง จะจับด้านบนของหม้อ ที่ห่อด้วยใบพลังพลึงคลึงไปคลึงมาตามท้องของหญิงหลังคลอดลูก ยางของใบพลับพลึง และความร้อนของหม้อเกลือทำให้สมานผิวและอวัยวะของหญิงหลังคลอด จะดีขึ้น มดลูกจะอู่แผลจะแห้ง น้ำคาวปลาจะออกหมด และสุขภาพจะดี แข็งแรง เป็นภูมิปัญญาของคนโบราณที่ดี ปัจจุบันดัดแปลงมาใช้รักษาผิวพรรณด้วยสมุนไพรต่างๆ
หลายครั้งที่ฉันเห็นแม่ ใช้หัวหอมแดงสด ทุบแล้ววางไว้ใกล้หมอน เวลาพวกเราเป็นหวัด บางครั้งแม่จะต้มน้ำที่มีหัวหอมและมะกรูด ให้อาบเวลาไม่สบาย
ฉันมีน้องชายตัวขาวอวบน่ารัก ย่าจะรักและใช้ปัสสาวะของเด็กๆเล็กๆผู้ชายเป็นน้ำยากระไส ผสมทำยา ข้อนี้ลับไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ฉันจำได้แม่นทีเดียว
ครอบครัวของเรา
พ่อกับแม่ มีลูก 5 คน ฉันเป็นคนโต ดูขี้เหร่ที่สุด เพราะผิวดำ เหมือนย่า หน้าตาแก่ตั้งแต่เด็ก
น้องคนที่ หนึ่งเป็นชายชื่ออุ๋ย รองลงไปชื่อหวาน และเสียชีวิตไป 1 คน ต่อมาเป็นอึ่ง และคนสุดท้องชื่อ ปู
ขณะที่เราเติบโต พ่อเป็นครูตำรวจที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน ชีวิตในวัยเด็ก ของพวกเรา จึงมีความสุข ในเวลาปกติ เราเรียนหนังสือและอยู่บ้านยายที่ดินแดง ซึ่งย้ายมาจากบริเวณโรงพยาบาลรามาธิบดี ตรงข้ามกับโรงพยาบาลสงฆ์
หลังจากที่ซึ่งเป็นของทรัพย์สินฯ ให้รื้อถอนบ้านเพื่อจะนำไปสร้างโรงพยาบาล ยายได้ย้ายมาซื้อที่จัดสรรบริเวณดินแดง ขณะนั้น เป็นท้องนา ฉันอายุประมาณ 10-11 ขวบ ฉันจำได้ว่า เป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขมากๆขณะที่รอปลูกบ้าน ยายเช่าบ้านคนรู้จักกัน เป็นเจ้าของโรงเรียนจำนงวิทยา ด้านหน้าบ้านเป็นตึกแถวที่เช่าอีก 1 ห้อง
ฉันวิ่งเล่นจับปลา จับปูใต้ถุนเรือน ซึ่งเป็นบ้านปลูกใหม่ใกล้ท้องนา จึงมีน้ำใสสะอาด ปลากตัวเล็กๆ น่ารัก ปลาซิว ปลากระดี่นางฟ้า หางสีฟ้าสวยงาม ความรู้สึกยังติดตราตรึงใจมาจนทุกวันนี้ ชีวิตที่เด็กๆต้องการในการเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติ เราจำได้ว่าคุณยายไม่ว่าเพราะเล่นอยู่ในสายตา เรามีพี่เลี้ยงชื่อ พี่นิดกับพี่แจ๋ว (ตอนนั้นหนังสือการ์ตูน นิด หน่อย แจ๋ว กำลังดัง)
เราได้ยินเสียงเพลงลูกทุ่งจากวิทยุทรานซิสเตอร์ พร้อมละครวิทยุ วิเชียร นิลลิกานนท์ และกันตนา
คุณยายมีน้องสาวมาจากชลบุรี ชื่อยายจำรัส เราเรียกว่า ยายอี้ ท่านใจดี เป็นเหมือนแม่บ้านใหญ่ ท่านทำขนมหวานขาย โชคดีของฉัน ที่ได้มีโอกาสเรียนรู้การทำขนมเรียกว่า ข้าวตู เป็นขนมโบราณ
ข้าวตู ทำมาจาก ข้าวสุกที่เหลือ นำไปตากแห้ง ตอนนั้นคุณยายทำอาหารขายเป็นร้านเล็กๆ มีขนมยายอี้หลายอย่าง ฉันเลยเป็นลูกมือหยิบจับเล็กๆน้อยๆ พูดถึงข้าวตู เอาข้าวสวยที่เหลือๆมาตากแดดจนแห้ง แล้วนำมาคั่วจนเหลือง (นี่แหละ คือความฉลาดของภูมิปัญญาไทย )พอสีเหลือง ทองก็นำมาใช้โม่หินบดเป็นผงๆ พูดถึงโม่หิน เป็นหินสองชั้น ชั้นล่างมีแอ่งข้างเพื่อเป็นที่รองรับของที่บดพร้อมด้วยหินชั้นบนซึ่งมีช่องขนาดเล็กๆ ขนาด 1 นิ้ว ไว้สำหรับหยอดข้าวแห้ง เมล็ดข้าวสดๆพร้อมน้ำ บดโดยการหมุน ก้อนหินซึ่งมีที่จับหมุนไปรอบๆ ตามเข็มนาฬิกา จนข้าวละเอียด แล้วไหลเวียนลงตามช่องข้างๆ เมื่อได้ข้าวผงละเอียด ก็นำกระทะทองใส่น้ำกระทิต้มพอเดือดใส่น้ำตาลปี๊บกวนจนเหนียว แล้วใส่ผงข้าวที่ป่นไว้แล้วก็กวนๆๆๆๆจนเมื่อยแขนโดยใช้ไฟอ่อนๆเคี่ยวจนงวดๆแล้วทิ้งไว้ให้แห้ง
ต่อไปก็นำมาปั้นเป็นก้อนๆเรียงไว้ในถาด แล้วใช้เครื่องปั๊มลายพลาสติกด้านล่างเป็นรูปกลมหรือรี ด้านบนเป็นแผ่นกลมๆมีที่จับมีลวดลายดอกไม้บ้าง รูปสัตว์บ้าง วางก้อนข้าวตู ลงในช่องพลาสติกติดกลมแล้วนำแกนที่มีที่จัดกดลงไปที่ข้าวตู ก็จะออกมาตามแบบ มีลวดลายสวยงาม แล้ววางเรียงซ้อนสลับกันลงในโถแก้ว ขนาดใหญ่ ดูน่ากิน ข้าวตูสีน้ำตาลเข้มรสหวาน ใช้เทียนอบลงในโถแก้ว แล้วจุดจนเกิดควันแล้วปิดฝาแก้ว เราตื่นเต้นทุกครั้งที่ดู ควันจะค่อนๆกระจายไปทั่วโถ แล้วก็ไปแทรกความหอมที่ขนม บางครั้งยายอี้ ก็ใช้ดอกมะลิใส่ลงไปด้วย ฉันยังจำกลิ่นหอมติดจมูกถึงทุกวันนี้ นี่แหละ Learning by doing ฉันได้สัมผัส ได้เห็น ได้กลิ่น เป็นขั้นตอน
นอกจากนี้ขนมถั่วกวน ซึ่งใช้ถั่วเขียว ที่กะเทาะเปลือกออก เป็นสีเหลืองแช่น้ำตลอดทั้งคืนจนนิ่ม นำกระทะทองตั้งไฟแล้วใส่น้ำกะทิพออุ่นใส่ถั่วเหลือง ลงไปแล้วก็กวนจนเปลี่ยนกลายเป็นเนื้อเดียวกันแล้วใส่น้ำตาลทรายกวนจะละเอียดแล้วก็นำมาทำกรรมวิธีเดียวกับข้าวตู น่ากินจัง!
ขนมที่ฉันประทับใจอีกอย่างคือขนมครก ยายอี๊นำข้าวสารมาแช่น้ำ และใส่ข้าวสุกไปนิดหน่อยแล้วนำมาโม่ โดยฉันชอบเป็นคนหยอดข้าวใส่โม่ให้ยายอี๊
เมื่อโม่แล้ว จะมีแป้งสดค่อยๆไหลออกมาจากโม่ลงสู่หม้อที่รองไว้ เป็นแป้งขนมครกที่นิ่มนวล และมีน้ำตาลละลายด้วยกะทิหวาน เค็มๆด้วยเกลือ ไว้คอยหยอดเติมด้านหน้าขนมครก ซึ่งปัจจุบันจะใส่เผือก ข้าวโพด อื่นๆ แต่สมัยก่อนจะมีเพียงต้นหอมซอย แต่บางคนไม่ชอบ เวลาเตาไฟได้ที่ก็วางแผ่นเหมือนกระทำ เป็นหลุมๆทำด้วยดินเผา ไว้หยอดขนมครก ยายอี้ ก็จะใช้ผ้าป่านสีขาวห่อกากมะพร้าวมัดเป็นกระจุกจุ่มน้ำมันหมู หรือน้ำมันพืช ทาไปตามหลุมจนร้อน แล้วค่อยหยอดแป้งตามด้วยน้ำกะทิหวานๆแล้วปิดฝา พอระอุ ก็เปิดฝาขึ้นใช้ช้อนสังกะสี ค่อยๆแซะรอบๆครก และช้อนขึ้นวางที่ถาด ซึ่งปูด้วยใบตอง รอจนอุ่นๆ ก็เอาแต่ละฝามาประกบกันเป็นคู่ๆ แล้วเวลามีคนมาซื้อ ก็จะเรียงลงในกระทงใบตองที่ยายอี้ใช้มือฉีกเป็นแผ่นๆ4-5นิ้ว 2แผ่น ประกบกันแล้วเจียนด้านหัวด้านท้ายให้มนสวยงาม แล้วจีบทั้งสองด้านเข้าหากัน กลัดด้วยไม้กลัดที่เหลาจากไม้ไผ่ แล้วใช้มีดตอกเป็นไม้มีความแหลมหัวแหลมท้าย กลัดให้เหมือนกระทง
ยายอี๊จะจับ ขนมครกเป็นคู่ๆวางเรียงเป็นแถว 10 คู่ 1 บาท ทุกเช้า ยายอี้ตั้งตั้งเตาก็คนมารอคิวเพื่อซื้อไปกินกับกาแฟ คิดถึงยายอี๊จัง
ยายอี้ทำขนมอีกหลายอย่าง เช่นเผือกฉาบ ขนมฝรั่ง ขนมครก สนุกมากที่เห็นผู้ใหญ่ทำงาน เป็นการเรียนรู้ในวัยเด็กของฉัน เวลายายอี้ทำกับข้าว ฉันจะชอบดูและจดจำ จนทำได้
เมื่อย้ายบ้าน เข้ามาปลูกในบ้านไม้ 2 ชั้น ยายอี้ขยันมาก ที่จำได้ ตอนค่ำ ยายอี้จะพับถุงกระดาษ ยายอี้จะทำอย่างผ่อนคลาย ซึ่งวิธีการพับถุงกระดาษน่าสนใจมาก เรียงกระดาษเป็นแถวๆยาวหลายสิบใบอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ส่งเสริมสมาธิและความมีระเบียบดีนักแล แล้วเอาแป้งเปียหที่กวนเองใส่สารส้ม มาทาด้วยแปรงสีฟัน และพับเป็นถุง กลมๆก่อน แล้วค้อยมาทำตูดถุง ยายอี้ทำงานหนัก กลางวันรับดูแลเสื้อผ้าพวกเรา ทำอาหารเช้า กลางวัน เย็น ยายอี้ ป่วยด้วยโรคมะเร็ง และเสียชีวิตด้วยอายุเพียงสี่สิบกว่าปีเท่านั้นเอง
อีกเรื่องที่ฉันยังจำได้ไม่ลืมเลือน คือมีช่างมาเขียนภาพกินนร กินนรีที่ผนังตึก ฉันนั่งมองช่องวาดเห็นแล้วสวยมา ฉันจึงชอบวาดภาพและชอบศิลปะมาจนปัจจุบัน
หลังจากที่ยายปลูกบ้าน ซึ่งอยู่ในซอยลึกเข้าไป รอบๆบ้าน เราก็เลิกประกอบอาชีพค้าขาย พวกเราย้ายไปอยู่ที่บ้าน เป็นบ้านที่น่าอยู่มาก เป็นบ้านไม้สองชั้น หลังแรกๆท่ามกลางท้องนา เพราะเป็นที่จัดสรร ชีวิตสนุกมาก บ้านปลูกอยู่ในน้ำที่เคยเป็นน้ำทุ่งนา มีผักบุ้งทอดยอดอยู่ในน้ำ มีปลาต่างๆ
บ้านปลูกลึกเข้าไปด้านหลัง บ้านเรา มีสะพานพาดจากถนนข้ามไปถึงบ้านไม้ มีการต่อไม้เก้าอี้ ขนานไปกับสะพานไว้ให้เด็กๆนั่งเล่นตอนเย็น ณ ที่นี้เป็นจุดเริ่มต้นของครอบครัวไทยขนาดใหญ่ ภายใต้คุณยาย ยายอี๊ และญาติอีกคนหนึ่งที่มาช่วยดูแลพวกเรา มี 16 คน ซึ่งเป็นหลานๆที่เกิดจากลูกของยาย มาร่วมอยู่บ้านเดียวกัน แต่แม่ และพ่อ ของฉันอยู่ประจำโคราช ลุงทัย กับป้าทิพย์เดินทางไปพากษ์หนังตามจังหวัดต่างๆ ฉันเคยไปเชียงใหม่ ดูวิธีการพากษ์หนังของลุงกับป้า กำลังพากษ์เรื่องผู้ชนะสิบทิศ สมัยไชยา สุริยัน พิศมัย วิไลศักดิ์ ไม่น่าเชื่อว่าคนเพียงสอคน จะใช้เสียงพากษ์แทนตัวละครทั้งเรื่องเป็นร้อยๆตัวได้!!! แล้วยังใช้เทคนิคอุปกรณ์รอบตัว เช่น ช้อน ส้อม หนังสือพิมพ์ แก้วน้ำ ทำเสียงประกอยการสู้รบในฉากสงครามอย่างสมจริง และสนุกสนาน นับเป็นอีกประสบการณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งในชีวิตฉันที่ได้เข้าไปนั่งดูหนังในห้องพากษ์นี้ ซึ่งอยู่ด้านหนังของโรงหนัง และขณะพากษ์ ผู้พากษ์จะดูตัวแสดงและพากษ์ไปตามบท ในมือก็จะถืออุปกรณ์ ปากก็พากษ์ ตาก็ดูตามบท คนพากษ์จะเปลี่ยนเสียงไปตามตัวละคร ทั้งคนสาว คนแก่ เด็กๆคนเพียง ๒ คน มีความสามารถจริงๆ
น้าเล็ก พาลูกๆมาจากโคราช 5 คน และป้าไพเราะ กับลูก อีก 3 คน และครอบครัวฉันอีก 4 คน บ้านของเราจึงเป็นบ้านที่เหมือนสถาบันรับเลี้ยงเด็ก ฉันกลายเป็นหัวหน้าน้องๆที่อายุไล่เลี่ยกัน 13 ปี จนถึง 4 ปี พวกเราสนุกมากๆต่อมามีหลานยายลูกน้าพิศวงมาเรียนที่กรุงเทพอีก 1 คน ยายขยายที่ให้เล่นเป็นลานไม้กว้างขวาง เต็มพื้นที่
เราอยู่โรงเรียนเดียวกันทุกคนแต่งชุดเสื้อขาว กระโปรงสีแดง ผูกไท้แกง เวลาไปโรงเรียนก็จะเดินเป็นแถวเรียงหนึ่ง แลดูน่าขำ เหมือนแม่เป็ดกับลูกเป็ด ทุกคนในซอยจะรู้จักเด็กๆบ้านเราอย่างดี ตอนกลางวันน้าเล็กจะจัดอาหารใส่ปิ่นโตขนาดใหญ่ไปให้พวกเราทั้ง 16 คน กินพร้อมกันที่โรงอาหารที่โรงเรียน ตอนเย็นยายอี้ก็จะเตรียมทำอาหารเย็นไว้ให้พวกเรา บางวันถ้าโรงเรียนปิด เราก็จะจัดอาหารใส่ปิ่นโต ใส่ตะกร้า เดินขบวนมดดำมดแดง ไปกินอาหารที่กลางท้องนาใกล้ๆกอไผ่ โดไม่ต้องมีผู้ใหญ่ดูแล บางครั้งผ่านบ่อน้ำ ที่มีปลิง ด้วยวัยเด็กก็เดินย่ำเล่นปลิงเกาะขาก็วี๊ดว๊ายสนุกสนานดี
ทุกคืนฉันต้องเป็นคนจัดกิจกรรม ร้องรำทำเพลง แต่งแฟนซีบ้าง เป็นการประกวดต่างๆการเล่นละคร มีการเดินแฟชั่นโชว์เป็นจินตนาการของเด็ก บางครั้งเปิดเพลงเต้นรำ ตอนนั้น ก็เป็นเพลงทวิส วาตูซี่ เป็นต้น เด็กๆบ้านเราน่ารักทุกคน เวลาคุณครูจะมีการแสดงบนเวทีตอนปิดภาค พวกเราก็ได้รับเลือกเล่นละครบ้าง รำเป็นชุดๆบ้าง โดยเฉพาะยายอึ่ง เป็นที่รักของคุณครูทุกคน เพราะอ้วนตุ๊ต๊ะ มานั่งรอที่ซ้อม ก็เลยถูกจับไปเต้นระบำนกเห่ด้วย โชคดีที่เราเรียนโรงเรียนสอนเน้นภาษาอังกฤษด้วยการท่องศัพท์เป็นประจำวันละ 5 คำ ทำให้ฉันกลายเป็นหัวหน้าห้องเรียนตั้งแต่ ป.4 เป็นต้นมา ทำงานแทนครู ช่วยดูแลเพื่อนช่วยทำคะแนนให้ครู บรรยากาศบ้านเมืองที่สงบสุข ผู้ใหญ่ที่ใจดีเข้าใจเด็ก เราไม่เคยทะเลาะกัน พ่อแม่และญาติก็มีความรักใคร่ปรองดอง ช่วยเหลือกันอย่างดี ลูกใครป่วยก็ช่วยกันพาไปหาหมอ พ่อแม่ใครไปทำงาน ก็มีผู้ใหญ่ดูแล ฉันโชคดี ที่ได้เห็นครอบครัวใหญ่ๆ ที่เด็กๆอายุ ตั้งแต่ 15 -7 ขวบ ต่างเคารพมีระบบอาวุโส ความยากจนแต่ไม่ถึงกับข้นแค้น ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้บ้านเรารักใคร่ปรองดอง
วันไหนที่พ่อกับแม่และน้องปูจะกลับมาเยี่ยมที่กรุงเทพ เป็นวันที่พวกเราตื่นเต้นมาก ด้วยความคิดถึง ฉันเชื่อว่า ถ้าเด็กๆได้รับความรัก ความเข้าใจ ย่อมเป็นพื้นฐานสำหรับการจะเป็นแบบอย่างที่ดีในอนาคต
เมื่อพวกเรา เติบโตมากขึ้น เข้าสู่วัยรุ่น แต่ละคนก็มีความแตกต่างกัน และต่างแยกย้ายกันไปมีครอบครัว บัดนี้ก็มีลูกหลานเติบโตจนเรียนสำเร็จแล้ว ฉันมีความประทับใจกับความสุขที่เราได้รับในวัยเด็ก โดยเฉพาะ โดยเฉพาะคุณยายให้พวกเราไปเรียนนาฏศิลป์ ช่อง 5 ซึ่งเปิดสอนแข่งกับช่อง 4 บางขุนพรหม ฉันก็ได้รับเลือกโดยครูนาฏศิลป์ คุณย่าเฉลย ศุขะวณิชย์ ที่สอนวันอาทิตย์ ให้รำฉุยฉาย เบญจกายแปลงออกทีวี และทุกๆทีฉันก็จะได้เล่นละครของหลวงวิจิตรวาทการ ได้เป็นนักรำประจำโรงเรียนตั้งแต่เด็ก ดังนั้น ฉันจึงมีทักษะนาฏศิลป์และการละครในขณะที่เรียนทั้งระดับประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษา
อีกเรื่องที่ประทับใจ เมื่อฉันเรียนในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ฉันมีคุณครูชื่อ ครูประยงค์ สินลอยมา เป็นครูประจำชั้น ท่านสอนคณิตศาสตร์ซึ่งฉันไม่มีความสามารถด้านคณิตศาสตร์ แต่ท่านสอนให้ฉันได้เรียนรู้ในการเป็นผู้
นำเป็นคนมีความรับผิดชอบ และชอบทำบุญ ท่านไว้ใจให้ฉันเก็บกระป๋องออมสินของห้อง ทุกวันเราจะเก็บเงินเพื่อไปทำบุญ เมื่อถึงเวลาครูประยงค์จะพาพวกเรานั่งเรือหางยาวไปทำบุญที่วัด มันเป็นความสุขที่ฝังใจเรื่องของการเรียนรู้ที่จะต้องทำการเสียสละเพื่อส่วนรวม ฉันมีโอกาสดีจริงๆที่ได้เรียนรู้ แบบพหุปัญญา
มันคือความสุขเล็กๆน้อยๆ ที่เมื่อพวกเรานั่งคุยกันแล้วก็อดขบขันมีเรื่องเล่ากันแบบยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ตลอดมา
ผจญภัยในโลกกว้าง
สิ่งที่ชีวิตฉันถูกหล่อหลอมอย่างมีความสุข คือโลกใบเล็กของฉันมันเป็นของฉันจริงๆ ฉันได้ไปเที่ยวบ้านคุณยายสำลีทุกปี ในช่วงปิดเทอมใหญ่ ฉันได้เรียนรู้วิถีชีวิตในชุมชนของคนชลบุรี โดยเฉพาะตอน วันสงกรานต์ ต่างจังหวัด เมื่อหลายสิบปีก่อน เมื่อฉันยังเล็ก ฉันพบว่า คนชายทะเล เวลาเข้าห้องน้ำ จะต้องเดินกลับไปบนสะพานที่ยาวมาก เพราะต้องให้เลยออกไปในทะเล ซึ่งส้วมที่ต่อท่อออกได้ไปบริเวณชายทะเล(เวลาถ่ายหนักจะถ่ายลงน้ำทะเล มีปลามาคอยตอดกิน แล้วใช้กากมะพร้าว ตรงด้านในอ่อนเป็นชิ้นๆ ชำระความสะอาดด้วยหล่ะ! ) ถ้าอยู่บริเวณไร่ ตามบ้านก็จะขุดหลุมกลบ ยังไม่มีไฟฟ้า จนเจริญขึ้น
เมื่อวันสงกรานต์ ชาวบ้านจะทำเป็นแถวไปทำอาหารตอนเช้า เดินไปทำบุญที่วัดกระทิงลายชายหญิง หนุ่มสาว ก็จะแต่งตัวสวยหล่อส่งสายตา ฝ่ายสาวก็จะนั่งกับพ่อแม่ ตายายบนศาลาที่เป็นใต้ถุนสูง ส่วนฝ่ายชายก็จะนั่งรอด้านล่าง ภาคสายๆหรือบ่ายๆก็จะตั้งวงเล่นเกมส์เช่น อีซ่อน ฉันก็เป็นเด็กเริ่ม สาวยังรู้สึกตื่นเต้นเวลาวิ่งหนี มิฉะนั้นจะถูกแตะที่ตัวเมื่อเป็นฝ่ายแพ้ หรือเล่นเกมส์โยนลูกโยนถ้าฝ่ายหนึ่งโยนไปแล้วอีกฝ่ายหนึ่งรับไม่ได้ ก็จะถูกลงโทษทั้งทีมด้วยการให้อีกฝ่ายมากดที่บ่า แตะบ่า แค่เนี้ย หนุ่มๆสาวๆก็กระดี๊กระด้า สนุกสนานยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ใกล้เพียงแค่เนี๊ยก็ยังดี (ไม่เห็นเหมือนยุคปัจจุบัน โดนจับไม้จับมือกัน) วันสำคัญก็จะเล่นสะบ้าทีมชายทีมหญิง ก็เล่นกันหลายๆวันเป็นอาทิตย์ และวันสำคัญคือวันที่สระน้ำพระ จะมีการขนทรายเข้าวัด เป็นประเพณีที่เกิดจากความเชื่อที่ว่า เวลาคนเดินเข้าวัดและออกจากวัด เชื่อว่ารองเท้าจะติดทรายออกไปจากวัด จึงจำเป็นต้องขนทรายสะอาดจากบ้านมาถวายที่วัด และเพื่อให้เป็นกิจกรรมร่วมความสมัครสมานสามัคคี ประชาชนในหมู่บ้าน จึงมีการจัดทำเป็นกองทรายที่ตกแต่งให้สวยงามถวายเป็นกุศล จะใช้ดอกไม้สดท้องถิ่น เปลือกหอยเป็นต้น มีธงกระดาษสามเหลี่ยมสีสดใส ตลอดจนทำเป็นลวดลายต่างๆ ประกวดประชันกันอย่างสนุกสนาน
หลังจากนั้นทุกคนก็สรงน้ำพระพุทธรูป และพระสงฆ์จะนั่งให้ชาวบ้านสรงน้ำ หลังจากนั้น ก็เป็นธรรมเนียมของชาวบ้านที่จะเล่นสาดน้ำใส่กันอย่างสนุกสนาน ชายหนุ่ม หญิงสาวก็จะคึกคักคึกครึ้นกันอย่างถ้วนหน้า (40-50 ปีที่ผ่านมา ยังเห็นเป็นแบบนี้ เดี๋ยวนี้กลับไปไม่เห็นอีกแล้ว เสียดาย...จัง
ซักเรื่องที่ฉันอยากฝากไว้ คือเรื่องสิ่งแวดล้อม เมื่อ 40-50ปีที่ผ่านมา ฉันเดินทางไปพัทยาเพื่อเล่นน้ำทะเล ทั้งครอบครัว พ่อ แม่ ลูกหลาน พัทยายังมีทะเลสวยงามฉันเคยเห็นปลาวาฬว่ายน้ำในบริเวณพัทยาใต้ด้วย น้ำทะเลสะอาดสามารถแต่งชุดว่ายน้ำสวยงามเดินเล่นชายหาด ขอโทษแต่งสวยแต่ว่ายน้ำไม่เป็น!
อุปนิสัยของคนต่างจังหวัด น่ารัก ซื่อตรง รักสงบและชอบทำบุญทำทาน คุณตาและคุณยายใหญ่พี่สาวของคุณยายเจริญเป็นคนใจดี พวกเราชาวกรุงเทพฯจะไปอยู่ที่ชลบุรีประจำทุกปี ตั้งแต่เล็กจนเติบโตมา
นอกจากนี้ บรรยากาศในการเรียนรู้ที่อยู่นครราชสีมา ช่วงโตขึ้น ปิดเทอมจะไปอยู่กับพ่อแม่ที่ย้ายจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจจอหอ นครราชสีมา เมื่อย้อนภาพความหลัง เราเห็นการทำงานของพ่อ ขณะที่อยู่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เช้ามืด ฉันเห็นพ่อขี่จักรยานโดยมีฉันและน้องซ้อนท้ายไปที่พักของโรงเรียนนายร้อย ไปดูต้นกุหลาบสวยงาม บางครั้งพ่อตัดดอกไม้กลับบ้าน พ่อจะทำหน้าที่สม่ำเสมอ แม่จะอยู่บ้านกับอึ่ง และปู ซึ่งขณะนั้นยังเล็กมาก ฉันไปอยู่เวลาปิดเทอมกับอุ๋ยและหวาน บรรยากาศสิ่งแวดล้อมบ้านพักข้าราชการ ใต้ถุนโล่งวิ่งเล่นได้สนุกสนาน หน้าบ้านมีดอกไม้สวยงาม ได้แก่ต้นราชพฤกษ์ สีชมพูต้นใหญ่ออกดอกสะพรั่งไสว และมีต้นมะเดื่อที่ลูกดกมาก สีแดงส้มเต็มต้น ห้อยตามกิ่งทั้งต้น ฉันยังเห็นภาพประทับประทับใจสวยจริงๆ รอบๆบ้านมีคลองขุด มีน้ำมีปลา ตามถนนในโรงเรียนนายร้อยมีต้นหางนกยูงแผ่กิ่งก้านสาขาทอดยอดมีดอกสีสดใสทั้งส้ม แดง ประกอบด้วย ต้นราชพฤกษ์สีเหลืองอร่ามห้อยเป็นพวงเต็มต้น และมีเงาทอดลงสู้บ่อน้ำ ตลอดสาย กลางสนามใหญ่ ของโรงเรียนนายร้อย มีศิลาจารึกอะไรฉันจำไม่ได้ แต่เป็นที่ๆฉันวิ่งเล่นทุกวันตอนเย็นๆ อากาศสดชื่นทำให้ฉันมีความสุข สนุกกับเพื่อนๆน้องๆ โลกช่างน่าอยู่จริงๆ
ครั้นเมื่ออยู่ที่โรงเรียนพลตำรวจจอหอ ท้องถิ่นอีสานเมื่อ 40-50ปีที่ผ่านมา ยังแห้งแล้งบางวันน้ำไม่ไหล ขึ้นบนบ้าน พักชั้นสง ต้องหิ้วขึ้น มีนักเรียนพลตำรวจช่วยทำความสะอาดบ้าน 3คน ทั้งเช้าเย็น พ่อกับแม่อยู่กับปู พวกเรามีบ้านน่าอยู่ พ่อจะขนหินก้อนใหญ่ๆจากป่า ใหญ่ขนาด 5 คน นอนบนก้อนได้ วางไว้ใต้ต้นมะขาม ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของฉัน พวกเราจะปีนต้นมะขามขึ้นไป ขณะที่ออกดอกเป็นช่อเต็มต้นใบอ่อนเด็ดกินได้ ไปนั่งเล่นคนละกิ่ง แอบดูบรรยากาศบ้านอื่นๆ ถึงแม้จะเป็นสาวแล้วก็ตามก็สนุกมาก
หน้าบ้านมีสนามเทนนิส พ่อจะตีเทนนิสกับเพื่อน แม่จะเป็นแม่บ้านเป็นคุณนายของตำรวจด้วยความเรียบร้อย เป็นแม่บ้านแม่เรือน
ทุกเย็นพวกเราจะแต่งกายสวยงาม เดินเล่นไปตามบ้านตำรวจ เมื่อมีงาน ”ย่าโม”ประจำปี พ่อจะนำโรงเรียนพลตำรวจไปออกร้านยิงปืน ฉันและน้องจะได้ไปร่วมงานและยิงปืนทุกปี บ้านเรากลายเป้าสายตา เพราะพ่อแม่มีลูกมาก กว่าบ้านอื่นๆแถมยังโตเป็นสาวเป็นหนุ่ม เรามีความสนุกที่ได้เรียนรู้การปลูกถั่วฝักยาว มะเขือเทศ เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมูของตำรวจ เราได้เรียนรู้การขุนอาหารหมู ใช้หยวกกล้วยผสมกับรำข้าว การเก็บมะเขือเทศ เก็บถั่วฝักยาวทำส้มตำ ได้เรียนรู้ถึงอาหารการกินของคนอีสาน เรียนรู้กิจกรรมวัฒนธรรมต่างๆ โดยเฉพาะตอนเช้าจะมีตลาดเช้า มีชาวบ้านมาร่วมกันขายของจากชุมชนของตน บางวันฉันต้องขี่จักรยานไปซื้ออาหาร ฉันชอบมาก ที่ได้เห็นตลาดแห่งชีวิต วิถีชีวิตของคนต่างจังหวัด ผัก ผลไม้ กบ เขียด ปลาต่างๆ การจัดกิจกรรมต่างๆที่มีบริบทที่แตกต่างกันไป
ฉันโชคดีมากที่มี พ่อแม่ที่ส่งเสริมให้ฉันได้เรียนรู้ต่างๆเป็นไปตามธรรมชาติและเหมาะสมกับวัย
แม่ของฉันจะสอนให้ทานอาหารสุขภาพ เคี้ยวเบาๆเดินเบาๆ เกรงใจผู้อื่น แม่เป็นแบบอย่างที่ดีปฏิบัติตนเป็นคนดี มีพ่อที่ตั้งใจทำงานเสริมสร้างความรักความมั่นใจ เราจึงมีครอบครัวที่อบอุ่น
และการที่ฉันสอบเข้าเรียนคณะอักษรศาสตร์มหาวิทยาลัยศิลปากร ชีวิตก็เปลี่ยนแปลงไป ฉันไม่เคยได้รู้ถึงสภาพการเงิน การเปลี่ยนแปลงของบ้านเพราะอยู่ประจำ บ้านของพวกเราก็ถูกขายไปและแยกย้ายไปอยู่ที่ต่างๆในแต่ละครอบครัว
ตอนที่ 3 วงเวียนชีวิตที่ก้าวไกล
เมื่อเข้าสู่คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งตั้งอยู่ที่ทับแก้ว จังหวัดนครปฐม เป็นรุ่นที่ 4 ในปีพ.ศ. 2514 ซึ่งเมื่อเข้าเรียนที่วิทยาลัยทับแก้ว เป็นแคมปัสหนึ่งของมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งมล.ปิ่น มาลากุล เป็นผู้ริเริ่ม ให้เหมือนยุโรป เริ่มด้วยคณะอักษรศาสตร์ ต่อด้วยศึกษาศาสตร์ และคณะวิทยาศาสตร์ ซึ่งแยกจากมหาวิทยาลัยศิลปากรวังท่าพระ กรุงเทพฯ
เมื่อแรกเข้าไปอยู่คณะอักษรศาสตร์ ไปอยู่หลายคนซึ่งอยู่ร่วมกับพี่ๆปี 2 รู้สึกอึดอัดเพราะอยู่ในสายตาพี่ๆ วันแรกไปมอบตัว บ้านเราไปส่งรวมทั้งหมดเป็นสิบคน (จำไม่ได้แล้ว) แต่รู้ว่าไปกันอย่างกับครอบครัวใหญ่ เดินเรียงกันเป็นแถว ก็เฉพาะพ่อ แม่ น้องอีก 4คน แล้งยังน้องๆที่อยู่ที่บ้านอีก เล่นเอาอาจารย์คุมหอถึงกับพูดในที่ประชุม ยกตัวอย่างในขณะนั้น ตั้งแต่นั้นทั้งรุ่นพี่ และเพื่อนๆ ก็คงขำและจดจำได้ดี ขณะนั้นพ่อย้ายมาประจำที่โรงเรียนตำรวจนครบาลบางเขน
ด้วยความรักของพ่อแม่ และน้องๆทำให้เราอบอุ่นใจ แต่อาทิตย์แรก เพื่อนกลับบ้านหมด เราก็ต้องเสียน้ำตาคิดถึงบ้าน อาทิตย์ต่อๆมา พ่อจะมารับมาส่ง เพื่อนๆที่อยู่ต่างจังหวัดก็ได้พึ่งพากลับรถเข้ากรุงเทพฯพร้อมๆกัน
เมื่ออยู่ชั้นโตขึ้น ก็กลับเองได้ ตอนขากลับไปคณะ พ่อก็จะลุกแต่ตีห้าไปส่งที่สถานรถระจำทาง เป็นความดีของพ่อ
เมื่อเข้าเรียนในปีแรก นกน้อยที่เคยทำกิจกรรมมากมาย ก็สนุกกับรุ่นพี่ ที่ทำกิจกรรมระหว่างมหาวิทยาลัย เช่น การแข่งเรือประเพณีระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดลกับมหาวิทยาลัยศิลปากร จะเช่าเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยา แลกเปลี่ยนเรียนรู้เหมือนบอลประเพณีจุฬา – ธรรมศาสตร์ แต่มหาวิทยาลัยทั้ง 2นี้ใช้แข่งเรือตามแม่น้ำเจ้าพระยา ตื่นเต้นมาก โดยเฉพาะวัยหนุ่มสาวจะแอบปิ๊ง ปิ๊ง หมอหล่อๆ หนุ่มคณะโบราณ เดค สถาปัตย์ จิตรกรรม
เรือแต่ละลำ ก็จะมีหนุ่มสาวคณะต่างๆฉวัดเฉวียน ร้องรำทำเพลง แต่งกายสวยงาม ล่อไอ้เข้...คอยให้กำลังใจ พวกแข่งเรือ จำได้ว่าเพื่อนที่คณะได้รับคัดเลือกไปเป็นฝีพาย ของฝ่ายหญิง ถ้าฝ่ายชายมีน้อย รุ่นหนึ่งมีสุภาพบุรุษเพียง 2-3 คน น่าสงสารจริงๆ แต่สาวๆอักษรล้วน เก๋ เท่ หรู ทั้งนั้น พอภาคค่ำ ก็มีการกินเลี้ยงอย่างสนุกสนาน เวลามีงานพ่อก็มาคอยรับกลับบ้านเป็นประจำ
จำได้ว่า ปีแรกที่เข้าไปทำกิจกรรมมาก เพราะพวกพี่ๆอักษรศาสตร์ มีกิจกรรมกีฬากับมหาวิทยาลัยเอกชน เช่น มหาวิทยาลัยกรุงเทพ บางครั้งมีกิจกรรมการละคร การเลี้ยงเล่น เต้นรำ จนบางครั้งหนุ่มๆต่างมหาวิทยาลัยก็จะนำไปซุบซิบถึงคณะอักษรศาสตร์ ทำให้รู้สึกโกรธแค้นกับหนุ่มๆต่างมหาวิทยาลัย
สำหรับภายในมหาวิทยาลัย ก็รับน้องอย่าเคร่งเครียด จนบางครั้งรู้สึกอึดอัดแทบทนไม่ไหว เพราะนิสัยรักอิสรภาพมีมาแต่เด็ก แต่ก็ผ่านพ้นวิกฤตมาได้อย่างกระพร่องกระแพร่ง จริงๆ
ในปี 2514 กระแสการเมือง และสังคมกำลังแรงจริงๆโดยมิได้เตรียมตัวกัน แต่ไปตามธรรมชาติ ปีนั้นไปค่ายเยาวชนนานาชาติ (มีแต่นักศึกษาหลายสถาบัน) ซึ่งได้รับงบประมาณ จากองค์กรระหว่างประเทศ เรียกว่า WUS World University Service พวกเราไปออกค่ายอาสาพัฒนาสังคม ปลูกโรงเรียน ออกประชาสัมพันธ์ค่ายกับชาวบ้าน ทำอาหาร ผสมปูน นันทนาการต่างๆ ซึ่งจัดที่จันทบุรี
ประสบการณ์นี้เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความทรงจำถึงเพื่อนชาวค่ายที่มาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ สถาบันราชภัฏพระนคร อีกหลายแห่ง เป็นรุ่นพี่ๆ ทั้งจุฬา มหิดล เป็นต้น การทำงานทำให้เราได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิต รู้จักการทำงานเพื่อสังคม ซึ่งเป็นช่วงกระแสของการเปลี่ยนแปลงสังคมการเมือง ที่จะนำสังคมไทยไปสู่การเปลี่ยนแปลง 14 ตุลาคม 2516 โดยมิได้มีการจัดตั้ง แต่ทุกคนมีจิตสำนึกในใจของตัวนักศึกษา
การทำงานของเยาวชนในนามของ WUS ซึ่งเป็นองค์กรสำคัญที่เข้ามามีบทบาทให้ทุนนักศึกษา อาจารย์ในมหาวิทยาลัย ได้ทำกิจกรรมเพื่อสังคม มีการประชุม และมีสำนักงานที่สภาการศึกษาแห่งชาติที่ตั้งอยู่ในปัจจุบัน เราได้เข้าร่วมประชุมกับอาจารย์ในมหาวิทยาลัย นพ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม อ.ชนะ พิมานแมน เป็นต้น เราประชุมในนามตัวแทนมหาวิทยาลัยศิลปากรอยู่ตั้งแต่ปี 2 คณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมีการประชุมอย่างเป็นระบบ เป็นสิ่งที่เราได้รับบทเรียนอย่างดียิ่ง จะมีการทำโครงการระดับมหาวิทยาลัย โดยส่งตัวแทนคณะต่างๆ เพื่อประชุมสัมมนา ที่จำได้คือเขาใหญ่ มีอาจารย์จากคณะต่างๆ ร่วมกับนักศึกษา ร่วมกันประชุมเพื่อให้เกิดกิจกรรมนักศึกษา มีการได้รับเงินมาซื้อเครื่องซีรอก ซึ่งตอนนั้น เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก จากจุดนี้ เริ่มเป็นกลุ่ม ของผู้นำนักศึกษา ที่มีผลต่อมหาวิทยาลัย สู่การเป็นผู้นำนิสิตนักศึกษาในช่วง 14 ตุลาคม 2516
น่าเสียดายว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์การเมืองโดยเฉพาะ หลัง 6 ตุลาคม 2519 องค์การนี้ก็ถูกยกเลิกไปกลายเป็นปัญหาที่ผู้นำของชาติยุติการทำกิจกรรมทางสังคมที่ชุมนุมในโรงเรียน ขนาดใหญ่เช่นสวนกุหลาบฯ ก็ถูกสกัดกั้น และในปี 2523 ก็ได้ออกเป็นนโยบายการศึกษา ให้ควบคุมกิจกรรมนักเรียนจัดเป็นชุมนุมในหลักสูตรต้องมีครูเป็นที่ปรึกษา ควบคุมการทำงานของชุมนุมต่างๆ และเป็นการบังคับให้อยู่ในระบบต่อมาจนถึงปัจจุบัน แต่สวนกุหลาบฯก้ยังคงมีชุมนุมทั้งในระบบและนอกระบบ ข้อคิดนี้จึงควรส่งเสริมมากๆต่อไป
เมื่อได้รับเลือกตั้งและการส่งเสริมจากรุ่นพี่ให้เป็นตัวแทนมหาวิทยาลัย ก็ได้ทำโครงการหลายๆอย่างเช่นสัปดาห์สุขภาพ เชิญหมอจากมหิดล และเพื่อนจากมหาวิทยาลัยต่างๆ มาตรวจรักษาโรคให้ชาวบ้าน ที่พระที่นั่งชาลีมงคลอาสน์สมัยนั้น งานใหญ่มาก และที่สำคัญจัดงานรื่นเริงในวันวาเลนไทน์ เชิญวงดนตรีจากโรงเรียนนายร้อยมาบรรเลงและกิจกรรมต่างๆ ทั้งๆที่หนีการเลือกตั้ง ก็ต้องถูกบังคับให้เป็นประธานจนได้ เหนื่อยใจที่ต้องต่อสู้กับกระแสความคิดของหนุ่มๆในมหาวิทยาลัย ที่ไม่เห็นด้วยกับการจัดงานวันวาเลนไทน์ ในขณะที่การจัดงานเป็นที่พึงพอใจของสมาชิกชุมนุม WUS ก็ได้รับประสบการณ์ไปอีกแบบ
ชีวิต 4ปี ในมหาวิทยาลัย ได้เรียนรู้เรื่องต่างๆ โดยเฉพาะการเรียนประวัติศาสตร์โบราณคดี ติดตามอาจารย์ชูศิริ จามรมาน และรุ่นพี่ๆไปขุดค้นทางโบราณคดี เป็นกระดูกมนุษย์สมัยทวารวดี ที่มาลัยแมน จ.นครปฐม วิธีการขุดค้นมีอาจารย์จากคณะโบราณคดี และทีมนักศึกษาทำให้เราได้เห็นขั้นตอนตั้งแต่การขึงเชือก การขุดแต่งโครงกระดูก โดยใช้เครื่องมือตั้งแต่ขุด ค้น ไปจนถึงแปรงปัดฝุ่น การบันทึกข้อมูล การสเก็ชต์ภาพจำลองโครงกระดูก การเก็บเศษโครงกระดูกไปทดลอง การชะลอกระดูกทั้งหลุมขึ้นมา สิ่งเหล่านี้ยังคงประทับใจ และชอบวิชาประวัติศาสตร์ไทย จนเป็นที่สนิทสนมรับใช้อาจารย์ ชูศิริ จามรมาน จัดนิทรรศการ คณะอักษรศาสตร์ โดยทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการซึ่งเราจัดเรื่อง ฝรั่งเศสในประวัติศาสตร์ไทย ได้ทุ่มเทการจัดนิทรรศการโดยเฉพาะเรื่องจดหมายเหตุ ลาลูแบร์ เราซึ่งทำหน้าที่นำชมนิทรรศการให้สมเด็จพระเทพฯ พระองค์ท่านทรงมีความรู้ และสนพระทัยการทำดินปั้นจำลองค่ายแบบฝรั่งเศส และจดหมายเหตุลาลูแบร์อย่างดี
จากนิสัยรักอิสระ ชอบเรียนรู้เรื่องแปลกใหม่ ชอบทำอะไรที่ท้าทาย ทำอะไรสบายๆยึดมั่นในความถูกต้อง แก้ไขอุปสรรคต่างๆ โดยไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพล ยุคนั้นจึงมีบทบาทขณะที่เป็นประธาน WUS ช่วงปี 3 ก่อนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 กระแสการเมืองรุนแรง โดยเฉพาะการเรียกร้องรัฐธรรมนูญการปกครองของไทย เพื่อแก้ปัญหาสังคม ตามกระแสความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง จนในที่สุด ก็เกิดเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งในชีวิต เมื่อคณะนักศึกษาปัญญาชนถูกจับตัวในข้อหาการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ นำโดนนายธีรยุทธ บุญมี และคณะ จำนวน 13 คน ถูกจับจองจำที่ โรงเรียนตำรวจนครบาลบางเขน ซึ่งพ่อเป็นรองผู้กำกับโรงเรียนแห่งนี้ ตึกด้านในจะมีคุกขังผู้กระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์
ในวันที่ 12 ตุลาคม 2516 ตอนค่ำ เรานั่งซึมอยู่ริมสระน้ำ หอพักคนเดียว คิดไปถึงปัญหาบ้านเมือง ที่เต็มไปด้วยความอยุติธรรม ปัญหาการคอรัปชั่น ปัญหาความมายุติธรรมไม่เป็นประชาธิปไตย ความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งข่าวขณะนั้นรุนแรง ทำให้คิดเข้ากรุงเทพ เหมือนนักศึกษาส่วนใหญ่ในยุคนั้น ที่มีจิตใจอันบริสุทธิ์ที่จะช่วยแก้ไขในความถูกต้องในสังคม
จำได้ว่า เดินทางเข้ากรุงเทพกับพี่แดง(สุรีย์) จะเข้าไปเยี่ยมส่งข้าวให้กับ 12 ผู้ต้องซึ่งในขณะนั้น เกิดความคิดที่ว่า จะทำอย่างไร ที่จะให้เขารู้สถานการณ์ บ้านเมืองขณะนั้น เพราะวันนั้น เป็นวันที่ 13 ตุลาคม 2514 จึงซื้อหนังสือพิมพ์ 1 ฉบับ แล้วพันดอกกุหลาบทั้งห่อเดินทางไปที่โรงเรียนพลตำรวจนครบาล ซึ่งพ่อทำหน้าที่ดูแลนักศึกษาปัญญาชน ตามหน้าที่ในเวลานั้น ใกล้เที่ยงตำรวจที่ดูแลด้านประตูหน้า จำเราได้ว่า เราเป็นใครก็ทักทายและให้โอกาสเดินทางเข้าไปด้านในที่กักขังทั้ง 13 คน เมื่อไปถึงเป็นเวลาใกล้เที่ยง ซึ่งเป็นเวลาที่คณะนักศึกษาได้เรียกร้องให้ผู้นำรัฐบาลปล่อยตัวนักศึกษาและปัญญาชนทั้ง 13 คนให้เป็นอิสระ มิฉะนั้นจะเดินขบวน
ออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งพวกนักศึกษา ปัญญาชน นักเรียนอาชีวะต่างๆมีใจเป็นหนึ่งเดียวกัน
อีกมุมของโรงเรียนนครบาล พ่อยืนดูลูกสาว ที่ส่งช่อดอกไม้ให้กลุ่มนักศึกษาปัญญาชน 13 คน และให้สัญญาณดูหนังสือพิมพ์ ยุคนั้นถือว่าครอบครัวมีความสำคัญ แต่อุดมการณ์ทางการเมืองสังคม ก็อยู่ในจิตใจของนักศึกษาปัญญาชน ไม่มีการโกรธเคือง ไม่มีการกล่าวตำหนิ หรือใช้คำพูดที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง แต่หนึ่งคำที่พ่อพูด คือความเข้าใจ ความรัก ความเมตตา ที่มีต่อลูกสาวคนโต ตอนที่คุณวิสา คัญทัพ ฝากกีตาร์ให้ช่วยเก็บไว้ ขณะที่ไม่ยอมขึ้นรถที่ตำรวจเตรียมไว้ให้ แต่จะรวมกลุ่มกันกอดคอเดินออกจากโรงเรียนตำรวจนครบาลโดยไม่สนใจจะใช้บริการรถยนต์ที่ตำรวจเตรียมไว้ให้ และแจ้งกับเราว่าให้ไปบอกกับกลุ่มนักศึกษาที่กำลังประท้วง
พ่อพูดว่า “คืนเขาไปลูก” หมายถึง กีตาร์นั้น
ลูก นิ่งเฉยไม่ตอบ เพราะคิดว่าไม่ใช่ความผิด
พ่อพูดว่า “วันนี้ กลับมากินข้าวกับพ่อนะลูก”
ลูกนิ่งเฉยไม่ตอบ
แต่เดินไปอย่างรวดเร็ว ตามสมองที่สั่งว่า เรามีหน้าที่เพื่อชาติ
เมื่อออกมาถึงถนนใหญ่ โบกมือเรียกรถคันหนึ่ง มีหญิงสาวที่ขับมาพร้อมลูกน้อย รับเราขณะที่ลูกร้องไห้ลั่น มันสับสนจริงๆ ในสังคมยุคนั้น
ถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย คลื่นมนุษย์ ขบวนยาวเหยียดกำลังเคลื่อนกองทัพประชานมืดฟ้ามัวดิน เราเอากีตาร์ไปฝากที่ร้านวิจิตรมาลี แล้วเดินไปพบพี่สมนึก นายกสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากรที่รู้จักกันมาก่อนแล้ว รายงานว่าเกิดอะไรขึ้น พี่สมนึกตอบว่า
“ไม่ทันแล้ว ทุกอย่างมันสายไปแล้วน้อง....”
ขณะที่เรามองไปที่กลุ่มคนกำลังเคลื่อนมายังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และกำลังจะปิดถนน เพื่อคืบคลานต่อไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า
เสียงของพ่อยังก้องใบหู “กลับบ้านมากินข้าวกับพ่อนะลูก”
เราจะทำอะไร ..จะไปทางไหน ... ถนนกำลังจะปิด....
เดินออกจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในช่วงเสี้ยวหนึ่งของชั่วโมงแห่งวิกฤตการณ์นั้น เราก็เรียกรถตุ๊กๆ ..คันสุดท้าย ย้อนออกจากสถานที่แห่งนั้น เหมือนมีกระแสจิตแห่งความรักออกจากบริเวณนั้น ,,อย่างเลื่อนลอย
นึกไม่ออกเลยว่า ถ้าเราติดอยู่ในกลุ่มผู้ประท้วงเช้า 14 ตุลาคม 2516 จะเดินทางกลับบ้าน จะติดกลุ่มที่โดนแก๊สน้ำตา หรือถูกยิงในเช้าวันนั้น
เมื่อกลับมาถึงบ้านพัก ซึ่งอยู่ตรงข้ามถนนโรงเรียนตำรวจนครบาล ยังเห็นนักศึกษาประชาชน ยังพิงบริเวณหน้าถนนโรงเรียนพลตำรวจ เราได้นำอาหารและช้อนจากบ้านไปให้พวกเขากิน,,สุดท้ายบ้านไม่มีช้อนกินเหลือเลย ไม่รู้ใครกินเข้าไปด้วย
ที่สำคัญ พ่อแม่ ไม่เคยว่า แต่พ่อซื้อช้อนสังกะสีมาให้เรากินข้าว มันน่าเห็นใจไหมล่ะ ...อยากจะบอกว่าวัยรุ่นมีความเป็นตัวของตัวเอง มีความคิดของตนเอง ...ถ้าผู้ใหญ่เข้าใจ เห็นใจ และมีจิตวิทยา ปัญหาที่ใหญ่ก็จะกลายเป็นเรื่องเล็ก ถ้าผู้ใหญ่สนับสนุน ผลักดันทำในเรื่องที่พวกเขาเห็นว่าดีไม่ให้เดือดร้อน ก็จะดึงจิตวิญญาณเอาไว้ได้อย่างไม่อยาก ..แต่ ถ้าใจ..ไม่ถึงใจ..ปัญหาก็จะเกิดขึ้นได้ง่ายมาก
เราโชคดีที่มีพ่อแม่ ที่เข้าใจลูก รักลูก และส่งเสริมลูก ปัญหาต่างๆของเราสามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆได้ มีทั้งจินตนาการ การปฏิบัติต่างๆ เป็นพื้นฐานจิตใจที่สามารถนำมาใช้ในการทำงานกับนักเรียนมาจนถึงอายุ 60 ปี
ชีวิตมหาวิทยาลัยศิลปากร สร้างเราให้เป็นคนที่ มีความสำเร็จในชีวิต ตั้งแต่เลิกเรียนฝรั่งเศส ไปเรียนบาลี เลือกเรียนประวัติศาสตร์ มีครูอาจารย์ดีๆ ในยุคแรกๆคณะอักษรศาสตร์กับที่พักหอชุมพล เวลาเดินทางจากที่พัก มีบรรยากาศสถานที่เรียนที่ผ่านทุ่ง ผ่านสะพาน ผ่านฝูงวัว ที่คอยไล่ขวิด ผ่านการพบผีประจำหอพัก ผ่านการเรียนรู้ จากเพื่อนกลุ่มต่างๆ การเรียนรู้การอยู่ห่างไกลบ้าน เปลี่ยนจากการอยู่กับน้องๆ วิ่งเล่นตามท้องทุ่งท้องนา การปีนต้นไม้ การแต่งตัวสวยๆเดินตามพ่อแม่ นั่งรถจิ๊ป ที่พ่อขับอย่างเร็วจนหัวทิ่มไปทิ่มมา บางครั้งยังปีนขึ้นรถๆไม่ครบคน พ่อก็จะเหินฟ้าไป เมื่อเบรกก็จะเบียดไปนั่งกองกับพื้น บรรยากาศแห่งความรัก ความสนุกสนานในครอบครัว เป็นไปด้วยความเข้าใจ เราจึงขอบอกว่า เราโชคดีที่เกิดมาเป็นลูกของพ่อแม่ เป็นพี่ที่มีน้องๆที่น่ารัก มีเพื่อในมหาวิทยาลัย ที่สะท้อนภาพชีวิต มิตรรัก มีซุ้มที่ดี มีคนต่างคณะโดยเฉพาะหนุ่มๆที่มาจีบ แต่ยังไม่มีใครข้ามกำแพงเข้ามาในชีวิตได้ เพราะเวลาคนโทรมาหา พ่อก็จะเดินวนไปวนมาตีหน้าต่างตีโต๊ะดังๆ ท่านมีความเป็นห่วงคอยดูแลระแวดระวัง..และเราก็มีความรักในครอบครัว จึงไม่ขาดอะไรในชีวิต
โลกแห่งความสุข ช่างกว้างไกล ... มีประสบการณ์อีกมากมาย ในชีวิต ..ถึงเวลาแล้วที่อยากจะทุ่มเทพลังกาย พลังใจ เพื่อรับใช้สังคมไทย ในโลกกว้างให้กับเยาวชนรุ่นต่อๆไป
ตอนที่ 4 ทำอะไร ..ในชีวิต
เมื่อหลุดออกจากโลกมหาวิทยาลัย ก็ตะเกียกตะกายหางานทำด้วยตัวเอง พ่อแม่ไม่รู้ สมัครขาย”หม้อ” ที่มีราคาเป็นหมื่นๆ เมื่อ 25 ปีที่แล้ว มันแพงมาก ถือ”หม้อ”กระทะ 1 ชุด หลายใบเชียวหล่ะ ..เดินไปกดกริ่งประตูบ้านเขา บ้างก็มองด้วยความพิศวงว่า”เอ้อ ..เธอมาทำอะไร ..อายก็อาย นะ แต่ก็อยากลอง จำได้ว่า ขายไม่ได้เลย ,,นอกจากของตัวเอง
..ขายเครื่องสำอาง ..อบรมตัวแทนประกันภัย..ทำไม่ได้เลย เพราะไม่มีนิสัยเป็นนักธุรกิจ ไม่อดทนที่จะหลอกล่อให้คนมาเสียเงิน ทั้งๆที่เรารู้ว่าของดี ,,,แต่ไม่ชอบง้อคน
ด้วยบารมีของพ่อ ซึ่งมีเพื่อเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนหอวัง ก็ไปเป็นครูจ้างสอน วิชาภาษาอังกฤษ เด็กนักเรียน ม.1ม.2 โอ้ย สนุก ปนความกลุ้ม เพราะคนจีบ ..ทั้งหนุ่มๆและเด็กๆ ที่โรงเรียนนี้ สอนให้เรารู้จักการสอน การเล่นกีฬา บาสเกตบอล เพราะเป็นครูใหม่ มีเพื่อนๆเป็นทีมแข่งขันกีฬา ฝึกซ้อมอย่างสนุกสนาน เริ่มมีประกายความเป็นครูเกิดขึ้น ..ถูกกับอุปนิสัยเมื่อตอนเด็กๆขณะเรียนมัธยมศึกษาตนปลาย เคยทำหน้าที่ดูแลห้องเรียนแทนครู ติวเพื่อนๆ..แต่ก็ไม่ได้กระตือรือร้นในการสอน อนาคตก็ล่องลอยไปเรื่อยๆ
วันหนึ่ง ไปกระทรวงศึกษาธิการ พบอาจารย์ พุทธชาติ ทวีสุข ท่านเคยเป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ เมื่อครั้งอยู่โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ท่านเอ็นดูเราตั้งแต่เรียน ขณะนั้นท่านย้ายไปสอนที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เมื่อพบเราท่านดีใจและชวนให้มาเป็นอัตราจ้างที่สวนกุหลาบฯ เหมือนฟ้าสั่งมา ..โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ขณะนั้นจากครูสอนประวัติศาสตร์และภาษาไทย ซึ่งตรงกับวิชาเอาประวัติศาสตร์และวิชาโทภาษาไทยพอดี ,,เข้าทางอย่างไม่ได้ตั้งใจ... ก็ดีเหมือนกัน เหมือนครูเป็นคุณยายของเรา ..เราก็เลยตามท่านมาสอนที่โรงเรียนสวนกุหลาบฯ
ขณะนั้น ผู้อำนวยการสุวรรรณ จันทร์สม ฝ่ายกิจกรรม อ.ลลิดา ธนพุทธิ อาจารย์สมหมาย วัฒนคีรี หัวหน้าหมวดสังคม อาจารย์อัมพา แสนทวีสุข หัวหน้าหมวดภาษาไทย อาจารย์สิริเพ็ญ เราโชคดีมาก ท่ามกลาง
ความวุ่นวายของบ้านเมือง มีผลถึงมีผลถึงนักเรียนสวนกุหลาบฯที่เกิดการประท้วง การเปลี่ยนแปลงระบบภายในโรงเรียน เราเข้ามาเมื่อเหตุการณ์ 14ตุลาคม 2516 สิ้นสุดไป ติดตามด้วย 3 ปีแห่งยุคประชาธิปไตยแบ่งบาน ปี 17-19 เราเข้ามายังมีควันหลงทางการเมืองภายในโรงเรียน ครูสังคมศึกษาหนีไปสอนมอต้น เราเลยรับบทครูเด็กที่สุด “น้องใหม่” แต่ไม่ใช่ร้ายบริสุทธิ์ เราเป็นครูใหม่ที่ใกล้ชิดกิจกรรมและเด็กๆมากที่สุดขณะนั้น เข้ามาหลัง 9 ตุลาคม 2519 (เทอมที่ 2)
จำได้ว่าการวางตัว เป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะความคิดเรื่องกิจกรรมทางการเมือง มันเหมือนการต่อยอดจากมหาวิทยาลัย ที่จบมายังมีบาดแผลในใจลึกๆ ขณะนั้นพ่อยังอยู่โรงเรียนตำรวจนครบาล ต้องอพยพหนีไปอยู่บ้านเจ้าอาวาสวัดกู้ที่ปากเกร็ด เรามาโรงเรียนก็มีคนขับรถจี๊ปมาส่งทุกวัน ความคิด ความเชื่อ เรื่องการเมือง บางอย่างก็ขัดแย้งกับวัยรุ่นในยุคนั้น เราไม่ขัดแย้งทางความคิดการเมือง แต่ขัดแย้งเรื่องระเบียบวินัยกับเด็กที่ไม่ชอบเรียนมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ความเป็นนักกิจกรรมก็ได้นำมาใช้กับนักเรียนไปในทิศทางวิชาการ เช่นการจัดนิทรรศการวิชาการ ครั้งแรก ข้าพเจ้าเป็นผู้ริเริ่ม สมัยนั้น จัดเรื่องวัฒนธรรมไทย ทั้งระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มาจนเป็นนิทรรศการวิชาการทุกวันนี้ ดูรายละเอียดจากประวัติเล่มแรก)
เมื่ออยู่ไป 2 ปีต่อมา ก็ได้รับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาชุมนุมเชียร์และแปรอักษร จำได้ว่า เป็นที่ปรึกษารุ่นแรก ประธานเชียร์ชื่อ สมปอง มีกลุ่มเพชร พุทธิพงษ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร และเพื่อนเป็นกรรมการทำกิจกรรม สมัยผู้อำนวยการสำเริง นิลประดิษฐ์ อาจารย์วีระ กาญจนรังสิตา เป็นหัวหน้าหมวดกิจกรรม ขณะนั้นเป็นยุคของการแบ่งพลเมืองระหว่างกลุ่มนักเรียนฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวา จำไม่ได้ว่าเริ่มต้นอย่างไร แต่จำได้ว่า ทำงานใกล้ชิดกับนักเรียนมาก ทั้งการวางแผน การให้คำปรึกษาแนะนำต่างๆ ผลงานออกมาสวยงามมาก เพราะกลุ่มนักเรียนที่ทำ ทั้งทำกิจกรรมเป็นห้อง จึงสามัคคีดี เช่นห้อง มศ.5 /16 เป็นฝ่ายอาร์ต ทำภาพ ห้อง มศ.5/ 15 ทำสวัสดิการ ทำแพลท ซึ่งจัดทำใหม่โดยรับงบประมาณมาจากธนาคารกรุงเทพฯ
งานสำคัญคือ 100 ปีเมาริดกลาง และงานจตุรมิตร ซึ่งมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด เรื่องแปรอักษร และเชียร์ มีการส่งสายลับคอยดู เรื่องโค้ดภาพ และการใช้ 1:1 เป็นคำพูดโต้ตอบแสดงถึงไหวพริบที่ฉลาดของแต่ละทีม
สมัยต่อๆมา ชุมนุมเชียร์และแปรอักษร ก็ทำงานอย่างสนุกสนาน มีรุ่นพี่ที่มาช่วยเหลือ ประชุมกันหลายครั้ง วางแผนภาพและมีเรื่องราวประกอบการแปรอักษร โดยโรงเรียนเราเป็นผู้ริเริ่มครั้งแรก งาน 100 ปี สวนกุหลาบฯ ซึ่งตรงกับการเฉลิมฉลอง 100ปีกรุงรัตนโกสินทร์ แปรอักษรปีนั้นยิ่งใหญ่มากเป็นการจัดทำรูป 1:64 เป็นครั้งแรก ห้องโสตทัศนศึกษาให้ความร่วมมืออย่างดี โดยเฉพาะอาจารย์อาณัติ นาคศิริ มีอาจารย์ธวัช วิบูลย์ชาติ เป็นหัวหน้างานโสต จำได้ว่า นักเรียนเชียร์รุ่นนั้น คือกลุ่มลูกเสือกองร้อยพิเศษ มีอภิชาต จิระ สมบัติ และอีกหลายคนมีฝีมือและมีระเบียบวินัยดีมาก เตรียมงานที่ห้องสมาคมผู้ปกครองและครูสวนกุหลาบวิทยาลัย ชั้นล่างตึกสวนกุหลาบรำลึกติดกับห้องพยาบาล ซึ่งขณะนั้น สมัยผู้อำนวยการสำเริง นิลประดิษฐ์ คืนวันหนึ่ง ท่านมาเยี่ยมและบอกว่า ถ้าเรือสุพรรณหงส์ลอยน้ำได้ก็ดีนะ เพียงคำปรารภนั้น ทำให้เราจินตนาการ ภายใน 5 นาที เราเรียกจิระมาแล้วบอกว่า ไปลงโค้ดที่หลังรูปภาพสุพรรณหงส์ ทำเครื่องหมายส่วนที่เป็นน้ำใช้ลูกศร ไปซ้าย-ขวา ส่วนเรือสุพรรณหงส์ ใช้จังหวะ ขึ้น – ลง และเวลาที่เปิดโค้ดให้อธิบายจังหวะที่ 1 จังหวะที่ 2 ไปตามลูกศร
ภายในเวลาคืนเดียว เราก็สามารถทำได้โค๊ดเรือสุพรรณหงส์สามารถโลดแล่น ขณะที่มีเสียงบรรยายที่อัดมาจากรายการที่รัฐบาลจัด light &sound เราก็นำมาทำลดเป็นเรือฉลองกรุงเทพ โดยใช้ภาพ 4 ภาพ คือวัดพระแก้ว และพระบรมมหาราชวัง 1 ภาพ มีการจุดพลุ ในขณะที่แปรอักษร โดยวางพลุไว้ตามโค๊ต ภาพเรือสุพรรณหงส์ ต่อด้วยภาพพระมหากษัตริย์ 9 รัชกาล และรูปสุดท้าย เป็นรูปพระราชวงศ์ในรัชกาลปัจจุบัน การเตรียมภาพเรื่องนี้ รั่วไปถึงหูของโรงเรียนรัฐบาลที่เป็นคู่แข่ง ผลปรากฏว่า ยังไม่ถึงเวลานัดหมายมีเสียงบรรยายแบบเดียวกันดังขึ้นในสนาม เราตกใจมากเพราะยังไม่ใช่กำหนดการของโรงเรียน ผลปรากฏว่า เกิดความระส่ำระสายในกลุ่มสต๊าฟโค๊ด และสุดท้ายก็เป็นเรื่องชิงไหวชิงพริบ เพราะโรงเรียนมัธยมศึกษากางเกงสีกากี เพื่อนเรานั่นเอง เล่นหน้าเด็กเขาก่อน
ดังนั้น เริ่มต้นของโรงเรียนสวนกุหลาบฯเริ่มเดินเรื่องภาพต่างๆ ขึ้นมาสวยงามมาก ทุกคนตะลึงและวิ่งลงไปดูในสนาม เรียกเสียงปรบมือมากมาย สมัยเรามีการใช้กระจก ไฟฉายทำStory Boradทุกปี ในปีต่อๆมา ได้ใช้ภาพทั้ง 4 และให้อาจารย์ ยรรยง ทัศนพยัคฆ์ เป็นคนขับเสภาเห่เรือด้วยเสียงสด ก็เรียกเรียกปรบมืออีกหลายงาน สมัยนั้นอาจารย์วีระ ทำให้กิจกรรมโรงเรียนก้าวหน้ามาก โดยเฉพาะลูกเสือกองร้อยพิเศษ ซึ่งมีอาจารย์พจน์สิรินทร์ โปร่งจิตต์ ดูแลอยู่ กิจกรรมชุมนุมต่างๆ ก็มีชื่อเสียง โดยเฉพาะวงดุริยางค์ของโรงเรียน มีการเก็บตัวที่แก่งกระจาน กีฬาฟุตบอล เลื่องลือผู้จัดการทีมที่ดี อาจารย์สุโข วุฒิโชติ เป็นผู้นำในการฝึกซ้อมเด็กๆ วิ่งรอบสนาม ลงตึกสามัคยาจารย์ และมีการเก็บตัวนักกีฬาทุกปี มีการเลี้ยงหลังการแข่งขันทุกรอบ นับว่า หมวดพลานามัยเป็นกลุ่มเดียวที่ทำงานหนักมาก ทั้งฝึกซ้อม และงานค่ายม.1 การกีฬาทุกประเภทของสวนกุหลาบเลืองลือ ซึ่งคู่กับการแปรอักษรสมัยนั้น
การแปรอักษร แต่ละครั้ง ต้องนั่งทำงานกันดึกดื่นเที่ยงคืน ถึงเช้า เราจะอยู่กับเด็กๆ วางแผนการทำงาน วางแผนการลงรูป ใช้ทักษะในการดูภาพ การประสานงานกับรุ่นพี่ๆที่จะมาช่วยโดยเฉพาะ “พี่ปี” ซึ่งจำหน้าได้ดี แต่จำชื่อไม่ได้ และเกือบ 20 ปีแล้ว ที่ไม่เคยเห็นหน้ากันเลย เป็นเด็กมีฝีมือมาก โรงเรียนเราได้รับยกย่องว่า ใช้ภาพเหมือนได้คลาสสิค แทบไม่น่าเชื่อสวยจริงๆ การใช้สมุดสีก็ใช้สีสวยแตกต่างจากโรงเรียนอื่น จนได้รับเชิญให้แปรอักษรในงานซีเกมส์ งานวันเด็ก งานวันลูกเสือ งานมหกรรมกีฬา และอื่นๆอย่างต่อเนื่อง ช่วงผู้อำนวยการสำเริง นิลประดิษฐ์ ผู้อำนวยการสุทธิ เพ็งปาน เป็นช่วงที่เรายังอยู่ในวัยทำงานและสนุกกับการทำงาน
เรื่องหนึ่งที่ยังต้องบันทึกไว้ คือการย้ายผู้อำนวยการสำเริง นิลประดิษฐ์ ช่วงนั้นท่านเป็นศิษย์เก่าที่ทำประโยชน์สูงสุด อุดมการณ์ทางการเมืองแรงกล้า ท่านอบรมกระบวนการกลุ่ม เรียกว่า กลุ่มสัมพันธ์ นำวิทยากรมาจัดการอบรมให้ครูโรงเรียนเราทำงานเป็นหนึ่ง เห็นปัญหาและยังช่วยไปเป็นวิทยากรลูกเสือชาวบ้าน ร่วมกับตำรวจตะเวนชายแดน เราเป็นคนหนึ่งที่ได้รับการคัดเลือกไปทำงานต่างจังหวัด ซึ่งอาจารย์อรุณ สุวรรณภูสิทธิ์? ก็เคยแทรกตัวเข้าไปในทีมงานซึ่งมีทั้งอาจารย์วีระ อาจารย์อีกมากมาย ไปเป็นวิทยากรระดับประเทศ โดยมีอาจารย์มนตรี ศิษย์เก่า อ.รัชนี ในขณะนั้น ก็ถูกล้อเลียนนับเป็นความพยายามแทรกซึมจริงๆ
ผู้อำนวยการสำเริง มีวิสัยทัศน์ เป็นผู้นำ ทำงานเร็ว ตัดสินใจเฉียบขาด เวลานั้น โรงเรียนมีความรุ่งเรืองหลายด้านทั้งวิชาการได้ทุนเล่าเรียนหลวง อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราก็ได้ตัวนักเรียนได้ที่ 1 ของประเทศที่ 1 ของคณะต่างๆ และแจกเงิน “วันไหว้ครู” เป็นขวัญกำลังใจ วันไหว้ครูเป็นวันที่เด็กน้องๆจะเห็นพี่ๆมาโรงเรียน เป็นแบบอย่างที่มาไหว้ครูจริง จัดแถวศิษย์เก่า 1แถว หลังจากเด็กๆไหว้ครูกลางสนามเสร็จ ภาพประทับใจนี้ยังตราตรึงในใจนักเรียนทุกคนและเป็นแบบอย่างที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ โดยเฉพาะภาพของนักเรียนเตรียมทหาร ที่เขาจะต้องทำจดหมายไปขออนุญาตจากโรงเรียนเตรียมทหารให้พวกเขาลาออกมาได้ในวันไหว้ครู และในขณะที่เสร็จพิธี เราในฐานะหัวหน้างานประชาสัมพันธ์โรงเรียน ก็คัดเลือกพานดอกไม้ แจกันดอกไม้จัดทีมแยกเป็น 2 สายถือเข้าไปคารวะผู้บริหาร กระทรวงศึกษาธิการ และอีกสายนำไปโรงพยาบาลพระมงกุฎ ให้กับทหารที่เจ็บป่วย ตลอดจนอดีตผู้บริหาร นายกสมาคมศิษย์เก่า บรรณาธิการหนังสือพิมพ์เช่นไทยรัฐ เดลินิวส์ เป็นต้น ประเพณีนี้ ทำในขณะที่ข้าพเจ้าเป็นหัวหน้างาน และมีนักเรียนประชาสัมพันธ์ ครูฝ่ายประชาสัมพันธ์ร่วมมือ รักใคร่ในงานเป็นอย่างดี
พูดถึงสมัย อาจารย์สำเริง นิลประดิษฐ์ ริเริ่มงานมุทิตาจิต รุ่งเรืองมากศิษย์เก่ามาประชุมร่วมกับโรงเรียนเป็นคู่ๆประกบกันแต่ละด้าน ทำงานประสานกันดี ประธานจัดงานคนแรกคือ นายแพทย์ชนะ บัวศรี มีการมอบทุนการศึกษาโดยนายกสมาคมศิษย์เก่าทุกปี มีการจัดงานสถาปนาโรงเรียนโดยกำหนด 8 มีนาคม เป็นครั้งแรก มีการจัดตั้งกองทุนมูลนิธิสวนกุหลาบวิทยาลัย อย่างเป็นระบบมีศิษย์เก่า คุณถาวร นิสสัยสรการ เป็นประธานคนแรก ริเริ่มการมีประธานรุ่นของนักเรียนแต่ละปีเพื่อเป็นการรวมกลุ่มรุ่น โดยตั้งชื่อรุ่นในงานค่ายอบรมปฐมนิเทศซึ่งต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน การจัดระเบียบสหกรณ์โรงเรียน ให้มีระบบที่ถูกต้อง นับว่าท่านมีไฟในการทำงานราชการ กล้าเผชิญกับปัญหาต่างๆ สุดท้ายท่านก็ถูกนักการเมืองรังแก ต้องย้ายไปอยู่โรงเรียนอื่นอย่างอยุติธรรม
ด้วยเหตุนี้ ชีวิตของเรา ก็เปลี่ยนผันไป รู้สึกท้อแท้ต่อระบบราชการ และเบื่อหน่ายต่อการทำงาน อ่านหนังสือธรรมะท่านพุทธทาส ขงจื้อ เต๋า และเหลียวฝาน จนไปสอบเข้าเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ เอกประวัติศาสตร์ ซึ่งเปิดเป็นครั้งแรก ตอนนี้มีอาจารย์ศรีสุรางค์ พูลทรัพย์ อดีตครูเก่า โรงเรียนสวนกุหลาบฯเป็นอาจารย์สอนที่ธรรมศาสตร์ อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ซึ่งต่อมาเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์
ช่วงเวลานั้น ปี 2517 เพิ่งแต่งงานกับอาจารย์อรุณ สุวรรณภูสิทธิ์ โดยมีผู้อำนวยการสำเริง นิลประดิษฐ์ เป็นคนไปขอ และอาจารย์สุโข วุฒิโชติ และพี่หมู เป็นคนทำขันหมากสวยงามมาก เพิ่งแต่งงานได้ 3 ปีก็ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำได้ว่า วันที่ไปดูรายชื่อผู้สอบได้เรียนต่อ หาชื่อตัวเองไปเจอเพราะใจคำนึงถึงนามสกุลเดิม อาจารย์อรุณ เป็นคนบอกว่าสอบได้ดีใจมาก ลาไปเรียน 3 ปี
ขณะที่เรียนได้เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ โชคดีมากที่เรียนที่ธรรมศาสตร์เป็นรุ่นแรกของคณะธรรรมศาสตร์ เป็นรุ่นแรกของคณะที่เปิดปริญญาโท ประวัติศาสตร์ เป็นคนช่วยบุกเบิก หลายเรื่อง ทั้งการจัดกิจกรรม การอภิปรายต่างๆ เป็นประธานรุ่น และเวลาเรียนก็ทำรายงานอย่างสนุกสนานค้นคว้า ฟังอภิปรายและทำให้เกิดโลกทัศน์ใหม่ๆ เมื่อเรียนจบ แต่กว่าจะจบ เล่นเอาพบกับอุปสรรคมากมาย แต่ก็ผ่านพ้นด้วยดี ได้เกรด 3.8 กว่าๆ ก็มีความสุขกลับมาพร้อมปริญญาโท 1 ใบ ลูกในท้องอีก 1 คน วันรับปริญญาก็หอบหิ้วลูกอยู่ในท้องได้ 3-4 เดือน ดีนะที่เสื้อครุยเป็นสีดำ
จำได้ว่า เวลานั่งทำรายงานอยู่บ้าน แม่จะเช่าหนังแขกมานั่งดู เราก็ได้ดูด้วย หนอยแน่ะ!เจ้าตัวเล็ก ออกมาหน้าตาเหมือนแขกเลย เห็นตาดำตาโต ยิ่งเดี๋ยวนี้ไว้ผมยาวหยิก เวลามวยผมเหมือนแขกซิกข์พาหุรัดเลย เรื่องของสามีที่รัก นั้นก็มีตำนานการใช้ความพยายามที่ดีมาก จนเป็นความเข้าใจคอยช่วยเหลือทุกอย่าง ในขณะทำงานโรงเรียน ทำกิจกรรมมืดค่ำดึกดื่น คอยส่งถึงบ้าน ไปค่ายคอยดูแลเอาใจใส่ โดยที่คนส่วนใหญ่ไม่มีใครรู้ว่า มาคอยดูแล เพราะเป็นความลับจริงๆ แต่ทุกวัน เวลา 2 ทุ่ม จะมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมิได้ขาด จนพ่อแม่มีความเข้าใจและอนุญาต ส่วนลูกชายก็มาเกิดยาก เหลือเกิน ต้องใช้เวลารอรอถึง 5-6 ปี
ก่อนจะถึงปีมังกรทอง ก็ตั้งใจว่า จะต้องหาวิธีมีลูกให้เกิดทันปีมังกรทองให้ได้เพราะแก่ลงทุกปี ไปพบผู้รู้ โดยให้นำพระพุทธรูปนาคปรกมาทำพิธีเบิกเนตรที่สัดสุทัศน์และนำเข้าบูชาที่บ้านก็น่าอัศจรรย์ใจ ภายในเวลา 2 เดือน ก็ปรากฏว่า มีเด็กชายน้อยๆ มาอยู่ในท้อง แล้วก็เกิดมาเป็นเด็กชายที่น่ารัก แต่กว่าจะคลอดได้ เล่นเอาแม่เกือบสิ้นชีวิต
ประมาณ 4 ทุ่ม บนเตียงนอน พร้อมกับต้นฉบับบทความหนังสือสมานมิตร ขณะที่ตรวจปรู๊ฟอ่านอยู่นั้น ก็มีน้ำเดิน ด้วยความไม่รู้จึงถามคุณแม่ คุณแม่ตกใจบอกว่าน้ำเดินแล้ว อาจารย์อรุณก็ไปส่งโรงพยาบาลรามาธิบดี คืนนั้นหมอยังไม่มา เช้าฉีดยาไว้ เริ่มปวดมากขึ้น จำได้ว่าเหมือนลูกอยากจะคลอดแต่มันไม่เคลื่อน จะกระทุ้งที่จะออกมาแต่ไม่มีน้ำแล้ว จาก 4 ทุ่ม ถึง บ่ายโมง ร้องครวญคราง ตัวเกร็งไปหมด หายใจถี่ๆ หมอที่ดูแลพยายามให้กำลังใจบอกว่าหายใจลึกๆๆๆๆโธ่ มันเจ็บมาก หายใจถี่ๆก็บอกว่า เดี๋ยวลูกขาดอากาศ โอ๊ยกลัวลูกตายก็กลัว เจ็บก็เจ็บ เรามีสติ พูดมาก ..หมอที่ฝากท้องกำลังสอนหนังสือ...โถ!ก็เจ็บจะตายอยู่แล้ว ลูกบอลก็ดิ้นแด้วๆจะออก...ก็ออกไม่ได้ แม่ก็เจ็บปวด มือไขว้คว้า ถ้าเป็นสมัยนี้ ก็คงให้สามีเข้าไปช่วยจับมือแล้ว...คิดถึงภาพคนกำลังจะออกลูกสมัยโบราณ จึงต้องมีผ้าห้อยไว้โหน ไม่ใช่ทาร์ซาน แต่เอาไว้ใช้โหนออกแรงนะ ..แรงก็ไม่มี ...น้ำก็เดินไปแล้ว ...เสียงร้องคงเหมือนชะนีโหยหวน ดีนะที่ไม่ด่าเหมือนบางคน ...เออ!น่าสนใจนะ จิตใต้สำนึกนี้เจ็บปวดจนต่อมา ที่ผ่าตัดครั้งใหญ่อีก 20ปีต่อมา ทำให้เราร้องครวญครางเหมือนไม่รู้ตัว
และวาระเกือบสิ้นชีวิตนั้นเอง ก็กรีดร้องสุดเสียง ตัวเด้งขึ้น แล้วสลบไป ไม่รู้ว่านานเท่าใด ต่อมา ได้ยินเสียงแว่วๆว่าหมอมาแล้ว ..หมอมาแล้ว..เสียงหมอบอกว่า ย้ายเตียงๆแล้วก็สลบไปอีก มาฟื้นเพราะว่าผ่าท้องออกมาแล้วนาทีแรกที่ฟื้นแล้วเห็นหน้าลูก..ก็ดีใจ...แต่เอ๋!ทำไมลูกเราผิวดำดีสีไม่ตก ผมดำเป็นมัน หลับตาพริ้ม ขนดกไปทั้งตัว เหมือนลูกลิงเลย หน้าผากมีขนอ่อนๆเต็มไปหมด หูหนีบไปข้างหนึ่ง อาจเป็นเพราะตอนท้องทานโสมเกาหลีมาก กินทุเรียนที่มีกำมะถันมาก ขนเลยดกดำ
ลูกเลี้ยงง่ายมาก ไม่ร้องงอแง พ่อรุณจะยืนดูลูกที่ตู้กระจกเป็นชั่วโมงๆ โดยลูกไม่ร้องเลย เมื่อเวลาเลี้ยงที่บ้าน ก็ไม่งอแง เราผลัดกันดูแลลูก ตอนกลางคืนพ่อจะดูแลให้นมลูก พ่อเป็นคนซื้อนม พ่อรุณเลี้ยงลูกเป็นอย่างดี ทุกอย่างในชีวิตดูเป็นครอบครัว เราซื้อรถคันแรกลูกเติบโตบนรถ เวลากลับบ้าน จะพูดคุยเรื่องนิทานคุณธรรม “เจ้าเต่าน้อยผจญภัย” ให้ฟังเกือบทุกวัน และเล่าเรื่องคางคกจำศีล” จนเขานำมาเรียกคุณยายว่า”เจ้าคางคกน้อยเอ๋ย”คุณยายตกใจ ว่าทำไมหลานเรียกเช่นนี้ ทำให้ลูกบอลเล่าว่า ก็คางคกมีคุณธรรมจำศีล รักษาศีลเวลาหน้าหนาว คุณยายค่อยโล่งอก.. ลูกบอลจะเลี้ยงง่าย กินไข่ดาว กุนเชียงทุกวัน เงียบสงบ พูดน้อย มีความคิดแบบคนแก่ตั้งแต่เด็ก ไม่เคยตำหนิใคร เราเลี้ยงเขาแบบให้ช่วยเหลือตนเอง คิดเองแอบดูอยู่ห่างๆ และให้ความรัก ความเข้าใจทุกอย่าง เราไม่เคยปฏิเสธคำร้องขอ เพราะนั่นคือความพอใจที่เขาตัดสินใจดีแล้ว
ชีวิตของความเป็นครูกลับมาอีกครั้ง เมื่อเรียนปริญญาโทจบ กลับมาทำงานครู สมัยผู้อำนวยการสุทธิ เพ็งปาน รับมอบหมายให้กลับมาเป็นหัวหน้าประชาสัมพันธ์อีกครั้ง และเป็นครูระดับม.6 เหมือนเดิม แต่เปลี่ยนวิชาที่สอน เลยเลือกสอนวิชาเลือก หลักฐานประวัติศาสตร์ในประเทศไทย เพราะจะเกิดประโยชน์กับนักเรียนสวยศิลป์อย่างดี ซึ่งเปลี่ยนจากวิชาบังคับที่สอนทุกห้องมาสอนเกือบ 2ปี สอนสายศิลป์ และสอนวิชาพุทธศาสนาบ้าง วิชาอื่นๆบ้าง
ความคิดช่วงหลังจากที่เรียนจบ ได้ส่งเสริมกิจกรรมการทำหนังสือพิมพ์สวนฯ ต่อจากที่เคยริเริ่มไว้ มีนักเรียนมาร่วมงานเป็นกลุ่มก้อน สงเสริมให้เด็กมีความคิดในการทำกิจกรรม ทำหนังสือพิมพ์สวนฯ จัดอบรมประชาสัมพันธ์ ให้ครูทั้งในโรงเรียนและกลุ่มโรงเรียน มุ่งมั่นในการทำงานมาก แต่สวนทางกับยุคสมัยปลายๆของผู้อำนวยการสุทธิ เพ็งปาน ที่ดูว่าจะอ่อนกำลังลงทั้งวิชาการและการบริหาร 8 ปี ที่ท่านอยู่ย่อมมีขึ้นมีลง ตัวท่านเองเปรียบเสมือนพระจันทร์ ถ้าเปรียบอาจารย์สำเริง ซึ่งเป็นเพื่อนุร่นเดียวกัน เป็นพระอาทิตย์ เมื่อทำงานก็จะได้ซึมซับความสามารถของผู้บริหารทั้งสองท่านนี้ได้อย่างดี และเป็นช่วงเวลาที่เราเริ่มเติบโตมากขึ้น เห็นสัจธรรมของชีวิตมาก จำได้ว่า การประชุมครั้งสุดท้ายของการใช้ห้องประชุมสวนกุหลาบรำลึก ก่อนจะรื้อเพื่อสร้างตึกใหม่นั้น ข้าพเจ้าถูกตั้งคำถามเรื่อง หนังสือพิมพ์สวนฯ กล่าวพาดพิงถึงการบริหารโรงเรียน จากบทความในหนังสือพิมพ์สวนฯที่ว่า ถ้ายอดเสาของสามเหลี่ยมขาดคุณภาพแล้วจะเกิดอะไรกับฐานของสามเหลี่ยม โดยมีคดีเรื่องหมวดวิทยาศาสตร์ของสวนกุหลาบรู้ไม่ดีที่มีคอลัมน์เตือนสติว่า เด็กสวนฯตอบปัญหาวิทยาศาสตร์แพ้โรงเรียนโพธิสาร ซึ่งเป็นโรงเรียนน้องในขณะนั้น ในฐานะที่ดูแลหนังสือพิมพ์สวนฯ ทำไมมีบทความเหล่านี้ นี่คือบทสะท้อนสภาพปัญหาที่ทำให้ทุกคนลุกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์
เราไม่โต้เถียง แต่ขอปิดหนังสือพิมพ์สวนฯ เพราะไม่รู้จะเถียงไปทำไม ในเมื่อมันคือความจริง!!! เราพูดอย่างสงบๆมีสติในการพูดแล้วเชื่อว่าตนเองจบได้สวย ทำงานเหนื่อยแต่ถูกตำหนิ ทุกคนเห็นใจและเข้าใจ ทุกคนแสดงความไม่พอใจต่อผู้บริหารบางท่านที่แสดงทีท่าไม่ปกป้อง จนต้องมีการเรียกประชุมจากฝ่ายบริหารเพื่อขอโทษคณะกรรมการประชาสัมพันธ์ขณะนั้น ส่วนผู้อำนวยการสุทธิ ท่านมีใจเป็นนักกีฬาดีมาก ท่านมอบกระเช้าผลไม้ให้เป็นกำลังใจ และถามข้าพเจ้าส่วนตัวว่า เห็นบทความเหล่านั้นหรือไม่ ข้าพเจ้าตอบว่า เห็น ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร
ในยุคท่านสุทธิ เพ็งปาน ท่านเป็นผู้หนึ่งที่มีวิสัยทัศน์ ท่านสั่งทำปั๊มน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา มารดน้ำในสนามโรงเรียน ท่านเป็นนักประชาสัมพันธ์ตัวยง ที่สามารถสร้างชื่อเสียงในยุคแรกได้เป็นอย่างดี ท่านใจดีสุภาพเรียบร้อย และประสานงานกับกระทรวงศึกษาได้ดี ถ้าท่านตัดสินใจไปอยู่กระทรวงศึกษาการ ก็น่าจะได้เป็นรองอธิบดี หรืออธิบดีไปแล้ว แต่วัฒนธรรมของเราเลยเปลี่ยนไป ท่านเกษียณที่สวนกุหลาบ ระยะเวลาที่ 8 ปี ที่บริหาร นับว่ายาวนานที่สุดในบรรดาผู้อำนวยการทุกคน
หลังจากกลับมาจากเรียนจบ ประวัติศาสตร์ทำให้จิตใจอยากทำวิจัย ตำนานสวนกุหลาบ และพัฒนาตึกยาว ซึ่งเคยปรึกษาผู้อำนวยการสุทธิ เพ็งปาน ซึ่งท่านอยากรื้อตึกยาวแล้วสร้างใหม่เป็นสามชั้น แต่ใช้รูปแบบเดิม แต่ไม่มีใครเห็นด้วย จึงทรุดโทรมอยู่อย่างนั้น นับว่าโชคดีที่ผู้อำนวยการสมหมาย วัฒนะคีรี เป็นผู้อำนวยการคนต่อมา ท่านเป็นคนหนึ่งที่มีศิษย์เก่าสมัยที่ท่านสอนกำลังอยู่ในวัยที่จะช่วยเหลือโรงเรียนได้ดี จึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาตึกยาว เราได้นำแนวคิดเรื่องการวิจัยตำนานสวนกุหลาบไปปรึกษาและได้รับการสนับสนุน จึงเป็นการวางแผนทั้งวิจัย และร่างโครงการบูรณะตึกยาว เป็นพิพิธภัณฑ์การศึกษาแห่งชาติ เพื่อปรึกษากรมศิลปากร และของบประมาณจากรัฐบาล พร้อมกับการจัดหางบประมาณในงานราตรีนี้โปรยด้วยกลีบกุหลาบ โดยความร่วมมือของโรงเรียนและสมาคมศิษย์เก่ายุคนั้น ตำนานสวนกุหลาบ ใน 12 ทศวรรษ สำเร็จ ได้จัดงาน เปิดตึกสวนกุหลาบรำลึก ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่สมัยผู้อำนวยการสุทธิ เพ็งปาน แต่สำเร็จและเฉลิมฉลอง โดยทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จเปิดตึก ทอดพระเนตรนิทรรศการ เราได้รับการมอบหมายให้เขียนแผนการจัดงาน โดยการจัดงานทั้งหมด 3 วัน มีทั้งการอภิปราย วิชาการ นิทรรศการโรงเรียน การแสดงโขน การถ่ายทอดสดทีวีวันเสด็จฯ
เราได้รับมอบหมายให้จัดนิทรรศการซึ่งเกี่ยวกับความเป็นมาของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จึงได้จัดทำเรื่อง จาก”วัง”สู่”วัด” จัดบนตึกสวนกุหลาบรำลึก ชั้น 3 ตลอดแนว 3 ห้อง ปัจจุบัน เป็นห้องที่มีห้องประชุมและห้องที่ใช้เรียนรอบๆ ซึ่งผู้อำนวยการสมหมาย วัฒนะคีรี เป็นผู้มีวิสัยทัศน์มอบหมายครูทุกฝ่ายมาร่วมมือกัน
การจัดงานครั้งนั้น ได้รับการตอบรับอย่างดีมาก นิทรรศการแบ่งเป็นยุคๆ ตามที่ได้ตั้งใจวิจัยไว้ ขอยืมเอกสารส่วนตัวของอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ขณะนั้นเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งมีทั้งสมุดบันทึก สมัยเรียนสวนกุหลาบ ภาพโบราณ เป็นภาพโรงเรียนที่ใช้กันอยู่ปัจจุบัน มีเอกสารต่างๆส่วนตัว ซึ่งเป็นที่พอพระทัยของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯเป็นอย่างยิ่ง มีการบันทึกจากผู้เข้าชมงานที่มาจากโรงเรียนต่างๆ ครูอาจารย์ ศิษย์เก่า ชมเชยการจัดนิทรรศการครั้งนั้น ได้รับความร่วมมือ จากครูอาจารย์ศิษย์ปัจจุบัน และเพาะช่างมาช่วยบ้าง และนี่คือจุดเริ่มต้นของการจัดทำพิพิธภัณฑ์ ณ ตึกยาวในเวลาต่อมา การวิจัยตำนานสวนกุหลาบใน 12 ทศวรรษ นั้นได้รับความร่วมมือที่ดีมาก ผู้บริหาร ครูอาจารย์ ไปร่วมกันเขียนถึงจังหวัดระยอง โดยผู้อำนวยการสมหมาย วัฒนะคีรี เป็นผู้นำคนสำคัญ ที่จังหวัดจันทบุรี ถึงแม้จะทำงานอย่างหนัก แต่การบริหารงานก็ประสานงานเป็นแบบลุ่มๆดอนๆ ยุติการเป็นหัวหน้างานประชาสัมพันธ์ มาดูแลสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน เพราะเป็นที่ปรึกษาชุมนุมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีการออกค่าย ปลูกป่าเป็นประจำทุกปี ซึ่งทำมาหลายปีแล้ว มีผลงานจัดงานรีไซเคิลสนุกสนาน ขายของมือสอง มีการประกวด โรวเรียนด้านสิ่งแวดล้อม มีการทำงานของโครงการการศึกษาเพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างชาติ (Associated School Project หรือ ASP) ดังมาก เกิดชุมนุมยูเนสโก ซึ่งได้ต่อเนื่องมาจากสมัยผู้อำนวยการสุทธิ เพ็งปาน โดยมีอาจารย์นงนุช สาราภรณ์ เป็นผู้ดำเนินการ เพราะเป็นหัวหน้าหมวดสังคมศึกษา และได้มอบหมายให้เราไปช่วยทำงานต่อๆมา ได้รับช่วงมาดำเนินการจนเป็นกิจกรรมระหว่างโรงเรียนที่ก้าวหน้าที่สุด จนได้รับรางวัลดีเด่นสมัยผู้อำนวยการสิทธิรักษ์ จันทร์สว่าง จนได้ไปประเทศนิวซีแลนด์เพื่อร่วมฉลอง 50 ปี ASP
สมัยผู้อำนวยการธานี สมบูรณ์บูรณะ เป็นผู้อำนวยการท่านเป็นผู้ที่มีความเป็นผู้นำ มีศักดิ์ศรี ทั้งบุคลิกลักษณะ มีวิสัยทัศน์ (ดูเพิ่มในเล่มแรก) สมัยนั้น ทำงานอย่างมีความสุข งาน ASP เรื่องโรงเรียนพี่โรงเรียนน้อง ในพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ที่อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่านรุ่งเรืองมาก ริเริ่มในยุคนี้ การบูรณะตึกยาว สำเร็จในยุคนี้ รวมทั้งการบูรณะตึกสามัคยาจารย์ การติดแอร์ในห้องเรียนครั้งแรก ของโรงเรียน การพัฒนาเรื่องอาคารสถานที่ สุดท้ายท่านให้เราเขียนโครงการจัดทำห้องพิพิธภัณฑ์ 4 ห้องแรก ตกแต่งภายในและก่อนบูรณะตึก คือห้องสำนักงาน ห้องรับรอง 2ห้อง และห้องนำเสนอ โดยมีผู้ช่วยผู้อำนวยการ ณรงค์ คงกิจ เป็นฝ่ายวิชาการได้เชิญศิษย์เก่ามาเขียนแบบ ซึ่งเราได้นำแนวคิดมาจากการจัดพิพิธภัณฑ์จากต่างประเทศ ก่อนวางแผนจัดห้องต่างๆ จะต้องใช้งบราตรีนี้โปรยด้วยกลีบกุหลาบ มาทำ 4 ล้านบาท เพื่อเป็นแนวทางในการของบประมาณให้กรมศิลปากรจัดดำเนินการบูรณะตึกให้สำเร็จต่อไป เป็นช่วงที่งานสำเร็จ ตึกมีการใช้พัฒนาฐานตึกแบบดีดคานขึ้นมาแล้วฉีดซีเมนต์ให้มีฐานที่แข็งแรงมาก ถึงแม้รอบๆจะยุบ แต่บอกว่า ตึกยาวจะไม่ยุบ แต่ทุกวันนี้ ปี 2553-2554 ครบ 100 ปี ตึกยาวกลับมีรอยร้าวตรงกลางตึกยาว!!!!
ด้วยภาวะทางการเมือง อีกเช่นกัน ทำให้ผู้อำนวยการธานี สมบูรณ์บูรณะ รับพิษจากการเมืองพรรคชาติไทย ก็ทำให้ท่านย้ายไปอยู่โรงเรียนอื่นๆมีครู นักเรียนไปส่งมากมาย ใครทำอะไร..ได้อย่างนั้น สิ่งสำคัญทำให้เราเบื่อระบบราชการและการเมือง
ผู้อำนวยการศิริ สุงคาสิทธิ์ อดีตครูเก่า กลับมาก็ทำพิธีเปิดตึกโดยเรียนเชิญพลเอกเกรม ติณสูลานนท์(ดูจากประวัติเล่ม1) มาเยี่ยมชมตึกยาวที่สร้างเสร็จ
ผู้อำนวยการณรงค์ รักเดช เริ่มตกแต่งภายใน ตึกยาวให้มีรูปร่างมากขึ้น เราได้เข้าไปนั่งในห้องสำนักงาน และดำเนินการเป็นหัวหน้างานพิพิธภัณฑ์ ที่ท่านอนุญาต และเริ่มการวางแผนจัดห้องพิพิธภัณฑ์ โดยเฉพาะไปพบรมต.กระทรวงศึกษาธิการ (พรรคชาติไทย) นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ผู้ซึ่งใกล้ชิดกับโรงเรียน เพราะบุตรท่านจบจากที่นี่ถึง 3คน ท่านต้อนรับ ผอ.ณรงค์ และเรา จะมาเยี่ยมชมตึกยาว ได้มอบเงิน 1 ล้านกว่าบาท ปรับปรุงห้องนำเสนอซึ่งเราชี้แนะว่า ปลวกกิน ท่านเห็นจริง และมอบเครื่องเสียงไว้เวลานำเสนอ นี่ก็การเมืองสมัยนี้
1ปีท่านก็ย้ายไปป็นรองอธิบดีกรมสามัญศึกษา เรารู้จักท่านเมื่อครั้งไปศรีลังกา จัดโดยศูนย์ความเข้าใจอันดีระหว่างชาติ
ต่อมาสมัยผู้อำนวยการสมพงษ์ รุจิรวรรธน์ คนเก่งทางวิชาการที่ย้ายมาจาก โรงเรียนราชบพิธ ท่านเป็นมือ 1 ของกรมสามัญศึกษาขณะนั้น นับว่าโชคดีที่คุณหญิงกษมา ท่านเห็นความสำคัญก่อนจะมา หัวหน้าพรรคชาติไทยขอดูตัว ผอ.สมพงษ์ รุจิรวรรธน์ กระไรหนอ การเมืองไทย จึงน่าสนใจอย่างนี้ เมื่อผู้อำนวยการสมพงษ์ รุจิรวรรธน์ เข้าบริหารโรงเรียน ความเป็นหนึ่งเดียวกันเริ่มกลับมาอีกครั้งความร่วมมือระหว่างสมาคมศิษย์เก่า มูลนิธิ สมาคมผู้ปกครองและชมรมครูเก่า เพราะท่านเข้าใจ ในการปรับตัว ทางประเพณีวัฒนธรรมของแต่ละสถาบัน เข้าใจอัตลักษณ์ของโรงเรียนท่านมีเวลาทุ่มเทให้โรงเรียนกลับบ้านมืดค่ำ มีการทำงานอย่างเป็นระบบ ตรงไปตรงมา ยอมรับฟังความคิดเห็นของครูและนักเรียน สามารถเข้าพบพูดคุยได้ ท่านรอบรู้เรื่องต่างๆ แล้วแก้ปัญหา เป็นยุคที่ทำงานแล้วมีความสุข สนุกสนาน เพราะความที่เคยร่วมงาน ASP และเคยไปเที่ยวชมงานสิ่งแวดล้อมที่ญี่ปุ่น เกาหลีตลอดจนทำงาน ASPมาโดยตลอด ทำให้เราเข้าใจท่านและที่ท่านไว้วางใจเรา
โดยเฉพาะการวางแผนพิพิธภัณฑ์ตึกยาว ท่านและเรามีแผนใจใจ ร่วมกัน แต่ไม่ได้เกิดผลตามที่วางไว้ ก็ต้องปรับแผนมาดำเนินการ ทำห้องพิพิธภัณฑ์จนสำเร็จ ทันเปิดงานพิพิธภัณฑ์ไปจนถึงห้องปัจจุบัน
(ดูในประวัติเล่มเก่า)
ถึงแม้จะทำงานต่างๆมากมาย แต่การสอนของเรามิได้หยุดนิ่ง ต้องสอนเกือบ 14-20ชั่วโมงตลอดทุกปี เราสอนประวัติศาสตร์มีการเตรียมการสอนเอกสารสื่อต่างๆ ทำแล้วพิมพ์เป็นเอกสารประกอบการสอนตั้งแต่จัดทำรูปเล่มเอง ยุคต่อมาทำเป็นเล่มโรงพิมพ์บพิธ และรุ่นที่ 3 จนนำไปส่งเป็นผลงานอาจารย์ 3 ระดับ 8 หรือคศ.3 ความเป็นครูทั้งทดลองค้นคว้าใช้การจัดนิทรรศการการให้นักเรียนค้นคว้าไปสัมภาษณ์ฝรั่ง การไปทำรายงานถ่ายvdo ถ่ายภาพจัดแฟ้ม การให้จัดโครงการพาญาติ เพื่อนเที่ยวดูวัดสำคัญ ๆ การพานักเรียนไปทัศนศึกษาที่อยุธยา และพิพิธภัณฑ์ จัดให้ทำ Rally โดยใช้เอกสาร WORLD HERITAGE KIT จนเมื่อสร้างห้องพิพิธภัณฑ์ของโรงเรียน สำเร็จยุคแรก มีแค่ 5-6 ห้อง ก็ได้ใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ ให้เข้าเรียนให้ทำใบงานเรื่อง หลักฐานประวัติศาสตร์ของโรงเรียน โดยใช้หลัก WORLD HERITAGE KIT มาใช้ เป็นการวาดภาพ สร้างจินตนาการจากสิ่งที่พบเห็น ในห้องต่างๆของศูนย์การเรียนรู้ เราเชื่อว่าเด็กๆจะจดจำได้และประทับใจ เราเชื่อเช่นนี้จริงๆ เพราะทุกคนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง พิพิธภัณฑ์ในยุคแรก จึงกลายเป็นศูนย์การเรียนรู้แบบLearning by doing โดยเฉพาะนักเรียนชุมนุมยูเนสโก ที่พัฒนากลายมาเป็นนักเรียนที่ช่วยกันจัดพิพิธภัณฑ์สวนกุหลาบ จนกลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่แท้จริง มีคนมาศึกษาดูงานต่างนำไปปรับเป็นแบบอย่าง
ต้องขอบคุณนักเรียนชุมนุมยูเนสโกที่ช่วยจัดห้องพิพิธภัณฑ์มากมาย พวกเขาคือ วีรบุรุษสวนกุหลาบตัวจริง
พูดถึงความเป็น”ครู”สวนกุหลาบเราภูมิใจ
1.ครูในฐานะ “ครูวิชาการ” เราติวนักเรียนสอนให้เด็กเรียนเก่ง เรียนดี ยุคแรกจะดุมาก เพราะต้องการให้ความรู้ติดตัวผู้เรียน สอนแบบถ่ายทอดความรู้อย่างมัวเมา พร้อมๆกับบทตลกๆทั้งวิธีการเขียนกระดานที่ไม่ต้องมองกระดาน การตั้งคำถามแปลกใหม่ ห้ามพลาดตอนเรียน เพราะจะถูกเชิญตอบให้เสียหน้า เล่นให้ต้องตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังติวเข้ามหาวิทยาลัย ติวสอบทุนเล่าเรียนหลวง ทุนกพ.ต่างๆ หลายครั้งที่ต้องไปติวให้กับนักเรียนโรงเรียนต่างๆ เป็นวิทยากรให้ทั้งครู นักเรียน หน่วยงานต่างๆทั้งโรงเรียนรัฐบาล เอกชน นานาชาติ เมื่อเป็นผู้ประเมิน สมศ. เราได้ใช้ความรู้ประสบการณ์ส่งเสริมแนวการจัดการเรียนรู้ ความสำคัญในการส่งเสริมจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ learning by doing ที่ฉันต้องการให้เริ่มได้ที่จิตใจของครู
2.ครูในฐานะ “ครูกิจกรรม” เราเป็นที่ปรึกษา ทั้งคณะกรรมการนักเรียน ชุมนุมเชียร์แปรอักษร ครูที่ปรึกษาชุมนุมยูเนสโก ชุมนุมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชุมนุมดนตรีไทย งานหนังสือสมานมิตร ริเริ่มหนังสือพิมพ์สวนฯ ที่ปรึกษาชุมนุมประชาสัมพันธ์ (ริเริ่มเด็กทำงานประชาสัมพันธ์) ริเริ่มนักเรียนทำงานนำชมพิพิธภัณฑ์การศึกษาสวนกุหลาบ และริเร่ม การถ่ายเอกสารจดหมายเหตุคะแนน ประวัติจากสมดุดทะเบียนคะแนนตั้งแต่พ.ศ. สองพันสี่ร้อยหกสิบ (รัชกาลที่6) เป็นต้นมาเพื่อถ่ายเก็บในคอมพิวเตอร์ กิจกรรมโครงการศึกษาเพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างชาติ ยูเนสโก ซึ่งโรงเรียนเราเป็นสมาชิกตั้งแต่ 2507 จนถึงปัจจุบัน ได้ส่งเสริมนักเรียนได้สอบแข่งขันไปต่างประเทศ ทุกปี มีหลายโรงเรียนหลายสถาบันเชิญเราไปเป็นวิทยากร ยิ่งเวลาไปประเมินโรงเรียน เราพยายามร้างความคิดใหม่ๆ ที่ให้ครูเห็นคุณค่าของกิจกรรมและคุณค่าของชีวิตเด็กๆ
3.ครูในฐานะนักประชาสัมพันธ์ 2525 เป็นต้นมา งานประชาสัมพันธ์เป็นยุคทอง การรุ่งเรืองระดับประเทศ ทำให้โรงเรียนต้องมีหัวหน้าหน่วยงานซึ่งต่อจากอาจารย์ทวี ชมสุวรรณ ที่ทำงานได้ดีมาก เมื่อรับงานประชาสัมพันธ์ ก็ส่งเสริมผลงานการอบรมครูนักเรียนประชาสัมพันธ์ ตลอดจนกลุ่มโรงเรียนการเข้าพบสื่อมวลชน การเชิญสื่อมวลชนมาทำข่าว ส่งข่าวทั้งTV และหนังสือพิมพ์ มีกลยุทธ์ ในการทำงานประชาสัมพันธ์ มิใช่เพียงเป็นโฆษก โรงเรียน แต่จะต้องเป็นตัวจักรสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ ความเข้าใจอันดีในสายงานต่างๆ ระหว่างผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชน เพื่อให้เกิดความรัก ความสามัคคี ความภาคภูมิใจในเกียรติยศศักดิ์ศรี ของโรงเรียน สิ่งเหล่านี้ จัดเป็นหัวใจชองการทำงาน ทุกหน่วยงานโดยเฉพาะโรงเรียน ทำอย่างไรให้เกิดความสุขความเข้าใจ ระหว่าง บ้าน โรงเรียน ชุมชน ประเทศชาติ ต้องยกระดับความเป็นโรงเรียนที่น่ายกย่อง ทุกคนปลาบปลื้ม ที่โดนใจผู้อ่านได้อย่างไร งานสำคัญคือสื่อสาร ด้วยหนังสือ สารสวนกุหลาบ พิมพ์สวนฯ เป็นต้น เมื่อเราไปทำงานอื่นๆ อุดมการณ์และหน้าที่ก็จะนำไปใช้รู้จักการจัดแฟ้ม จัดการสื่อสารประชาสัมพันธ์ กับบุคคลต่างๆ นั่นคือนิสัยของเรา
4.ครูในฐานะ ที่ปรึกษา เราภูมิใจมากที่เคยเป็นที่ปรึกษา เราจะแสดงความรัก ความภูมิใจ และเอ็นดู ใกล้ชิดเด็ก ความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างครู กับนักเรียน ถึงแม้ในอดีตจะได้เป็นที่ปรึกษาเด็กที่มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่อยากเล่าเรียน แต่ก็ใช้วิธีการที่หลากหลาย เช่น ให้เล่นละครเวทีงานสมานมิตร การจัดนิทรรศการวิชาการ การทำงานรายงานที่แตกต่างจากเพื่อนๆ การเชิญผู้ปกครองมาประชุม พากันไปเที่ยวจนบางยุคกลายเป็นผู้มีปัญหาแยะ ต้องเพี๊ยนบ้าง เมื่ออายุมากขึ้นก็จะเปลี่ยนแปลงไป มองข้ามอะไรๆไปบ้าง มองทุกอย่างเป็นธรรมดา ธรรมชาติ โดยพื้นฐานก็มีความรัก ความเป็นห่วง ความสนุก เด็กๆจะเข้าใจได้เมื่อสัมผัสแท้จริง ครูที่ปรึกษามิใช่เฉพาะห้องเรียน แต่เป็นที่ปรึกษากิจกรรมต่างๆ ชั้นต่างๆ ก็พบกับปัญหาทั้งที่เราเห็นหรือพวกเขาเข้าพบได้ นั่นคือความสุขของเรา เราเรียนรู้ได้เมื่อเราออกไปทำงานนอกโรเรียน เกิดความคิดแบบกบนอกกะลามากขึ้น
5.ครูในฐานะนักวิจารณ์ ด้วยการเรียนสังคมศาสตร์ การได้เรียนรู้เรื่องต่างๆมาตลอดชีวิต หารไปศึกษาดูงานประชุมสัมมนาระดับนานาชาติ มันซึมซับเห็น เข้าใจ ได้สัมผัสจะไม่มาก แต่ก็มีความหลากหลาย พร้อมที่จะแกะกล่องความคิด ชีวิตและจิตใจ ในการช่วยเหลือคนที่ได้รับความทุกข์ ขาดความยุติธรรมหลายครั้งหลายหนที่เป็นทุกข์ นับเป็นหลายสิบครั้งในชีวิตที่สัมผัสกับผู้บริหารโรงเรียน ผู้บริหารประเทศ แล้วผู้บริหารเจ้าหน้าที่ของระดับเขต พื้นที่การศึกษา เจ้าหน้าที่ราชการ ที่ยังทำงานแบบขาดความรู้ความเข้าใจว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลง และต้องการอะไรเพื่อสังคมที่ทันสมัย ให้ทัดเทียมต่างประเทศ ไม่ให้เสียเปรียบไปจากเพื่อนบ้าน ทำให้เกิดอารมณ์ ตั้งแต่ท้อแท้ ไปจนถึงสังเวช เวทนา เหล่าบุคคลที่เต็มไปด้วยอัตตา อวิชชา บ้างเรียนรู้ดีจริงแต่ขาดความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ที่ถูกต้อง พวกที่ยอมรับยศถาบรรดาศักดิ์ ทรัพย์สิน ตำแหน่ง โดยปราศจากความยุติธรรม ความถูกต้อง 80% ของผู้ใหญ่ในปัจจุบัน จะอยู่ในความไม่เข้าใจ แต่ไม่ใช่ ยังคงขึ้นอยู่กับ ความมีค่านิยมแบบเดิม “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย” แต่ปัจจุบัน ต้องเป็น “เชื่อผู้นำ ชาติมีภัย”
ดังนั้น เมื่อเวลาสอนก็จะวิจารณ์สภาพปัญหาแต่ยังหาคนที่เข้าใจยากมาก เราจึงต้องหนีจากระบบที่ขาดซึ่งกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์ มิใช่ตำหนิ แต่เข้าใจว่า ยากมากที่จะคิดอะไรที่แปลกแยกจากสิ่งที่เคยทำอยู่ แต่เราอาจจะเห็นเร็ว กลาเผชิญกับความสุขทุกข์ที่จะเกิดขึ้น ไม่ได้ยึดติดกับระบบราชการที่เต็มไปด้วยกลลวง 27 ปีกับการทำงานในระบบราชการ ผู้บริหารกว่า 10 คนระบบบริหารต่างๆ ของกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้เราเข้าใจและเมื่อเข้าไปทำงานในระดับโรงเรียนนานาชาติ ให้โรงเรียนเอกชน หน่วยงานการประเมินคุณภาพ ยิ่วทวีความเข้าใจปัญหาที่น่าสงสาร ชาวบ้านมากมาย มิใช่เฉพาะโรงเรียนหลวงเท่านั้น
และสุดท้ายแล้ว โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย แสนจะสบายกว่าโรงเรียนอื่นๆอีกมากมาย “ใครเป็นอย่างไร ก็เลือกมุมเลือกเวที เลือกพื้นที่เรียนรู้ โดยการนั่งวิเคราะห์ สังเคราะห์ถึงพฤติกรรมที่ทำกันเอง ..วันนี้ไม่เข้าใจ...วันหน้าอาจจะเข้าใจ บางครั้งไม่มีทางเข้าใจ เพราะอดีตคิดว่าดีแล้ว ก็จงรับคิดกีต่อไป ..ถ้าเห็นว่า ยังมีข้อผิดพลาด ..ก็ปรับเปลี่ยน อโหสิ..”
มีคำพูดที่ว่า”อำนาจ อาจลบล้างเรื่องราวได้ แต่ลบล้างความจริงไม่ได้”
6.ครูในฐานะนักเขียน เรื่องการเขียนโดยเฉพาะการเขียนบทความทางวิชาการ ทั้งวิทยานิพนธ์ รายงานต่างๆ บทความในหนังสือสารสวนกุหลาบ หนังสือสมานมิตร หนังสือพิมพ์สวนฯ หนังสือวารสารคุรุสภา หนังสือพ๊อกเกตบุ๊ค วารสารกระทรวงศึกษาร วารสารช่อกุหลาบ ของสมาคมศาย์เก่า สวนกุหลาบฯ การทำหนังสือ 100 ปีสวนกุหลาบ ตำนานสวนกุหลาบวิทยาลัยใน 12 ทศวรรษ หนังสือ นายกรัฐมนตรีของโรงเรียนสวนกุหลาบ บทนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์ สวนกุหลาบวิทยาลัยทุกห้อง และการเขียนโครงกาต่างๆ การทำวิจัยชนะการประกวดของยูเนสโกประเทศในเอเซียแปซิฟิค การเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ต่างๆ
7.ครูในฐานะช่วยเหลือสังคม เมื่อทำงานเป็นครูก็ต้องมีคนที่ชอบหากิจกรรมส่งเสริมช่วยเหลือ บ้าน วัด โรงเรียน เช่นการทำกิจกรรม จำหน่ายของมือสอง การทอดกฐิน ผ้าป่า เป็นการเขียนประวัติพระนำไปเผยแพร่คุณธรรม การจัดกิจกรรมส่งเสริมเด็กๆตามโครงการโรงเรียนพี่โรงเรียนน้อง ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทั้งไปจังหวัดน่าน และจังหวัดนครนายก เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเป็นนายกสมาคมสุนัขและแมวเร่ร่อน และหาบ้านทั้งในประเทศและต่างประเทศให้สุนัข แมวที่เร่ร่อน เพื่อให้มีที่พักพิงเป็นต้น
8. ครูในฐานะนักจัดกิจกรรมการแสดง
ด้วยความสนใจในการจัดละคร การร่ายรำ การเต้นต่างๆจึงเป็นคนจัดละครให้โรงเรียน การเขียนบทละครทั้งวันสมานมิตร วันจากเหย้า การแสดงมุทิตาจิต(รุ่นแรกที่ฝึกซ้อม เพื่อนครู นักเรียน ประชาชนต่างๆกิจกรรมต่างๆบันเทิง ทั้งการสอนการเต้นระบำสเปน ระบำกลองยาว และการละเล่นละครสนุกสนาน มีวัฒนธรรม ประเพณีต่างๆ เพื่อจรรโลงสิ่งที่ดีงาม ให้กับเยาวชน ครู และประชาชนเป็นความภาคภูมิใจ
เมื่อจากสวนกุหลาบ จำได้ว่า ลูกศิษย์ที่เป็นชุมนุมยูเนสโก มีเอ ถิรวัฒ เป็นแกนนำในการจัดงาน ตอนออกจากราชการก่อนกำหนด เพราะปัญหาหลายอย่าง ทั้งสุขภาพของพ่อแม่ ทั้งภาระที่ต้องดำเนินมาตลอดชีวิตราชการ ที่เกิดความเบื่อหน่าย คิดจะออกตั้งแต่ได้รับคัดเลือกเป็นข้าราชกระทรวงวัฒนธรรม แต่ถูกโจรกระชากกระเป๋าเอาเอกสารไป ก็เลยต้องกลับมาจัดทำห้องพิพิธภัณฑ์อีก 2 ห้องจนสำเร็จ แล้วได้เข้าทำงานที่โรงเรียนนานาชาติ เซนต์สตีเฟ่นส์ 4 ปี ได้เรียนรู้ระบบการศึกษาแบบอังกฤษ มีความรู้เรื่องแนวคิด ความเชื่อต่างๆ ของการจัดการศึกษาในระดับอนุบาล โดยไปลองเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลยุวภัทร เรียนรู้ระบบทฤษฎีและการปฏิบัติพัฒนาระบบของโรงเรียนทั้งเรียนรู้ความเป็นโรงเรียนเอกชนทั้ง 2 แห่งว่า การบริหารการเงินต่างๆจากโรงเรียนรัฐบาล
ระหว่างนั้น การได้ทำงานเป็นผู้ประเมินคุณภาพการศึกษา ไปประเมินโรงเรียนทั้งโรงเรียนขนาดใหญ่ โรงเรียนขนาดกลาง โรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนนานาชาติ ตลอดจนโฮมสคูล ทำให้เกิดการเรียนรู้ มากมาย ทำให้ทุกวันนี้ มีความรู้เห็น ความงดงาม ความเสื่อมโทรม ความอัปยศ ของการจัดการศึกษา
โดยเฉพาะเมื่ออดีตท่านรองปลัดกระทรวงศึกษา ให้ไปช่วยดูแลการจัดการศึกษาที่โรงเรียนเสริมทักษะโรสแมรี่ (Rose Marie Academy)ซึ่งจัดเป็นโรงเรียนประเภททางเลือกใหม่ ที่น่าสนใจมาก เพราะคุณโรส วันชูเพลว เป็นอดีตอาสาสมัคร ไทย-อเมริกันรุ่นแรก ดำเนินกิจกรรมดูแลนักเรียนทั้งในและต่างชาติ ส่งเสริมศักยภาพของผู้เรียนที่ขาดโอกาสเรียนในโรงเรียนปกติ และมีเด็กปกติที่สามารถเรียนรู้ที่หลากหลาย โดยเฉพาะการเรียนสอบเทียบจากหลักสูตร Key stone มลรัฐเพนซิลวาเนีย ซึ่งเชื่อว่า ระบบการเรียนการสอนสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ทั่วโลก มีนักเรียนพิการหลากหลายประเภท ซึ่งรัฐบาลหรือกระทรวงศึกษาธิการน่าจะเห็นเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เป็นแบบอย่างที่ให้ทุกสังคมเห็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ แต่เขตพื้นที่การศึกษา นนทบุรี เขต 2 ขาดความเข้าใจ ส่วนที่เกิดปัญหาและความเดือดร้อนต่อสังคมการศึกษาต่อไป
ตราบใดที่คนไทยยังล้าหลัง มองกรอบการศึกษาเพียงเปลือก พรบ.ที่ยังก้าวไม่ทันระบบใหม่ที่สังคมต้องการ ปัญหาการศึกษาของชาติ ก็อ่อนแอไม่มีวันก้าวหน้า เพราะกรอบความคิดยังมองเห็นว่า การทำงานแบบรวมศูนย์สำคัญ งบประมาณจะเสียไปอย่างขาดคุณภาพ ถ้าไม่เปลี่ยนโลกทัศน์ ครูจึงต้องเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะ ผู้บริหารการศึกษาระดับกระทรวงศึกษาและเขตพื้นที่การศึกษา
“เมื่อเรือ ไร้ทิศทาง ย่อมล่องลอย อยู่ท่ามกลางมหาสมุทรที่มีกระแสคลื่นลม “
จากประสบการณ์ได้ร่วมงานกับการทำหลักสูตรของการอบรม การตรวจโครงการต่างๆ ของสสค.ทำให้เห็นว่า เกิดองค์กรใหม่ที่จะสามารถพัฒนาการศึกษาในระดับต่าง ที่อยู่ห่างไกล ตามต่างจังหวัดได้ ตลอดจนสามารถรับฟังการวิเคราะห์ วิจารณ์ แผนงาน โครงการต่างๆได้อย่างดี เป็นความมุ่งมั่นในบั้นปลายของชีวิตว่า ช่วยเหลือ การศึกษากับครูและโรงเรียนต่างๆเพื่อเป็นการสร้างกุศลต่อไป
ตอนที่ 5 ความคิดเห็น...เป็นสัจธรรม
“ความดีงาม อับจนเพราะอำนาจ”
ตราบใดที่คนเราคิดว่า อำนาจ จะได้มาทุกอย่าง..คิดผิด..บางครั้งได้จริง และสุดท้าย เมื่อหมดอำนาจ ทุกอย่างก็ดับสูญไป โดยเฉพาะข้าราชการ เมื่อเกษียณอายุราชการไปแล้วยากนักที่จะมีคนนับถือ
“ความสุข คือการให้” ถ้าคนเราคิดแต่จะรับ ได้ประโยชน์จากผู้อื่น เอาเปรียบสังคม และสุดท้ายจะเหลืออะไร ให้เป็นความสุขในชีวิต แต่การให้เพียงวาจาไพเราะ เข้าใจ ให้ขวัญกำลังใจ ก็เพียงพอแล้ว
“ยศถาบรรดาศักดิ์ เป็นเพียงสิ่งที่อยู่รอบกาย แต่ความดีย่อมยิ่งใหญ่กว่า”
“การสวมหัวโขน ส่งเสริมให้เราเต้นตามบทบาท ของตัวละครที่สวมหัวโขน แต่เมื่อหัวโขนถอดออกแล้ว ก็คือคนธรรมดานั่นเอง”
“ถ้าเราสวมหัวโขน แล้วเต้นตามบทบาทหน้าที่อย่างถูกต้อง งดงาม มีสติเสมอว่าเรากำลังสวมบทอะไร ก็ยังพอผ่อนคลายที่สามารถใช้ปัญญา แยกแยะหน้าที่ และมีคุณธรรมที่ดีได้ อย่าหลงลืมตนเป็นอันขาด “
“ตราบใดที่ใช้อารมณ์ ไฟราคะ ก็จะเผาผลาญเราได้ตลอดเวลา”
“ตราบใดที่เรายังมีความรัก โลภ โกรธ หลง อิจฉา ริษยาคนอื่นๆที่เขาดีกว่า เก่งกว่า สวยกว่า..ไฟแห่งความทุกข์ก็จะเผาผลาญเราจนตายเอง โดยไม่มีใครช่วยได้..จงละ ลด และเลิก ความคิดเหล่านี้เทอญ”
“ยิ่งมีอายุ ควรยิ่งมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา คือ พรหมแห่งมนุษย์”
“ไฟที่ร้อนที่สุด ..คือไฟแห่งความราคะ”
“ใจที่สงบ คือสวรรค์ที่อยู่ในใจนั่นเอง”
“เมื่อไหร่ที่รู้สึกว่า มีคนที่ช่วยให้งานของเราทำไปได้ดี ควรเปิดทางและส่งเสริมเพราะเขาจะได้รับงานที่สำเร็จสูงขึ้น เราสบายขึ้น”
“มองทุกด้านด้วยตาที่เป็นธรรม มองทุกคนด้วยใจที่ให้อภัย มองทุกคนด้วยตาและใจแห่งความยุติธรรม และเข้าใจพร้อมอภัย”
“ละเลย จากการเอาเปรียบ เสียสละด้วยความเต็มใจ มองความรักด้วยความจริงใจ และให้ด้วยทรัพย์ กิริยา วาจาที่ดี”
“ถ้าคุณคอรัปชั่นเพียงโกงเวลาเพียงเล็กน้อย คุณก็จะได้รับความทุกข์เพราะ 1 นาทีอาจทำให้ข้อผิดพลาดได้
“ถ้าเราโง่ ก็จงเรียนรู้ และยอมรับมันตรงไปตรงมา ถ้าเราโง่ แล้วดื้อรั้น อวดดี สิ่งที่ได้อาจทำให้ทุกคนเดือดร้อนด้วย”
“การดูนิสัยคน ..ดูจากอะไร -การกิน- -การเดิน- -การนั่ง- -การนอน- การคบเพื่อน-
“ถ้าคิดว่า ตนเป็นครู ..ต้องรู้ดีกว่า ตนเป็นครู..ต้องสอนดีกว่า ตนเป็นครู ..ต้องฉลาดกว่า ตนเป็นครู..ต้องมีเกียรติกว่า.. แล้วเด็กๆล่ะอยากเป็นอะไร?”
“ถ้าคิดว่า ตนเป็นพ่อแม่..ต้องบังคับลูกได้ ตนเป็นพ่อแม่ ..ต้องจัดการทุกอย่างให้ลูกได้ ตนเป็นพ่อแม่ ต้องรู้และตัดสินใจได้ดีกว่า
แล้วเด็กๆล่ะ ..เขาจะเป็นผู้ใหญ่อย่างไร
“ปราชญ์ย่อมมองเรื่องเล็กๆให้กระจ่างเพื่อช่วยเหลือผู้ใต้บังคับบัญชาหรือประชาชนของแผ่นดิน”
“ข้าราชการผู้น้อย คอยประจบสอพลอผู้เป็นใหญ่
แล้วอย่างนี้จะได้ความถูกต้อง จริงใจและความบริสุทธิ์ในการทำงานอย่างไร?
“ทุกคนเกิดมามีสิทธิในความเป็นมนุษย์เหมือนกัน เท่ากัน แต่ขาดโอกาสเท่านั้น
“การศึกษา คือโอกาสที่จะให้ทุกคนมีความเป็นมนุษย์ในการดำเนินชีวิตต่อไป”
“
“ยิ่งรัก ยิ่งเจ็บ ยิ่งให้ ยิ่งได้ ยิ่งดี ยิ่งมีความสุข”
“เรื่องบางเรื่อง ต้องอาศัยเวลาในการตัดสินใจ แต่บางเรื่อง ต้องใช้ความรวดเร็วในการตัดสินใจ”
“บางครั้ง สิ่งที่เราคิดว่า “ถูก” อาจจะ”ผิด” สิ่งที่เราคิดว่า “ผิด” อาจจะ”ถูก”
ไม่มีอะไรแน่นอน จงพิเคราะห์ให้เหมาะกับ กาละ และเทศละ”
“บางครั้ง คนบางคน อาจไม่มี”พื้นที่”ที่จะยืน บางครั้ง คนบางคน มีพื้นที่มากมายที่จะยืน ท่านจะเลือกแบบใด จงพิเคราะห์ให้เหมาะสม
“ทำไมคนมีอำนาจจึงต้อง ..ลืมตัว ระบบทำให้เราลืมตัว ..อำนาจไม่ยั่งยืน
ความดีต่างหาก ทำให้คนมีอำนาจ
ไม่ลบเลือน คือ อำนาจแห่งความดี”
“ความดี ความถูกต้อง ความจริงใจ คือเหตุผลที่ควรเป็นตัวเรา
“ความสุข ของเราอาจเกิดขึ้นได้ ถ้าเราให้โอกาสกับตัวเรา และคนรอบข้าง”
“ความสุข คือไม่ทำตัวให้มีความทุกข์ มองทุกอย่างในมุมบวก”
“ไม่มีความทุกข์ใดในโลก ที่ยึดติดกับตัวเรา ดังนั้น ถ้าอยากพ้นทุกข์ ต้องเรียกร้องหาความสุข “
“มาก่อน ถึงก่อน
มองก่อน เห็นก่อน
ดมก่อน ได้กลิ่นก่อน
กินก่อน อิ่มก่อน
นอนก่อน หลับก่อน
ฟังก่อน ได้ยินก่อน”
ถ้าคนมีความรักเพื่อนมนุษย์ ย่อมให้เกียรติเพื่อนมนุษย์
การให้เกียรติเพื่อนมนุษย์ ย่อมได้รับความรักความเคารพ”
“การแบ่งปัน การเสียสละ การให้อภัย ย่อมเป็นพื้นฐานของความมีสันติภาพ”
สิทธิของมนุษย์ คือสิทธิที่มาจากธรรมชาติ”
“ฟังให้มากก่อนพูด คิดให้มากก่อนลงมือทำ”
“อายุเป็นเพียงตัวเลข สติปัญญาอาจเท่ากันหมด”
“ใครๆก็มีโอกาสผิดพลาดกันได้ แต่อย่าให้ผิดพลาดอีก”
“เราก็จิตคิดดูเล่า เขาก็ใจ รักกันไว้ ดีกว่าชัง ระวังกาล
“ถึงจะพูดกันเป็นสิบเสียง แต่ก็ต้องสงสัยเสมอว่า เขาพูดทำไม เขาหวังอะไร”
“เรียนรู้ทุกอย่างที่ผ่านมาในสายตา แล้วคิดวิเคราะห์ด้วยความมีเหตุผลเสมอ”
ความจริง อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เห็น ที่ได้ยิน ที่ได้สัมผัส
ความถูกต้อง อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ เห็น ที่ได้ยิน ที่ได้สัมผัส”
มันขึ้นอยู่ที่ตัวเราว่า จะยืนอยู่ฟากใดของเวที
“รู้ไหมว่า เหรียญมี 3 ด้าน
ไม่ใช่ซีกซ้าย ซีกขวา และมีส่วนที่กว้าง ส่วนที่กว้างของเหรียญนี่แหละสำคัญมาก เพราะอะไร เรายิ่งกว้างก็ยิ่งตั้งเหรียญไว้ได้ยาวนาน
ผู้นำ..ต้องเห็นด้านที่ 3 ผู้นำต้องเห็นด้านที่ 3 นี้เสมอ จึงจะดีมาก
“ความซื่อตรง ประสบความสำเร็จยาก แต่คนที่แกล้งซื่อตรงจะสำเร็จได้เร็วกว่า
และความซื่อตรงจะอยู่อย่างใดดีจึงจะถูกต้อง”
“แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์? มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด
อันเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ยังไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน”
“คนรวยก็ตาย คนจนก็ตาย คนสูงศักดิ์ก็ตาย คนต่ำศักดิ์ก็ตาย”
“สันโดษ คือความพอใจที่ตนมีอยู่”
ภูมิใจในสิ่งที่เป็น ทำไปในสิ่งที่ถูกต้อง ยากลำบากก็ต้องอดทน ถ้าพร้อมเราคงไม่ต้องช่วย”
“หลายคน หลายความคิด หลายการกระทำ จงสงบปล่อยเข้าไป”
“ถึงเวลาเรียน ก็จงเงียบ ถึงเวลาพูดก็จงพูด”
“ถ้าทำงานแล้วไม่เดือดร้อน ตนเอง กับผู้อื่นๆแล้วไม่ต้องวิตก”