อาการแสดง
ลักษณะเป็นก้อนนูน แข็ง สีชมพู แดง หรือน้ำตาล ผิวเป็นมันเงา มีได้ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ผิวเป็นเงามัน ถ้ามีขนาดใหญ่อาจจะทำให้เกิดการดึงรังผิวหนังข้างเคียง มักเป็นที่หน้าอก หลัง และหัวไหล่
การรักษา
1. ฉีดสเตอรอยด์ เพื่อลดการอักเสบและลดการสร้างคอลลาเจน
2. ใช้ความเย็น
3. แปะแผ่นซิลิโคน หรือ ทาเจลซิลิโคน
4. ยิงด้วยแสงเลเซอร์
5. ผ่าตัดออก ซึ่งต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ต้องติดตามการรักษา เพราะมีโอกาสที่คีลอยด์จะกลับมาเป็นใหม่และอาจมีขนาดใหญ่กว่าเดิม
การฉีดคีลอยด์ คือ หนึ่งในวิธีรักษาแผลเป็นคีลอยด์ให้สมานเข้ากับเนื้อผิวปกติ มีเนื้อแผลนิ่มขึ้น และลดโอกาสการขยายขนาดของแผลให้ใหญ่ขึ้น ผ่านการฉีดสารยาเข้าไปบรรเทาการอักเสบของเซลล์เนื้อเยื่อ และลดกระบวนการผลิตเซลล์ผิวหนังเพิ่มบริเวณเนื้อแผล
สารที่ใช้ในการฉีดคีลอยด์จแตกต่างกันไปตามแต่ละสถานพยาบาล แต่ส่วนมากมักใช้เป็นสารยาสเตียรอยด์ (Intralesional Steroid) ซึ่งเป็นสารยาที่ได้มาตรฐานในการรักษาแผลคีลอยด์ โดยอาจฉีดร่วมกับสารยาตัวอื่นๆ เพื่อกระตุ้นให้แผลนิ่ม หยุดความระคายเคือง และสมานเข้ากับเนื้อผิวได้มากขึ้น ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์
ฉีดคีลอยด์กี่ครั้งถึงจะหาย?
โดยปกติการฉีดคีลอยด์จะต้องฉีดอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง โดยอาจอยู่ที่ 3 ครั้งขึ้นไป ความถี่อยู่ที่ประมาณเดือนละ 1 ครั้ง ขึ้นอยู่กับการประเมินลักษณะแผลจากแพทย์ รวมถึงต้องตรวจดูการตอบสนองของแผลที่มีต่อสารยาหลังจากฉีดในครั้งแรกๆ ด้วย
การดูแลตนเองหลังฉีดคีลอยด์
เข้ารับบริการต้องดูแลแผลคีลอยด์ให้สะอาดอยู่เสมอ และหลีกเลี่ยงการจับ บีบ หรือกดแผลคีลอยด์โดยเด็ดขาด เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้เซลล์ผิวผลิตคอลลาเจนเพิ่มจนแผลนูนกว่าเดิมได้
หากเป็นแผลคีลอยด์ที่เกิดจากการเจาะหู เจาะจมูก เจาะสะดือ หรือการเจาะใดๆ เพื่อความสวยงามของร่างกาย เมื่อแผลบรรเทาลงแล้ว ก็ไม่ควรกลับไปเจาะทับแผลคีลอยด์เก่าอีก เพราะมีโอกาสที่แผลคีลอยด์จะกลับมาอีกครั้ง