📜 หลักกฎหมาย: ตัวการร่วมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

มาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา บัญญัติว่า:

"ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการ ต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น"

บทบัญญัตินี้เป็นกฎเกณฑ์กลางที่ใช้ในการกำหนดความรับผิดทางอาญาของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปที่ร่วมกันกระทำความผิด โดยถือว่าทุกคนมีฐานะเป็น "ตัวการ" (Principal) และต้องรับโทษเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดโดยตรง

🔍 องค์ประกอบของตัวการร่วมตามมาตรา 83

ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาและการตีความทางวิชาการ องค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานตัวการร่วมมี 4 ประการ ดังนี้

1. ต้องมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น (Actus Reus)

ความผิดนั้นต้องได้เกิดขึ้นจริงโดยการกระทำของบุคคล ไม่ใช่เพียงแค่ความคิดหรือการเตรียมการ ความผิดนั้นจะต้องเป็นความผิดที่กฎหมายบัญญัติไว้และมีโทษ และเป็นการกระทำโดยเจตนาเท่านั้น

2. ต้องมีบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปร่วมกันกระทำความผิด

การเป็นตัวการร่วมต้องมี "ผู้ร่วมกระทำความผิด" ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป หากการกระทำผิดเกิดจากบุคคลเพียงคนเดียว ก็ไม่เข้าข่ายมาตรา 83

3. ต้องมีการกระทำร่วมกัน (Joint Act)

บุคคลทุกคนต้องมีการกระทำที่เป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิด โดยไม่จำเป็นว่าทุกคนจะต้องลงมือกระทำครบทุกขั้นตอนหรือกระทำพร้อมกันทุกคน บางคนอาจกระทำเพียงบางส่วน แต่การกระทำนั้นต้องมุ่งหมายไปสู่ผลแห่งความผิดร่วมกัน

รูปแบบของการกระทำร่วมกันที่ศาลฎีการับรอง ได้แก่:

4. ต้องมีเจตนาร่วมกัน (Common Intent)

นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดของมาตรา 83 บุคคลผู้ร่วมกระทำความผิดจะต้อง "รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด" และ "มีการกระทำโดยเจตนาที่จะร่วมกันกระทำความผิดนั้น"

กล่าวคือ จำเลยทุกคนต้อง:

หากผู้กระทำคนใดคนหนึ่ง ไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จะถือไม่ได้ว่าผู้นั้นมีเจตนาร่วมกระทำความผิดกับผู้อื่น

เจตนาร่วมกันนี้เป็นองค์ประกอบภายใน (Mental Element) ที่ ต้องพิสูจน์ให้ได้ หากโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีเจตนาร่วมกัน การปรับโทษตามมาตรา 83 ย่อมไม่สมบูรณ์

⚖️ การประยุกต์ใช้มาตรา 83 ในคดีทุจริตและข้อกำหนดพิเศษ

มาตรา 83 มักถูกนำมาใช้ร่วมกับมาตรา 157 และมาตรา 12 ในคดีทุจริต เพื่อลงโทษจำเลยในฐานะ "ตัวการร่วมกันกระทำความผิด" โดยศาลจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าจำเลยทั้งหลายได้ร่วมกันกระทำความผิดตามมาตราหลักนั้นๆ

ข้อกำหนดพิเศษ: การรู้ "องค์ประกอบของความผิด" ของกรรมการฯ ในคดีจัดซื้อจัดจ้าง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4423/2564 วางหลักสำคัญว่า บุคคลผู้ร่วมกระทำความผิดจะต้อง "รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด" หากไม่รู้ จะถือว่าขาดเจตนาร่วมกัน

องค์ประกอบของความผิดที่มีการโต้แย้งในคดีนี้ อาทิ:

ข้อกำหนดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพิสูจน์ความเป็นตัวการร่วม เนื่องจากหากจำเลยคนใดคนหนึ่งไม่รู้องค์ประกอบของความผิด แม้จะมีการกระทำร่วมกัน ก็ไม่อาจถือเป็นตัวการร่วมตามมาตรา 83 ได้

🧩 การประยุกต์ใช้กับคดีของจำเลยที่ 2-4

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาและคดีถึงที่สุดแล้ว ตามหลัก Res judicata (เรื่องที่ได้พิพากษาถึงที่สุดแล้ว) คู่ความไม่สามารถนำคดีกลับมาฟ้องร้องกันอีกได้

อย่างไรก็ตาม ในเชิงวิชาการ หากคดีนี้มีโอกาสขึ้นสู่ศาลสูง บทบาทของมาตรา 83 ในการปรับโทษจำเลยที่ 2-4 ในฐานะ "ตัวการร่วม" เป็นประเด็นที่จำเลยสามารถโต้แย้งได้อย่างแข็งแรง โดยอาศัยองค์ประกอบของมาตรา 83 และแนวคำพิพากษาที่ 4423/2564

🔹 องค์ประกอบที่ 4 "เจตนาร่วมกัน" (Common Intent) เป็นประเด็นโต้แย้งสำคัญที่สุด

เจตนาร่วมกันเป็นองค์ประกอบภายใน (Mental Element) ที่โจทก์มีภาระพิสูจน์ให้ "ปราศจากข้อสงสัยตามสมควร" แนวทางโต้แย้งของจำเลยที่ 2-4 มีดังนี้:

1. ขาดการรู้เห็นในการเจรจาของจำเลยที่ 5-7

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์ไว้ชัดเจนว่า "ภายหลังคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาตัดสิทธิการเสนอราคาของห้าง ส.ธีรนันท์... การพูดคุยติดต่อทางโทรศัพท์กับผู้ประกอบการที่ยื่นเสนอราคานั้น คณะกรรมการและเจ้าหน้าที่พัสดุไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการพูดคุยแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 อยู่นอกเหนือความรู้เห็นของจำเลยที่ 4 ทั้งสิ้น" (จากอุทธรณ์ ข้อ 2.5(1))

หากจำเลยที่ 2-4 ไม่รู้ถึงการเจรจาระหว่างจำเลยที่ 5-7 กับห้าง ส.ธีรนันท์ ย่อมเป็นการยากที่โจทก์จะพิสูจน์ว่าจำเลยที่ 2-4 มี "เจตนาร่วมกัน" กับจำเลยที่ 5-7

2. ขาดการรู้ "องค์ประกอบของความผิด" ในประเด็นนิยาม "อาคาร"

ตามแนวคำพิพากษาที่ 4423/2564 หากจำเลยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จะไม่ถือว่ามีเจตนาร่วมกัน

อุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ระบุว่า "จำเลยที่ 4 จบการศึกษาระดับปริญญาตรี วิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาเทคโนโลยีอุตสาหรรม ไม่เคยอบรมเกี่ยวกับระเบียบพัสดุที่เกี่ยวข้องมาก่อน และเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์เป็นครั้งแรก" และ "จำเลยที่ 4 จึงไม่อาจรู้ได้เกี่ยวกับนิยามความหมายตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 5" (จากอุทธรณ์ ข้อ 2.2(1))

ข้ออ้างนี้มีน้ำหนักโดยเฉพาะเมื่อศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 2-4 ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นบทหนักสุด หากจำเลยที่ 2-4 ไม่รู้ ว่าการกระทำของตนเข้าข่ายการเอื้ออำนวยให้ผู้เสนอราคารายใดมีสิทธิทำสัญญา หรือไม่รู้ว่าการเปิดเผยข้อมูลราคาของผู้เสนออาจผิดกฎหมาย การปรับโทษตามมาตรา 12 ประกอบมาตรา 83 อาจถูกโต้แย้งได้ว่าขาดองค์ประกอบ "เจตนาร่วมกัน"

3. ขาดความรู้ถึงผลประโยชน์ของจำเลยที่ 7

หากจำเลยที่ 2-4 ไม่รู้ว่าจำเลยที่ 7 (ห้างแอลพี) มีผลประโยชน์โดยตรงที่จะได้รับจากการตัดสิทธิ ย่อมไม่สามารถกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2-4 ร่วมกันกับจำเลยที่ 7 กระทำความผิดด้วยเจตนาเพื่อเอื้อประโยชน์ การที่กรรมการฯ ตัดสินตามดุลยพินิจของตนเอง โดยไม่รู้ถึงผลประโยชน์แอบแฝงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่อาจถือเป็นการร่วมกันกระทำความผิดกับฝ่ายนั้น

🔹 แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริต

ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีทุจริตที่นำมาตรา 83 มาปรับใช้กับกรรมการ ป.ป.ช. (คดีหมายเลขแดงที่ อท 81,82/2568) โดยพิพากษาลงโทษจำคุกกรรมการ ป.ป.ช. จำนวน 2 คน ในฐานะตัวการร่วมกันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83

📊 ตารางสรุปองค์ประกอบและจุดอ่อนของมาตรา 83 ในคดีนี้

องค์ประกอบ

ข้อเท็จจริงที่โจทก์ต้องพิสูจน์

จุดอ่อน / ข้อโต้แย้งของจำเลย

① การกระทำความผิด

ต้องมีการกระทำความผิดตาม ม.157 และ/หรือ ม.12 เกิดขึ้นจริง

ศาลชั้นต้นรับฟังว่ามีความผิด แต่จำเลยโต้แย้ง honest error

② บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป

จำเลยที่ 1-4,6 เกี่ยวข้องกับการตัดสินกรรมการฯ; จำเลยที่ 5-7 เกี่ยวข้องกับการเจรจา

การเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มกรรมการฯ กับกลุ่มเจรจามีช่องว่าง จำเลยที่ 2-4 รับรู้การเจรจาหรือไม่

③ การกระทำร่วมกัน

กรรมการฯ มีมติตัดสิทธิ และจำเลยที่ 5-7 ใช้ข้อมูลเจรจา

จำเลยที่ 4 ชี้แจงว่าการกระทำของจำเลยที่ 1,5,7,8 อยู่นอกเหนือความรู้เห็นของตน (อุทธรณ์ ข้อ 2.5(1))

④ เจตนาร่วมกัน (สำคัญที่สุด)

กรรมการฯ "รู้" การเจรจาและ "ตกลงใจ" ร่วมกับจำเลยที่ 5-7

- กรรมการฯ อ้าง honest error ตีความอาคาร กล่าวคือ "ไม่อาจรู้ได้" ตาม ฎ.4423/2564

- Call Log รู้ได้เฉพาะเวลา ไม่ทราบเนื้อหา → พิสูจน์เจตนาร่วมกันได้ยาก

- จำเลยที่ 2-4 ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวกับจำเลยที่ 7 มาก่อน (ตามประวัติ) → ขาด "ความสัมพันธ์พิเศษ" ที่บ่งชี้เจตนาร่วม

🎯 สรุป

การปรับโทษจำเลยที่ 2-4 ในฐานะ "ตัวการร่วม" ตามมาตรา 83 มีความอ่อนแอกว่าการปรับโทษตามมาตรา 157 หรือมาตรา 12 เพียงอย่างเดียว เนื่องจากการเป็นตัวการร่วมต้องพิสูจน์ "เจตนาร่วมกัน" และ "การรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด" ระหว่างจำเลยทั้งสี่คนกับจำเลยที่ 5-7 ซึ่งโจทก์ไม่มีพยานโดยตรง

หากคดีนี้ยังมีโอกาสขึ้นสู่ศาลฎีกา จำเลยที่ 2-4 มีแนวทางโต้แย้งที่แข็งแรง โดยอาศัยแนวคำพิพากษาที่ 4423/2564ที่วางหลักว่า "บุคคลผู้ร่วมกระทำความผิดจะต้องรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด และมีการกระทำโดยเจตนาที่จะร่วมกันกระทำความผิดนั้น"