การนำ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง มาใช้เป็นอาวุธในการต่อสู้คดีของจำเลยที่ 2-4 ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญมาก เนื่องจากมาตรานี้เป็นหลักประกันขั้นพื้นฐานที่ว่าหากพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีข้อสงสัยตามสมควร ไม่ว่าข้อสงสัยนั้นจะเกิดจากพยานหลักฐานของโจทก์ไม่สมบูรณ์หรือจำเลยสามารถหยิบยกขึ้นสู้ก็ตาม ศาลจะต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย

ในการพิจารณาคดีอาญา ภาระการพิสูจน์ "ปราศจากข้อสงสัยตามสมควร" ตกอยู่ที่โจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า: "ในข้อเท็จจริงใดยังมีข้อสงสัยตามสมควร ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย"

สำหรับคดีนี้ จำเลยที่ 2-4 สามารถนำมาตรา 227 วรรคสอง มาใช้โต้แย้งในชั้นสูงได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในส่วนของข้อกล่าวหาที่มีปัญหาพยานหลักฐานแวดล้อมอันเป็นประเด็นข้อเท็จจริงสำคัญ ดังนี้

1. ข้อกล่าวหาที่ว่าจำเลยที่ 2-4 รับรู้ผลการเจรจาเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ห้างแอลพี

2. ข้อกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2-4 มีเจตนาทุจริตในการตัดสิทธิห้าง ส.ธีรนันท์

3. ข้อกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2-4 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจนก่อให้เกิดความเสียหาย

4. ข้อกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2-4 ไม่สอบถามข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากผู้เสนอราคา

5. ความน่าเชื่อถือของพยานโจทก์ปากสำคัญ (นายณัฐวุฒิ)

6. ข้อกล่าวหาที่ว่าจำเลยที่ 2-4 ร่วมกันกระทำความผิด

การใช้มาตรา 227 วรรคสอง ในการต่อสู้คดีนี้ ถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะเป็นเครื่องยืนยันว่าแม้โจทก์จะสร้าง "ห่วงโซ่พยานแวดล้อม" ขึ้นมา แต่หากห่วงโซ่ดังกล่าวยังมีช่องว่าง ยังมีข้อเท็จจริงที่ขัดแย้ง หรือยังมีทางเป็นไปได้อื่นอีกที่สมเหตุสมผล ก็ย่อมถือว่า "ยังมีข้อสงสัยตามสมควร" ซึ่งศาลมีหน้าที่ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลย