การนำ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง มาใช้เป็นอาวุธในการต่อสู้คดีของจำเลยที่ 2-4 ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญมาก เนื่องจากมาตรานี้เป็นหลักประกันขั้นพื้นฐานที่ว่าหากพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีข้อสงสัยตามสมควร ไม่ว่าข้อสงสัยนั้นจะเกิดจากพยานหลักฐานของโจทก์ไม่สมบูรณ์หรือจำเลยสามารถหยิบยกขึ้นสู้ก็ตาม ศาลจะต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย
ในการพิจารณาคดีอาญา ภาระการพิสูจน์ "ปราศจากข้อสงสัยตามสมควร" ตกอยู่ที่โจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า: "ในข้อเท็จจริงใดยังมีข้อสงสัยตามสมควร ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย"
สำหรับคดีนี้ จำเลยที่ 2-4 สามารถนำมาตรา 227 วรรคสอง มาใช้โต้แย้งในชั้นสูงได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในส่วนของข้อกล่าวหาที่มีปัญหาพยานหลักฐานแวดล้อมอันเป็นประเด็นข้อเท็จจริงสำคัญ ดังนี้
1. ข้อกล่าวหาที่ว่าจำเลยที่ 2-4 รับรู้ผลการเจรจาเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ห้างแอลพี
ข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของโจทก์ที่ยังมีข้อสงสัยตามสมควร
โจทก์นำสืบว่าเวลาที่การติดต่อทางโทรศัพท์ระหว่างจำเลยที่ 5 และที่ 7 สิ้นสุดลง (16:23 น.) ใกล้เคียงกับเวลาที่จำเลยที่ 6 เริ่มดำเนินการบันทึกผลการตัดสิทธิห้าง ส.ธีรนันท์ในระบบ e-GP (16:25 น.) โดยอ้างว่าความใกล้เคียงของเวลาเพียง 2 นาทีนี้เป็นพยานแวดล้อมชี้ว่าจำเลยที่ 2-4 ต้องรับรู้ผลการเจรจาผ่านจำเลยที่ 5【16†L39-L41】ข้อโต้แย้งตามมาตรา 227 วรรคสอง
จำเลยที่ 2-4 สามารถโต้แย้งได้ว่า ระยะเวลาที่ห่างกันเพียง 2 นาทีดังกล่าวไม่ใช่พยานหลักฐานที่หนักแน่นพอที่จะรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัย เนื่องจากระบบบันทึกเวลาของ Call log และ Log file อาจมีความคลาดเคลื่อนได้ตามธรรมชาติ และพฤติกรรมการรอเวลาตรวจสอบเอกสารทั้งวันของคณะกรรมการฯ อาจมีสาเหตุจากความล่าช้าทางธุรการหรือการรอเอกสารจากเจ้าหน้าที่พัสดุ จึงยังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าแท้จริงแล้วกรรมการฯ รับรู้ผลการเจรจาจริงหรือไม่ เมื่อยังมีข้อสงสัย ศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามมาตรา 227 วรรคสอง
2. ข้อกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2-4 มีเจตนาทุจริตในการตัดสิทธิห้าง ส.ธีรนันท์
ข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของโจทก์ที่ยังมีข้อสงสัยตามสมควร
หนังสือรับรองผลงานของห้าง ส.ธีรนันท์ระบุผลงาน 4 รายการ ได้แก่ อาคารสำนักงาน 2 ชั้น งานหน้ามุข งานถนนลาดยาง และงานเสาธง ระเบียบฯข้อ 5 นิยาม "อาคาร" หมายถึงสิ่งปลูกสร้างและรวมถึงส่วนประกอบเช่นถนนและเสาธง【6†L54-L56】โจทก์จึงอ้างว่าจำเลยที่ 2-4 ซึ่งเป็นครู ตีความอาคารผิดโดยเจตนา แต่จำเลยที่ 2-4 อ้างว่าตนมีความรู้ไม่เพียงพอและเชื่อโดยสุจริตว่าอาคารหมายถึงตัวโครงสร้างเท่านั้น และเป็นการใช้ดุลพินิจที่ผิดพลาดแต่สุจริตข้อโต้แย้งตามมาตรา 227 วรรคสอง
แม้ระเบียบจะบัญญัติไว้ชัดเจน แต่เนื่องจากจำเลยที่ 2-4 เป็นข้าราชการครูที่ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายหรือพัสดุ【12†L40-L42】การตีความผิดพลาดของพวกเขาจึงอาจเป็น "การใช้ดุลพินิจที่ผิดพลาดโดยสุจริต" (Honest Error in Judgment) ซึ่งเป็นข้อสงสัยตามสมควรว่าแท้จริงแล้วจำเลยที่ 2-4 มีเจตนาทุจริตหรือไม่ และหากยังมีข้อสงสัย ศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลย
3. ข้อกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2-4 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจนก่อให้เกิดความเสียหาย
ข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของโจทก์ที่ยังมีข้อสงสัยตามสมควร
ข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดคือ ภายหลังการประกวดราคาครั้งแรกถูกยกเลิก วิทยาลัยฯ ได้ดำเนินการประกวดราคาครั้งที่ 2 ผลปรากฏว่าห้างแอลพีเสนอราคา 12,999,929 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาที่เสนอในครั้งแรก (14,120,000 บาท) และต่ำกว่าราคากลางถึง 1,745,071 บาทข้อโต้แย้งตามมาตรา 227 วรรคสอง
กรณีนี้จำเลยที่ 2-4 สามารถยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นโต้แย้งได้ว่า แม้กรรมการฯ อาจปฏิบัติโดยไม่ถูกต้องตามระเบียบก็ตาม แต่ท้ายที่สุดราชการกลับได้รับประโยชน์ ไม่ได้รับความเสียหาย【4†L81-L85】ตามมาตรา 157 นอกจากจะต้องพิสูจน์การปฏิบัติโดยมิชอบแล้ว ยังต้องพิสูจน์ "เจตนาพิเศษ" เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดอีกด้วย ซึ่งจากสถานการณ์ที่ราชการได้ประโยชน์นี้เอง ก่อให้เกิดเป็น "ข้อสงสัยตามสมควร" ว่าแท้จริงแล้วมีการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นหรือไม่ จึงเป็นการยากที่โจทก์จะพิสูจน์ได้โดยปราศจากข้อสงสัยตามสมควร ข้อสงสัยนี้จึงต้องยกประโยชน์ให้จำเลย ตามมาตรา 227 วรรคสอง【4†L78-L80】
4. ข้อกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2-4 ไม่สอบถามข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากผู้เสนอราคา
ข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของโจทก์ที่ยังมีข้อสงสัยตามสมควร
แนวทางปฏิบัติฯ ข้อ 37 (5) กำหนดให้คณะกรรมการฯ มีสิทธิสอบถามข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากผู้เสนอราคาได้ แต่จำเลยที่ 2-4 ไม่ได้ดำเนินการสอบถามห้าง ส.ธีรนันท์【4†L66-L68】ข้อโต้แย้งตามมาตรา 227 วรรคสอง
จำเลยที่ 2-4 สามารถโต้แย้งว่าตามระเบียบฯ ข้อ 50 (1) วรรคสาม ห้ามให้ผู้เสนอราคาเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญที่เสนอไว้ การสอบถามข้อเท็จจริงอาจถูกตีความว่าเป็นการเปิดโอกาสให้แก้ไขเอกสารซึ่งเป็นการฝ่าฝืนระเบียบ【12†L29-L32】การที่กรรมการฯ ไม่สอบถามจึงอาจเป็นการกระทำเพื่อรักษาระเบียบวินัย มิใช่การมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขัน【4†L74-L77】ข้อเท็จจริงนี้จึงยังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าการกระทำของกรรมการฯ เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและมีเจตนาทุจริตหรือไม่
5. ความน่าเชื่อถือของพยานโจทก์ปากสำคัญ (นายณัฐวุฒิ)
ข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของโจทก์ที่ยังมีข้อสงสัยตามสมควร
นายณัฐวุฒิเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้าง ส.ธีรนันท์ ซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงของห้างแอลพี การให้การของเขาจึงเป็นเพียงคำบอกเล่าที่ปราศจากพยานรับฟังอื่น เช่น บันทึกการสนทนาทางโทรศัพท์หรือหลักฐานการโอนเงิน 150,000 บาท【12†L55-L57】【12†L64-L66】ข้อโต้แย้งตามมาตรา 227 วรรคสอง
เนื่องจากคำให้การของนายณัฐวุฒิมีน้ำหนักความน่าเชื่อถือน้อย ประกอบกับไม่มีหลักฐานอื่นมาสนับสนุน ศาลควรรับฟังด้วยความระมัดระวัง【12†L60-L63】การที่โจทก์จะนำคำให้การนี้ไปใช้เป็นเสาหลักของลูกโซ่พยานแวดล้อมเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงสำคัญ จึงยังมีข้อสงสัยตามสมควรเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อเท็จจริงนั้น และข้อสงสัยดังกล่าวต้องยกประโยชน์ให้จำเลย
6. ข้อกล่าวหาที่ว่าจำเลยที่ 2-4 ร่วมกันกระทำความผิด
ข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของโจทก์ที่ยังมีข้อสงสัยตามสมควร
โจทก์ใช้พฤติการณ์การติดต่อทางโทรศัพท์ระหว่างจำเลยที่ 5 กับที่ 7 ซึ่งไม่มีหลักฐานยืนยันเนื้อหา และข้ออ้างว่าราคาที่เสนอโดยห้าง ส.ธีรนันท์ต่ำกว่า เป็นเหตุจูงใจให้กรรมการฯ ทุจริตข้อโต้แย้งตามมาตรา 227 วรรคสอง
แม้จะพออนุมานได้ว่าจำเลยที่ 5 เป็นผู้ประสานงานระหว่างจำเลยที่ 7 และคณะกรรมการฯ แต่การที่กรรมการฯ จะทราบหรือไม่ทราบและตัดสินใจตามนั้น ก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นจึงยังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2-4 ร่วมกันกระทำความผิดตามที่โจทก์กล่าวหาหรือไม่ อีกทั้งพยานแวดล้อมหลายชิ้นยังมีช่องว่างที่จำเลยสามารถโต้แย้งได้ การขาดพยานรับฟังอื่นและการมีคำอธิบายอื่นที่สมเหตุสมผล ทำให้ไม่อาจรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัย และข้อสงสัยนี้จะต้องยกประโยชน์ให้จำเลย
การใช้มาตรา 227 วรรคสอง ในการต่อสู้คดีนี้ ถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะเป็นเครื่องยืนยันว่าแม้โจทก์จะสร้าง "ห่วงโซ่พยานแวดล้อม" ขึ้นมา แต่หากห่วงโซ่ดังกล่าวยังมีช่องว่าง ยังมีข้อเท็จจริงที่ขัดแย้ง หรือยังมีทางเป็นไปได้อื่นอีกที่สมเหตุสมผล ก็ย่อมถือว่า "ยังมีข้อสงสัยตามสมควร" ซึ่งศาลมีหน้าที่ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลย