Green Office หรือ “สำนักงานสีเขียว” หมายถึง การจัดการสำนักงานอย่างเป็นระบบ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ ตั้งแต่การใช้พลังงาน การบริหารทรัพยากร ไปจนถึงการดูแลพนักงานและสังคมโดยรอบ แนวคิดนี้ถือเป็นการนำหลักการ “พัฒนาที่ยั่งยืน” (Sustainable Development) เข้ามาประยุกต์ใช้กับการทำงานในสำนักงาน เพื่อสร้างความสมดุลระหว่าง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
การทำโครงการ Green Office นโยบายสำนักงานสีเขียว ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการลดใช้พลังงาน การอนุรักษ์ทรัพยากร แต่ยังเกี่ยวพันกับการวางแผนกิจกรรม CSR การเลือกของแจกพรีเมี่ยมวัสดุรีไซเคิล เครื่องเขียนรักษ์โลก เช่น โพสอิทรีไซเคิล สมุดโน้ตรีไซเคิล กระเป๋ากระสอบพลาสติกรีไซเคิล PP Woven Bag ถุงผ้า rPET จากขยะขวดน้ำพลาสติกใช้แล้ว เป็นต้น ซึ่งสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ >> ไอเดียโพสอิท & สาระน่ารู้
Green Office ไม่ได้หยุดอยู่ที่เรื่อง “การประหยัดไฟ” หรือ “การลดการใช้กระดาษ” เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการ ออกแบบวิถีการทำงานใหม่ทั้งหมด ที่ทำให้สำนักงานกลายเป็นพื้นที่ที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตพนักงาน และลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติไปพร้อมกัน เช่น การใช้วัสดุรีไซเคิลในการทำงานประจำวัน (สมุดโน้ตรีไซเคิล, โพสอิท FSC), การจัดการของเสียในออฟฟิศอย่างเป็นระบบ, การออกแบบอาคารที่ประหยัดพลังงาน และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อลดการใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง เป็นต้น
Green Office คือการบริหารจัดการสำนักงานให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการใช้ทรัพยากร ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดีต่อพนักงานและสังคม แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่กำลังเป็นมาตรฐานสำคัญ ที่องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนให้ความสำคัญอย่างจริงจัง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ สำนักงานที่ผ่านเกณฑ์ Green Office มักจะมีระบบคัดแยกขยะภายในอาคาร มีป้ายรณรงค์ให้พนักงานปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้งาน มีการเลือกซื้อเครื่องใช้สำนักงาน ที่ได้รับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม (Eco-label, FSC) และที่สำคัญที่สุดคือ การปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้กับพนักงานในองค์กรทุกคน
📌 จุดสำคัญของ Green Office มีดังนี้:
ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment): ลดการใช้ทรัพยากรใหม่ (ไฟฟ้า, น้ำ, กระดาษ) และหันมาใช้พลังงานทดแทนหรือวัสดุที่รีไซเคิลได้
ด้านสังคม (Social): สร้างบรรยากาศการทำงานที่ดีต่อสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงาน เช่น อากาศที่บริสุทธิ์ แสงสว่างที่เหมาะสม และการออกแบบพื้นที่สีเขียวในออฟฟิศ
ด้านเศรษฐกิจ (Economic): แม้จะมีค่าใช้จ่ายในการเริ่มต้น แต่ระยะยาวช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมาก เช่น ค่าไฟฟ้าและค่าบำรุงรักษา
หากมองลึกลงไป Green Office ไม่ได้หมายถึงแค่ “ประหยัดไฟหรือแยกขยะ” แต่คือการ ปรับวัฒนธรรมองค์กร ให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับการรักษ์สิ่งแวดล้อม เริ่มตั้งแต่ระดับนโยบายของผู้บริหาร ไปจนถึงการปฏิบัติจริงของพนักงานทุกคนในชีวิตการทำงานประจำวัน กล่าวได้ว่า Green Office คือการยกระดับสำนักงานธรรมดาไปสู่ “องค์กรที่รับผิดชอบต่อโลก” ซึ่งไม่เพียงแค่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างภาพลักษณ์ที่ดี เสริมความน่าเชื่อถือให้แก่องค์กร และตอบโจทย์ความต้องการของสังคมยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ “ความยั่งยืน” มากขึ้นเรื่อยๆ
📌 จุดเด่นของ Green Office คือ:
การบูรณาการ (Integration): รวมการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบงานในสำนักงาน
การมีส่วนร่วม (Participation): พนักงานทุกคนต้องมีบทบาท ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายสิ่งแวดล้อมเพียงฝ่ายเดียว
การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement): ไม่หยุดอยู่กับที่ แต่ปรับปรุงมาตรการและแนวทางตามเทคโนโลยีและความเปลี่ยนแปลงของโลก
การเชื่อมโยงกับสังคม (CSR Impact): สำนักงานสีเขียวต้องไม่เพียงช่วยลดผลกระทบขององค์กรเท่านั้น แต่ยังขยายผลไปสู่ชุมชนและสังคม
ดังนั้น การเป็น Green Office คือการยกระดับสำนักงานจากแค่ “ที่ทำงาน” ไปสู่ “ระบบการจัดการที่รับผิดชอบต่อโลกและผู้คน”
ทุกสำนักงานล้วนพึ่งพาทรัพยากรจำนวนมากในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็น ไฟฟ้า น้ำ กระดาษ รวมถึงวัสดุสำนักงาน อื่น ๆ เช่น ปากกา หมึกพิมพ์ หรือแม้แต่บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการส่งเอกสาร หากไม่ได้รับการจัดการที่เหมาะสม ทรัพยากรเหล่านี้จะถูกสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น และก่อให้เกิดทั้ง ต้นทุนที่สูงขึ้น และ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตามมา หลักการของ Green Office จึงมุ่งเน้นให้การใช้ทรัพยากรเหล่านี้มี ประสิทธิภาพสูงสุด
กล่าวคือ “ใช้เท่าที่จำเป็น ใช้ซ้ำได้ต้องใช้ซ้ำ และเลือกใช้สิ่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ยกตัวอย่าง:
ด้านไฟฟ้า: การเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED ซึ่งช่วยประหยัดพลังงานได้มากกว่าหลอดฟลูออเรสเซนต์ถึง 70% และมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า ทำให้ไม่เพียงช่วยลดค่าไฟ แต่ยังลดการสร้างขยะจากหลอดไฟที่หมดอายุอีกด้วย นอกจากนี้การติดตั้งระบบ Motion Sensor หรือระบบตั้งเวลา (Timer) สำหรับห้องประชุมหรือโถงทางเดิน ยังช่วยป้องกันการเปิดไฟโดยไม่จำเป็น
ด้านน้ำ: สำนักงานสีเขียวควรติดตั้งก๊อกน้ำแบบอัตโนมัติหรือหัวก๊อกประหยัดน้ำ ซึ่งสามารถลดปริมาณการใช้น้ำได้กว่า 30–50% อีกทั้งยังสามารถติดตั้งระบบนำน้ำฝนกลับมาใช้ใหม่ (Rainwater Harvesting) สำหรับการรดน้ำต้นไม้หรือทำความสะอาด เพื่อลดการใช้น้ำประปาที่ต้องผ่านกระบวนการผลิตพลังงานสูง
ด้านกระดาษ: ปัญหาสำคัญของสำนักงานส่วนใหญ่คือการใช้กระดาษจำนวนมาก Green Office จึงส่งเสริมแนวทาง Paperless Office โดยหันมาใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์แทน เช่น การเก็บเอกสารบน Cloud การส่งใบแจ้งหนี้ทางอีเมล หรือการใช้ E-signature แทนการพิมพ์เอกสารลงกระดาษ และในกรณีที่ยังจำเป็นต้องใช้กระดาษ ก็ควรเลือกใช้ กระดาษรีไซเคิลหรือกระดาษ FSC ที่ผ่านมาตรฐานการจัดการป่าไม้แบบยั่งยืน
ด้านวัสดุสำนักงานอื่นๆ: การเลือกใช้หมึกพิมพ์ชนิด Refill หรือการนำตลับหมึกกลับมาใช้ซ้ำแทนการซื้อใหม่ รวมไปถึงการใช้เครื่องเขียนที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล เช่น โพสอิทรีไซเคิล สมุดโน้ตรีไซเคิล หรือแม้แต่ปากกาที่ทำจากพลาสติกรีไซเคิล ก็เป็นอีกแนวทางที่ช่วยลดการพึ่งพาทรัพยากรใหม่
นอกจากนี้การส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วม เช่น การตั้งกล่อง “กระดาษใช้แล้ว” สำหรับเก็บกระดาษที่ใช้เพียงด้านเดียว เพื่อนำมาทำเป็นสมุดจดภายในสำนักงาน ก็เป็นวิธีเล็ก ๆ ที่ช่วยสร้าง วัฒนธรรมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ได้จริง กล่าวได้ว่า การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าไม่ได้เป็นเพียงการ “ลดค่าใช้จ่าย” ขององค์กร แต่ยังเป็นการสร้าง ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของพนักงาน ลูกค้า และสังคมอีกด้วย
การทำงานของสำนักงานแม้ไม่ได้สร้างมลพิษเท่ากับโรงงานอุตสาหกรรม แต่ก็มีผลกระทบโดยตรง เช่น การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้ไฟฟ้า การสร้างขยะกระดาษ และพลาสติกใช้ครั้งเดียว หลักการสำคัญคือการหาวิธีลดผลกระทบเหล่านี้ให้น้อยที่สุด เช่น การจัดการคัดแยกขยะ การรีไซเคิล การใช้บรรจุภัณฑ์หรือเครื่องเขียนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น โพสอิทรีไซเคิล กระดาษก้อนกระดาษคราฟท์ สมุดโน้ตรีไซเคิล ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก กระเป๋าผ้าลดโลกร้อน เป็นต้น
แม้สำนักงานทั่วไปจะไม่ได้ปล่อยควันหรือสารเคมีเหมือนโรงงานอุตสาหกรรม แต่การทำงานประจำวันของสำนักงานก็มี “รอยเท้าคาร์บอน” Carbon Footprint ที่ส่งผลโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น
การใช้ไฟฟ้า: เครื่องปรับอากาศ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์สำนักงานที่เปิดทิ้งไว้ทั้งวัน เป็นแหล่งการใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมาก ซึ่งการผลิตไฟฟ้าส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังคงอาศัยเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก (CO₂) สู่ชั้นบรรยากาศ
การใช้กระดาษ: แม้โลกจะก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล แต่สำนักงานส่วนใหญ่ยังคงใช้กระดาษจำนวนมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร รายงาน หรือสื่อประชาสัมพันธ์ การผลิตกระดาษจากเยื่อไม้ใหม่ทำให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าและใช้พลังงานสูง
ขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว: ถ้วยกาแฟพลาสติก หลอด และบรรจุภัณฑ์จากการสั่งอาหารออนไลน์ในที่ทำงาน ล้วนเป็นของเสียที่ย่อยสลายยากและมักไปจบที่หลุมฝังกลบหรือทะเล
เพื่อให้สำนักงานกลายเป็น Green Office ที่แท้จริง องค์กรควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและระบบการทำงานเพื่อลดผลกระทบดังกล่าว โดยมีแนวทางดังนี้
จัดการขยะอย่างเป็นระบบ
จัดวางถังแยกขยะอย่างชัดเจนในแต่ละชั้น เช่น ขยะรีไซเคิล ขยะอินทรีย์ และขยะอันตราย
สร้างวัฒนธรรมให้พนักงานช่วยกันคัดแยกขยะก่อนทิ้ง เพื่อเพิ่มโอกาสในการรีไซเคิล
ส่งเสริมการรีไซเคิล
เก็บรวบรวมกระดาษที่ใช้แล้วด้านหนึ่ง มาทำเป็นสมุดโน้ตภายใน
ส่งวัสดุเหลือใช้ เช่น ขวดพลาสติกและอลูมิเนียม ไปสู่กระบวนการรีไซเคิลเชิงพาณิชย์
เลือกผู้จัดการขยะที่มีมาตรฐานการรีไซเคิลที่น่าเชื่อถือ
ใช้บรรจุภัณฑ์และเครื่องเขียนรักษ์โลก
เปลี่ยนจากโพสอิทกระดาษปกติ มาเป็น โพสอิทรีไซเคิล ที่ผลิตจากกระดาษ FSC หรือกระดาษรีไซเคิล
เลือกใช้ สมุดโน้ตรีไซเคิล สำหรับประชุมและอบรมพนักงาน
แจก ถุงผ้าสกรีนโลโก้ กระเป๋าผ้าลดโลกร้อน กระเป๋ากระสอบพลาสติกรีไซเคิล แทนถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว ทั้งสำหรับพนักงานและในกิจกรรม CSR
ปรับเปลี่ยนวิถีการทำงานเป็น Digital Office
ใช้ระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (E-Document) แทนเอกสารกระดาษ
ใช้ซอฟต์แวร์ประชุมออนไลน์ ลดการเดินทางและใช้ทรัพยากร
ส่งเสริมให้พนักงานใช้แท็บเล็ตหรือโน้ตบุ๊กสำหรับจดบันทึกแทนการใช้กระดาษ
เมื่อสำนักงานนำแนวทางเหล่านี้มาใช้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการ “ลดค่าใช้จ่าย” เท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้าง คุณค่าร่วม (Shared Value) ให้กับองค์กรและสังคม ได้แก่
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและช่วยบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ลดการตัดไม้ทำลายป่าและเพิ่มการหมุนเวียนใช้ทรัพยากรเดิมให้คุ้มค่า
สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้องค์กรในฐานะผู้นำด้านความยั่งยืน
ทำให้พนักงานภาคภูมิใจและมีส่วนร่วมกับการรักษาสิ่งแวดล้อม
Green Office ไม่ได้เกิดขึ้นจากการออกนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องปลูกฝัง จิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม ให้พนักงานทุกคน ตัวอย่างเช่น
การจัดกิจกรรมภายใน เช่น วันลดการใช้พลาสติก, กิจกรรมปลูกต้นไม้
การให้ความรู้เรื่อง Green Office ผ่านอบรมและสื่อประชาสัมพันธ์
การสร้างแรงจูงใจ เช่น มอบรางวัลให้พนักงานที่ช่วยประหยัดพลังงานมากที่สุด
สิ่งเหล่านี้ทำให้การเป็น Green Office ไม่ใช่เพียง “หน้าที่” แต่กลายเป็น “วัฒนธรรมองค์กร”
สิ่งแวดล้อมและสังคมเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การเป็น Green Office จึงไม่ใช่การทำเพียงครั้งเดียวแล้วจบ แต่ต้อง พัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น
ติดตามผลการใช้ไฟฟ้า น้ำ และทรัพยากรในทุกไตรมาส
นำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาปรับใช้ เช่น ระบบ Smart Office ที่ควบคุมพลังงานอัตโนมัติ
อัปเดตนโยบายสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ ๆ เช่น ISO 14001, FSC หรือมาตรฐาน Carbon Neutral
อีกหนึ่งหลักการสำคัญที่หลายองค์กรใช้คือการเชื่อมโยง Green Office เข้ากับ CSR Campaign เช่น การแจกของพรีเมี่ยมรักษ์โลก
โพสอิทรีไซเคิล
สมุดโน้ต FSC
ชุดกิ๊ฟท์เซ็ตกระดาษโน้ต โพสต์อิทมีหน้าปก ปกกระดาษรีไซเคิล คราฟท์สีน้ำตาล
ถุงผ้า rPET วัสดุรีไซเคิลจากขวดน้ำพลาสติก
กระเป๋ากระสอบพลาสติก PP
ให้กับลูกค้าและพันธมิตร สิ่งนี้ช่วยให้ภาพลักษณ์ขององค์กรไม่เพียง “เป็นสำนักงานสีเขียว” แต่ยังขยายผลสู่สังคม ทำให้แบรนด์ถูกมองว่าใส่ใจสิ่งแวดล้อมและมีความรับผิดชอบ
องค์กรต้องมี นโยบายสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน
ตั้งคณะทำงาน Green Office เพื่อวางแผน ดำเนินการ และติดตามผล
มีการรายงานและปรับปรุงทุกปี
จัดอบรมพนักงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
ทำสื่อรณรงค์ เช่น ป้าย “ปิดไฟเมื่อไม่ใช้” หรือ “ลดการใช้พลาสติก”
ส่งเสริมการมีส่วนร่วม เช่น กิจกรรมปลูกต้นไม้
เปลี่ยนหลอดไฟเป็น LED และใช้ระบบประหยัดพลังงาน
ใช้น้ำอย่างคุ้มค่า เช่น ติดตั้งก๊อกน้ำอัตโนมัติ
ใช้เครื่องเขียนรีไซเคิล เช่น โพสอิท FSC กระดาษโน้ต สมุดโน้ตรีไซเคิล เป็นต้น
ใช้กระดาษรียูสสำหรับพิมพ์ Reuse ปริ๊นต์เอกสาร ที่ไม่เป็นทางการ
จัดจุดคัดแยกขยะในสำนักงาน
รณรงค์การลดใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว
นำกระดาษใช้แล้วกลับมาใช้ซ้ำ (double-side printing / scrap paper)
ควบคุมคุณภาพอากาศ แสงสว่าง และเสียงในออฟฟิศ
จัดพื้นที่สีเขียว เช่น มุมต้นไม้เล็ก ๆ บนโต๊ะทำงาน
จัดมาตรการความปลอดภัยให้พนักงานทุกคน
เลือกซื้อวัสดุที่มี ตรารับรองสิ่งแวดล้อม (Eco-label, FSC)
เลือกผู้ผลิตที่มีนโยบาย CSR และ Green Production
สนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ทำธุรกิจอย่างยั่งยืน
แนวคิด: การสร้างสำนักงานสีเขียวต้องเริ่มจากระดับผู้บริหาร เพื่อแสดงถึง “เจตนารมณ์ที่ชัดเจน” และกำหนดเป็นนโยบายองค์กร
วิธีทำจริง:
ผู้บริหารออกแถลงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม
แต่งตั้งคณะทำงาน Green Office ที่มีตัวแทนจากหลายฝ่าย เช่น HR, Facility, IT, Procurement
กำหนดเป้าหมาย เช่น ลดการใช้ไฟฟ้า 15% ใน 1 ปี หรือใช้วัสดุรีไซเคิลไม่น้อยกว่า 50% ในงานเอกสาร เป็นต้น
ตัวอย่าง: บริษัท A ตั้งคณะทำงาน Green Office 12 คน รับผิดชอบวางแผนกิจกรรมและทำรายงานผลทุกไตรมาส
แนวคิด: ก่อนจะวางแผน ต้องรู้ก่อนว่า สำนักงานมีการใช้ทรัพยากรและสร้างของเสียอย่างไรบ้าง
วิธีทำจริง:
เก็บข้อมูลการใช้ไฟฟ้าและน้ำย้อนหลัง 12 เดือน
บันทึกปริมาณการใช้กระดาษ เครื่องเขียน และขยะที่เกิดขึ้น
สำรวจการเดินทางของพนักงาน เช่น ใช้รถยนต์ส่วนตัวหรือขนส่งสาธารณะ
ตัวอย่าง: พบว่า สำนักงานใช้กระดาษ A4 เดือนละ 50 รีม → นำข้อมูลนี้ไปกำหนดเป้าหมาย “ลดการใช้กระดาษลง 20% ใน 6 เดือน”
แนวคิด: การวางแผนต้องอิงจากข้อมูลจริง และสอดคล้องกับนโยบายองค์กร
วิธีทำจริง:
จัดทำ “แผนปฏิบัติการ Green Office” ระบุชัดเจนว่า จะทำอะไร ใครรับผิดชอบ กำหนดเวลาและตัวชี้วัด (KPI)
ตัวอย่างมาตรการ: ใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด ติดตั้งระบบ Motion Sensor ในห้องประชุม, เปลี่ยนมาใช้ โพสอิทรีไซเคิลและสมุด FSC ในงานเอกสาร
กำหนดงบประมาณและวิธีติดตามผล
ตัวอย่าง: วางแผนเปลี่ยนหลอดไฟทั้งสำนักงาน 300 ดวงเป็น LED ภายใน 3 เดือน พร้อมตั้ง KPI ให้ค่าไฟลดลง 20%
แนวคิด: ความสำเร็จของ Green Office ไม่ได้อยู่ที่นโยบาย แต่เกิดจาก “การมีส่วนร่วมของพนักงานทุกคน”
วิธีทำจริง:
จัดกิจกรรมรณรงค์ เช่น วัน “No Plastic Day”, สัปดาห์ “ปิดไฟ 1 ชั่วโมง”
ใช้สื่อประชาสัมพันธ์ เช่น โปสเตอร์ บอร์ด Green Office หรือไลน์กลุ่มบริษัท
มอบของพรีเมี่ยมรักษ์โลก เช่น ถุงผ้า rPET, กระดาษโน้ตรีไซเคิล, โพสอิทสกรีนโลโก้ เพื่อสร้างแรงจูงใจ เป็นต้น
ตัวอย่าง: บริษัท B จัดกิจกรรมแข่งขัน “ลดขยะรีไซเคิล” ระหว่างแผนก ผู้ชนะได้ถุงผ้าแบรนด์องค์กรเป็นรางวัล
แนวคิด: Green Office เป็น “วัฏจักร” ไม่ใช่โครงการที่ทำครั้งเดียวจบ ต้องมีการติดตามและพัฒนาเสมอ
วิธีทำจริง:
จัดทำรายงานผลทุก 3 เดือน ว่าการใช้พลังงานลดลงจริงหรือไม่
สำรวจความพึงพอใจของพนักงานต่อมาตรการ Green Office
ใช้เทคโนโลยีใหม่มาปรับ เช่น IoT สำหรับตรวจสอบการใช้พลังงานแบบเรียลไทม์
ตัวอย่าง: หลังติดตั้ง Motion Sensor และเปลี่ยนหลอดไฟ พบว่าค่าไฟลดลง 25% และพนักงานเสนอให้เพิ่มจุดคัดแยกขยะรีไซเคิล