เว็บไซต์เก็บผลงานออนไลน์ (E-Portfolio) ::: นายทรงธรรภ์ วงค์รัตน์ โรงเรียนบ้านหนองโค้ง
ประจำปีงบประมาณ 2569 (1 ตุลาคม 2568 - 30 กันยายน 2569)
ประจำปีงบประมาณ 2569 (1 ตุลาคม 2568 - 30 กันยายน 2569)
ชื่อ-นามสกุล นายทรงธรรภ์ วงค์รัตน์
ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย วิทยฐานะ -
ตำแหน่งเลขที่ 5315
สถานศึกษา โรงเรียนบ้านหนองโค้ง
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1
ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะปัจจุบัน
เมื่อวันที่ 1 เดือน สิงหาคม พ.ศ. 2567
ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เลขที่ B66100200053614
ออกให้เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2566
วัน/เดือน/ปี ที่หมดอายุ 20 เมษายน พ.ศ. 2571
วันเดือนปีเกิด 20 เมษายน พ.ศ. 2542
ข้าพเจ้าขอแสดงเจตจำนงในการจัดทำข้อตกลงในการพัฒนางานตำแหน่งครูผู้ช่วย วิทยฐานะ ไม่มีวิทยฐานะ
ซึ่งเป็นตำแหน่งและวิทยฐานะที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันกับผู้อำนวยการสถานศึกษา ไว้ดังต่อไปนี้
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568
1. ภาระงาน จะมีภาระงานเป็นไปตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด
1.1 ชั่วโมงสอนตามตารางสอน รวมจำนวน 24 ชั่วโมง/สัปดาห์ดังนี้
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ด้านวิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
ด้านวิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/2 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
ด้านวิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 จำนวน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์
ด้านวิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/2 จำนวน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์
ด้านวิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 จำนวน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์
ด้านวิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 จำนวน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชาคอมพิวเตอร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชาคอมพิวเตอร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชาคอมพิวเตอร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชาคอมพิวเตอร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชาคอมพิวเตอร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชาคอมพิวเตอร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/2 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
กลุ่มสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม
รายวิชาบูรณาการ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 จำนวน 3 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชาซ่อมเสริม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 จำนวน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
รายวิชา แนะแนว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชา ลูกเสือ-เนตรนารี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชา ชุมนุม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
1.2 งานส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 10 ชั่วโมง/สัปดาห์
การจัดทำแผนจัดการเรียนรู้ 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
การสร้างและพัฒานาสื่อการเรียนการสอน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
การมีส่วนร่วมในชุมชนการเรียนรู้วิชาชีพ 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
การทำวิจัย/นวัตกรรม เพื่อพัฒนาผู้เรียน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
งานที่ปรึกษา งานดูแลนักเรียน งานโฮมรูม 3 ชั่วโมง/สัปดาห์
1.3 งานพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษา จำนวน 5 ชั่วโมง/สัปดาห์
หัวหน้าสายชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 ตามคำสั่งโรงเรียนบ้านหนองโค้ง ที่ 45/2568 เรื่อง มอบหมายการปฏิบัติหน้าที่กลุ่มบริหารงานวิชาการ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
งานตรวจการบ้านนักเรียน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมจิตศึกษา 2 ชั่วโมง/สัปดาห์
1.4 งานตอบสนองนโยบายและจุดเน้น จำนวน 3 ชั่วโมง/สัปดาห์
โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ระดับประถมศึกษา 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
โครงงานคุณธรรม 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
งานจุดเน้น สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ และเขตพื้นที่การศึกษา 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
1. สภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้และคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน
การศึกษาเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนามนุษย์ให้มีคุณภาพ ทำให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข รู้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งด้านเทคโนโลยี ข้อมูล ข่าวสารต่าง ๆ และเป็นกระบวนการพัฒนาอันจะนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคต ผู้เรียนสามารถพัฒนาเต็มตามศักยภาพของตน ให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้หรือสร้างความรู้ได้ด้วยตนเอง แนวการจัดการเรียนการสอนจึงมุ่งเน้นการลงมือปฏิบัติที่สอดคล้องกับชีวิตจริง ทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม ดังจะเห็นได้จากหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีพร้อม ทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองที่ดี ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อการประกอบอาชีพ และการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นเป็นสำคัญ ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551 : 4)
วิทยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในสังคมโลกปัจจุบันและอนาคต เพราะวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับทุกคนทั้งในชีวิตประจำวันและการงานอาชีพต่าง ๆ ตลอดจนเทคโนโลยี เครื่องมือเครื่องใช้และผลผลิตต่าง ๆ ที่มนุษย์ได้ใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตและการทำงาน เหล่านี้ล้วนเป็นผลของความรู้วิทยาศาสตร์ ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์และศาสตร์อื่น ๆ วิทยาศาสตร์ช่วยให้มนุษย์ได้พัฒนาวิธีคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ วิจารณ์ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าหาความรู้ มีความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลที่หลากหลายและมีประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ วิทยาศาสตร์เป็นวัฒนธรรมของโลกสมัยใหม่ซึ่งเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ (knowledge-based society) ดังนั้นทุกคนจึงจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้รู้วิทยาศาสตร์ เพื่อที่จะมีความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติและเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น สามารถนำความรู้ไปใช้อย่างมีเหตุผล สร้างสรรค์และมีคุณธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับประถมศึกษาตอนต้น การปูพื้นฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องและน่าสนใจ จะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในธรรมชาติรอบตัว และพัฒนาทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นไป
การจัดการศึกษาในปัจจุบันกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและไม่แน่นอน ทั้งเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคม ทำให้โลกเข้าสู่ยุค BANI World (Brittle, Anxious, Non-linear, Incomprehensible) ซึ่งทักษะและความรู้ที่เคยเพียงพอในอดีตไม่สามารถตอบสนองต่อความท้าทายในอนาคตได้ ด้วยเหตุนี้ หลักสูตรการศึกษาของชาติจึงมีความจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุง เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนสามารถเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งใช้มานานกว่า 17 ปี นั้นพัฒนาขึ้นตามแนวคิดการจัดการศึกษาแบบอิงมาตรฐาน โดยเน้นการบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ ทำให้การจัดการเรียนรู้บางครั้งยากต่อการบูรณาการ และให้ความสำคัญกับความรู้ความเข้าใจมากกว่าการนำความรู้ไปใช้ในการแก้ปัญหา ซึ่งสะท้อนได้จากผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาทั้งระดับชาติและนานาชาติที่พบว่าผู้เรียนส่วนใหญ่มีผลการประเมินไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง นอกจากนี้ จากสถานการณ์ที่ผ่านมา ผู้เรียนยังเผชิญกับภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ ส่งผลให้ความสามารถในการเรียนรู้ลดลง โดยเฉพาะในวิชาที่ต้องใช้ทักษะการปฏิบัติจริง
ด้วยเหตุผลและความจำเป็นดังกล่าว กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ดำเนินการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาของชาติฉบับใหม่ คือ หลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3) พุทธศักราช 2568 โดยยึดแนวคิดการจัดการศึกษาฐานสมรรถนะ (Competency-based Education) ซึ่งให้ความสำคัญกับสมรรถนะหรือความสามารถตามช่วงวัยของผู้เรียน หลักสูตรนี้มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีพื้นฐานการเรียนรู้ที่เข้มแข็ง สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ในชีวิตประจำวัน มีจินตนาการที่สร้างสรรค์ และมีความสุขในการเรียนรู้ เพื่อเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีและมีคุณภาพในสังคมต่อไป โดยมีหลักการสำคัญคือเน้นการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) การบูรณาการความรู้และสร้างบริบท/สถานการณ์การเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาและเรียนรู้ตลอดชีวิต และเน้นการประเมินความก้าวหน้าของพฤติกรรมการเรียนรูอย่างมีทิศทางเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุเป้าหมาย
ในส่วนของความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีนั้น หลักสูตร พ.ศ. 2568 กำหนดให้ผู้เรียนเมื่อจบชั้นประถมศึกษาตอนต้นต้องสามารถรับรู้และเข้าใจปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี และใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการแก้ปัญหาและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้อย่างเหมาะสม เพื่อการดำเนินชีวิตด้วยความรับผิดชอบตามบริบทและสภาพแวดล้อม ความรู้พื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมสำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 นั้น ครอบคลุมถึงแนวคิดเรื่อง พลังงานและการเปลี่ยนแปลงของพลังงาน การทำงานของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า แหล่งพลังงานในการผลิตไฟฟ้า และการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและปลอดภัย ซึ่งเน้นการเข้าใจแนวคิดหลักเรื่องการเปลี่ยนรูปจากพลังงานหนึ่งไปสู่อีกพลังงานหนึ่ง การสังเกตและจำแนกประเภทพลังงานที่ปรากฏในชีวิตประจำวัน การจัดการเรียนรู้จึงต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนมีพัฒนาการด้านการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งสร้างโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะในการนำความรู้เรื่องพลังงานไปประยุกต์ใช้ในบริบทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและการดำเนินชีวิตจริง
จากการสังเกตการณ์ในชั้นเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนบ้านหนองโค้ง ตำบลต้นเปา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า นักเรียนบางส่วนยังขาดความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบพลังงาน โดยเฉพาะในเนื้อหาเรื่อง "การเปลี่ยนแปลงพลังงาน" เนื่องจากเป็นนามธรรมที่เด็กต้องใช้การจินตนาการเชื่อมโยงระหว่างพลังงานที่มองไม่เห็น (เช่น ไฟฟ้า หรือ พลังงานกล) ไปสู่ผลลัพธ์ที่ปรากฏ การจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันยังขาดสื่อที่เร้าความสนใจและสามารถจำลองสถานการณ์การเปลี่ยนรูปพลังงานให้เป็นรูปธรรมได้ ทำให้ผู้เรียนสับสนในการจำแนกประเภทพลังงาน ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของทิศนา แขมมณี (2545: 253) ที่กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอนที่ไม่หลากหลายและขาดสื่อคุณภาพ อาจส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำลง
จากเหตุผลและความจำเป็นที่กล่าวมา ผู้จัดทำจึงได้พัฒนานวัตกรรม ชุดเกมการเรียนรู้ เรื่อง อาณาจักรแห่งพลังงาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยมุ่งเน้นการสร้างสรรค์กิจกรรมการเรียนรู้ที่กระตุ้นความสนใจ และส่งเสริมให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงผ่านการเล่นเกมในรูปแบบวิศวกรวิทย์ตัวน้อย ซึ่งเป็นแนวทางที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและสอดคล้องกับธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กในวัยนี้ อันจะนำไปสู่การพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในเนื้อหาเรื่อง การเปลี่ยนแปลงพลังงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ การพัฒนานวัตกรรมชุดเกมการเรียนรู้ครั้งนี้ยังสอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2568 ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถพื้นฐานด้านการเรียนรู้ที่เข้มแข็ง ความสามารถในการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี เพื่อให้นักเรียนมีพื้นฐานที่ดี สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสม และมีคุณภาพตามที่หลักสูตรกำหนดไว้สำหรับการศึกษาต่อในระดับชั้นที่สูงขึ้นต่อไป
2. วิธีการดำเนินการให้บรรลุผล
2.1 สร้างชุดเกมการเรียนรู้
วิเคราะห์หลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3) พุทธศักราช 2568
ออกแบบชุดเกมจำนวน 4 เกม เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะการเปลี่ยนแปลงพลังงานแต่ละแบบ
2.2 พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้
ศึกษาหลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3) พุทธศักราช 2568
พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ 5 แผน ให้สอดคล้องกับชุดเกมและหลักการเรียนรู้เชิงรุก
2.3 บันทึกผลการเรียนรู้
สรุปผลการวัดและประเมินการเรียนรู้ของผู้เรียน นำผลการประเมินไปใช้ในการปรับปรุงการจัดการเรียนรู้และพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนในปีการศึกษาต่อไป
2.4 สำรวจความคิดเห็น
สำรวจความคิดเห็นความพึงพอใจ หลังการใช้การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุดเกมการเรียนรู้ เรื่อง อาณาจักรแห่งพลังงาน
2.5 ครูผู้สอนนำปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้บริหาร ครูผู้สอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้เพื่อที่จะหาแนวทางในการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้
2.6 รายงานผลการดำเนินการตามข้อตกลงในการพัฒนางานที่เป็นประเด็นท้าทาย ในการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖9 เสนอต่อผู้อำนวยการสถานศึกษา
3. ผลลัพธ์การพัฒนาที่คาดหวัง
3.1 เชิงปริมาณ
การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุดเกมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การเปลี่ยนแปลงพลังงาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 70 คน ได้รับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การเปลี่ยนแปลงพลังงาน ที่สูงขึ้น
3.2 เชิงคุณภาพ
การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุดเกมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การเปลี่ยนแปลงพลังงาน สามารถช่วยกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสนใจและกระตือรือร้นในการเรียนรู้มากขึ้น ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่เน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงผ่านการเล่นเกม ทำให้นักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้กับเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ชุดเกมสามารถสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนานและเป็นกันเองทำให้นักเรียนกล้าคิด กล้าแสดงออก และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดีขึ้น
ลงชื่อ .........นายทรงธรรภ์ วงค์รัตน์.......................
(นายทรงธรรภ์ วงค์รัตน์)
ตำแหน่งครูผู้ช่วย
ผู้จัดทำข้อตกลงในการพัฒนางาน
1 ตุลาคม พ.ศ. 2568