ระบบบันทึกข้อมูลรถที่ถูกเคลื่อนย้าย
แนวทางปฏิบัติตามระเบียบ ตร.
แนวทางปฏิบัติตามระเบียบ ตร. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการเคลื่อนย้ายรถ การใช้เครื่องมือบังคับ ไม่ให้เคลื่อนย้ายรถที่หยุดหรือจอดอยู่อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก
พ.ศ. 2564 (แนบท้ายหนังสือ ตร. ที่ 0011.14/ว 553 ลง 10 ก.พ. 65)
ก. ขั้นตอนการปฏิบัติตามระเบียบ ตร. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการเคลื่อนย้ายรถ การใช้ เครื่องมือบังคับไม่ให้เคลื่อนย้ายรถที่หยุดหรือจอดอยู่อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการจราจร ทางบก พ.ศ. 2564
1. ขั้นตอนการเตรียมการบังคับใช้ระเบียบฯ
1.1 ให้หัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดพื้นที่ห้ามหยุดหรือจอดรถ และพื้นที่ใช้เครื่องมือบังคับไม่ให้เคลื่อนย้ายรถ ตามความเหมาะสมกับสภาพปัญหาของแต่ละพื้นที่
1.2 หัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรท้องที่ออกประกาศข้อบังคับกำหนดพื้นที่ห้ามหยุดหรือจอด ตามมาตรา 139 (2) แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 แล้วส่งประกาศราชกิจจานุเบกษา
1.3 ให้หัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรท้องที่ออกประกาศกำหนดพื้นที่ใช้เครื่องมือบังคับไม่ให้ เคลื่อนย้ายรถ ตามแบบประกาศกำหนดพื้นที่ใช้เครื่องมือบังคับไม่ให้เคลื่อนย้ายรถ แบบที่ ๑ ท้ายแนวทางนี้ พร้อมติดตั้งป้ายแสดงเครื่องหมายในพื้นที่
1.4 ให้กองบังคับการต้นสังกัดของหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรจัดหาสถานที่เก็บรักษารถในเขต พื้นที่รับผิดชอบไว้โดยคำนึงถึงความสะดวกในการติดต่อขอรับรถคืน เพื่อจอดรถที่ถูกเคลื่อนย้าย จากนั้น ให้ออกประกาศกำหนดสถานที่เก็บรักษารถที่เคลื่อนย้าย ตามแบบประกาศกำหนดสถานที่เก็บรักษารถ ที่เคลื่อนย้าย แบบที่ 2 ท้ายแนวทางนี้
1.5 ให้หัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรท้องที่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลรถที่ถูก เคลื่อนย้ายได้ที่ระบบสารสนเทศของ ตร. ผ่านระบบ Illegal Parking Management System ที่ URL: https://ipcs.police.go.th หรือผ่านเว็บไซต์ ศูนย์บริหารงานจราจร ตร. หรือเว็บไซต์ ตร. (https://www.royalthaipolice.go.th) ในส่วนรายการ “การบริการประชาชน” เลือกหัวข้อ “ตรวจสอบข้อมูลรถ ที่ถูกเคลื่อนย้าย” อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยกรอกหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถ และหมายเลขทะเบียนรถที่ถูกเคลื่อนย้าย เพื่อตรวจสอบสถานะและช่องทางการติดต่อขอรับรถคืน
2. ขั้นตอนการเคลื่อนย้ายรถในพื้นที่ห้ามหยุดหรือจอดรถ
2.1 เมื่อเจ้าพนักงานจราจรพบรถในพื้นที่ห้ามจอด และเห็นว่ามีความจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายรถ ให้สั่งผู้ขับขี่ให้เคลื่อนย้ายรถ หากผู้ขับขี่ไม่ปฏิบัติตามหรือไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้เนื่องจากไม่พบตัวผู้ขับขี่ ให้ดำเนินการ
เคลื่อนย้ายรถหรือแจ้งให้เอกชนที่ได้รับมอบหมายดำเนินการเคลื่อนย้ายรถในกรณีที่เจ้าพนักงาน จราจรดำเนินการเองให้ปฏิบัติตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้
2.1.1 ออกใบสั่ง ใส่ซองพลาสติกใส ติดหรือผูกไว้กับส่วนหน้าของรถที่เห็นได้ชัดเจน หรือ แสดงใบสั่งไว้ที่ผู้ขับขี่สามารถเห็นได้ง่าย
2.1.2 ให้สำรวจสภาพตำหนิของรถ (ถ้ามี) แล้วบันทึกภาพของตัวรถก่อนดำเนินการ เคลื่อนย้ายรถ ขณะเคลื่อนย้าย และในขณะเก็บรักษารถ
2.1.3 แจ้งให้สถานีตำรวจท้องที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ
2.1.4 แจ้งให้ผู้ขับขี่ทราบถึงวันและสถานที่ที่นำรถไปเก็บรักษาให้ผู้ขับขี่ทราบ หากไม่พบตัว ผู้ขับขี่ในขณะนั้นให้แจ้งเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองทราบโดยเผยแพร่ในระบบสารสนเทศ ดังนี้
2.1.4.1 ทำการบันทึกข้อมูลในระบบจัดการข้อมูลรถที่ถูกเคลื่อนย้าย (Illegal Parking Management System : IPMS ที่ URL : https://ipms.police.go.th เพื่อแจ้งเจ้าของรถ หรือ ผู้ครอบครองรถทราบ
โดยเข้าสู่ระบบดังกล่าวด้วยรหัสผู้ใช้งานเดียวกันกับระบบฐานข้อมูลการสืบสวนอุบัติเหตุ ทางถนน (อบถ.) ของ ตร. และลงรายละเอียดข้อมูลให้ครบถ้วน ดังนี้
(1) ทะเบียนรถคันที่ถูกเคลื่อนย้าย
(2) วัน เดือน ปี เวลา ที่ถูกเคลื่อนย้ายรถ
(3) จุดจอดรถก่อนถูกเคลื่อนย้าย
(4) สถานที่เก็บรักษา
(5) เจ้าพนักงานจราจรหรือหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจร ผู้รับผิดชอบในการ เคลื่อนย้ายรถ
(6) หมายเลขโทรศัพท์ และสถานที่เพื่อติดต่อขอรับรถคืน
(7) เหตุผล ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ข้อพิจารณา และข้อสนับสนุนในการ เคลื่อนย้ายรถ
2.1.4.2 เมื่อเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองติดต่อขอรับรถคืนเรียบร้อยแล้ว ให้เจ้าพนักงานจราจรผู้รับผิดชอบ เข้าระบบเพื่อแก้ไขสถานะของข้อมูลจากรถที่ถูกเคลื่อนย้ายเป็นรถที่ขอรับคืน
2.1.5 ดำเนินการเคลื่อนย้ายรถไปเก็บยังสถานที่เก็บรักษารถโดยต้องใช้ความระมัดระวัง ไม่ให้รถที่ถูกคลื่อนย้ายเสียหาย
2.2 ในกรณีที่เจ้าพนักงานจราจรมอบหมายให้เอกชนดำเนินการเคลื่อนย้ายรถ ให้ปฏิบัติ ดังต่อไปนี้
2.2.1 ให้เจ้าพนักงานจราจรออกใบสั่งใส่ซองพลาสติกใส ติดหรือผูกไว้กับส่วนหน้าของรถ ที่เห็นได้ชัดเจน หรือแสดงใบสั่งไว้ที่ผู้ขับขี่สามารถเห็นได้ง่าย
2.2.2 ในการคัดเลือกผู้รับมอบหมาย ให้นำวิธีการจ้างเหมาบริการตามกฎหมายว่าด้วย การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ มาบังคับใช้โดยอนุโลม
2.2.3 ให้เจ้าพนักงานจราจรแจ้งไปยังเอกชนที่ได้รับมอบหมาย ให้มาดำเนินการเคลื่อนย้ายรถ ตามสถานที่และภายในระยะเวลาที่กำหนด พร้อมแจ้งให้สถานีตำรวจท้องที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ
2.2.4 ให้เจ้าพนักงานจราจรแจ้งผู้ขับขี่ทราบถึงวัน และสถานที่ที่นำรถไปเก็บรักษาให้ผู้ขับขี่ ทราบ หากไม่พบตัวผู้ขับขี่ในขณะนั้น ให้แจ้งเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองทราบ ด้วยการเผยแพร่ในระบบ สารสนเทศ โดยให้ดำเนินการตามข้อ 2.1.4.1 - 2.1.4.2
2.2.5 เจ้าพนักงานจราจรจะต้องควบคุมกำกับดูแลการดำเนินการเคลื่อนย้ายรถของเอกชน ที่ได้รับมอบหมาย ตลอดระยะเวลาที่ทำการเคลื่อนย้ายรถไปจนถึงสถานที่เก็บรักษารถ โดยให้ผู้ที่ได้รับ มอบหมายที่เป็นเอกชนใช้ความระมัดระวังไม่ให้รถที่ถูกเคลื่อนย้ายเสียหายและกำกับดูแลการเคลื่อนย้าย ให้เป็นไปตามระเบียบฯ และสัญญา
2.2.6 ให้เจ้าพนักงานจราจรแจ้งเอกชนผู้ที่ได้รับมอบหมายจัดทำหลักฐานเกี่ยวกับการ ดำเนินการเคลื่อนย้ายรถ โดยให้สำรวจสภาพตำหนิและบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐานก่อนเคลื่อนย้ายรถ ขณะเคลื่อนย้ายรถและในขณะเก็บรักษา กรณีรถที่เคลื่อนย้ายสูญหาย เสียหาย ในระหว่างการเคลื่อนย้าย หรือ ระหว่างการเก็บรักษา ให้รายงานหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรทราบทันที
2.2.7 เมื่อนำรถมายังสถานที่เก็บรักษารถ ให้เอกชนที่ได้รับมอบหมายดำเนินการบันทึก การรับรถโดยต้องมีการบันทึกการรับรถให้ปรากฏข้อมูลทะเบียนรถ ลักษณะและประเภทฐานความผิด ชื่อผู้ส่งมอบ ชื่อผู้รับมอบ
วัน เวลา สถานที่ส่งมอบสภาพรถหรือตำหนิของตัวรถ (ถ้ามี) เพื่อเป็นหลักฐาน ก่อนดำเนินการเก็บรักษา
2.2.8 ในกรณีที่เอกชนผู้ที่ได้รับมอบหมายไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขตามระเบียบฯ ให้เจ้าพนักงานจราจรรายงานเป็นหนังสือให้ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นจนถึงหัวหน้าหน่วยงานเพื่อทราบและพิจารณาสั่งการต่อไป
3. ขั้นตอนการเก็บรักษารถที่ถูกเคลื่อนย้าย
3.1 จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำสถานที่เก็บรักษารถกลาง เพื่อทำหน้าที่รับรถ ดูแลรักษารถ เก็บค่าเคลื่อนย้ายรถ ค่าดูแลรักษารถ คืนรถควบคุมดูแลสถานที่และรักษาทรัพย์สิน จัดทำบัญชีรายวัน เพื่อแสดงข้อมูลรายได้และสถานภาพรถ โดยสรุปการรับและคืนรถประจำวันและให้พนักงานสอบสวนที่ รับผิดชอบลงนามเป็นหลักฐาน
3.2 เมื่อเก็บรักษารถไว้ครบเจ็ดวันนับแต่วันแจ้งการเคลื่อนย้ายรถแล้ว ยังไม่มีผู้มาติดต่อ ขอรับรถคืน ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตรวจสอบว่าเป็นรถของผู้ใดแล้วติดต่อเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถ เพื่อ มาดำเนินการนำรถคืน
3.3 กรณีเอกชนผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้เคลื่อนย้ายรถ เจ้าพนักงานต้องควบคุมเอกชน ที่ได้รับมอบหมาย ให้มีการจัดเจ้าหน้าที่หรือพนักงานเพื่อทำหน้าที่รับรถ ดูแล และรักษาความปลอดภัย การคืนรถ และรับรายงานบัญชีรายวัน สรุปการรับและคืนรถประจำวัน รายงานให้หัวหน้าเจ้าพนักงานจราจร ทราบตามระยะเวลาที่หัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรกำหนด และเมื่อเก็บรักษารถไว้ครบเจ็ดวันนับแต่วันที่ เคลื่อนย้ายรถแล้วยังไม่มีผู้ใดมาติดต่อ
ให้รายงานหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรทราบ
3.4 ไม่ว่าการเคลื่อนย้ายรถโดยเจ้าพนักงานจราจรหรือเอกชนที่ได้รับมอบหมาย ถ้าพ้นกำหนดสามเดือนแล้ว หากเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถไม่ชำระค่าใช้จ่ายและค่าดูแลรักษารถ ให้หัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรมีอำนาจนำรถออกขายทอดตลาด โดยเมื่อหักค่าใช้จ่ายและค่าดูแลรักษารถที่ ค้างชำระแล้ว เหลือเงินเท่าใดให้คืนแก่เจ้าของหรือผู้มีสิทธิ์ที่แท้จริง
4. ขั้นตอนการคืนรถที่ถูกเคลื่อนย้าย
4.1 ให้เจ้าพนักงานจราจรตรวจสอบเอกสารหลักฐานการชำระค่าปรับ ค่าใช้จ่ายการเคลื่อนย้าย รถ และการดูแลรักษารถ เอกสารการครอบครองหรือความเป็นเจ้าของรถ สำเนาทะเบียนรถ บัตรประจำตัว ประชาชนเจ้าของรถ หรือผู้ครอบครอง หรือหลักฐานที่สามารถแสดงความเป็นเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถ
4.2 หากผลการตรวจสอบไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าผู้ใดเป็นเจ้าของรถหรือผู้มีสิทธิรับรถ ให้เจ้าพนักงาน จราจร ดำเนินการตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เสร็จสิ้นภายในสิบห้าวันนับแต่วันเคลื่อนย้ายรถ หากไม่เสร็จภายในกำหนดให้ขอขยายระยะเวลาต่อหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรครั้งละไม่เกินสิบห้าวัน
4.3 หากปรากฏแน่ชัดว่าผู้ใดเป็นเจ้าของรถหรือผู้มีสิทธิจะรับรถให้ติดต่อผู้นั้นมารับรถไป โดยให้ ลงลายมือชื่อในบันทึกการคืนรถและบันทึกภาพบุคคลดังกล่าวไว้เป็นหลักฐาน
4.4 หากผลการตรวจสอบปรากฏว่า รถเป็นทรัพย์ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ให้ส่งไปยัง พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
5. ขั้นตอนการใช้เครื่องมือบังคับล้อ
5.1 เมื่อเจ้าพนักงานจราจรพบรถในพื้นที่ห้ามจอด ให้เจ้าพนักงานจราจรใช้เครื่องมือบังคับไม่ให้ เคลื่อนย้ายรถ และออกใบสั่งใส่ซองพลาสติกใสติด ผูก หรือแสดงไว้ที่รถที่ผู้ขับขี่เห็นได้ชัดเจน หรือแสดงใบสั่ง ไว้ที่ผู้ขับขี่สามารถเห็นได้ง่าย
5.2 หากมีผู้มาแสดงตัวว่าเป็นผู้ขับขี่ เจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถ ขณะดำเนินการใช้เครื่องมือ บังคับไม่ให้เคลื่อนย้าย ให้เจ้าพนักงานจราจรยุติการใช้เครื่องมือบังคับ
5.3 กรณีรถคันดังกล่าวถูกบังคับไปแล้ว หากเจ้าพนักงานจราจรมิได้อยู่บริเวณนั้น เมื่อผู้ขับขี่ เจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถไปแสดงตัวและชำระค่าปรับและค่าใช้จ่ายตามที่กำหนดแล้วให้เจ้าพนักงาน จราจรปลดเครื่องมือบังคับโดยเร็ว
ข. การดำเนินการเกี่ยวกับรายรับ และการใช้จ่ายเงินจากค่าเคลื่อนย้ายรถ ค่าดูแลรักษารถ และ ค่าใช้จ่ายในการใช้เครื่องมือบังคับไม่ให้เคลื่อนย้าย
1. การดำเนินการเกี่ยวกับรายรับหรือรายได้จากการรับเงินค่าเคลื่อนย้ายรถหรือการใช้เครื่องมือ บังคับไม่ให้รถเคลื่อนย้ายและค่าดูแลรักษารถ
1.1 หน่วยงานที่รับชำระเงิน
1.1.1 เมื่อเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถมาชำระเงินค่าเคลื่อนย้ายรถหรือการใช้เครื่องมือ บังคับไม่ให้รถเคลื่อนย้ายและค่าดูแลรักษารถฯ ให้เจ้าหน้าที่เปรียบเทียบปรับรับชำระเงิน แล้วออก ใบเสร็จรับเงินโดยแยกรายการ ระบุรายละเอียดไว้ในใบเสร็จรับเงินให้ชัดเจนทุกครั้ง
1.1.2 ทุกสิ้นวัน เจ้าหน้าที่เปรียบเทียบปรับ นำเงินที่ได้รับ พร้อมสำเนาใบเสร็จรับเงิน ส่งให้ เจ้าหน้าที่การเงิน ก่อนปิดบัญชีเวลา 15.30 น. ในวันทำการ กรณีรับเงินหลังเวลาปิดบัญชีหรือวันหยุดทำการ ให้เจ้าหน้าที่เปรียบเทียบปรับนำเงินที่ ได้รับพร้อมสำเนาใบเสร็จรับเงิน ส่งให้เจ้าหน้าที่การเงิน ในวันทำการถัดไป ก่อนเวลา 09.30 น.
1.1.3 เจ้าหน้าที่เปรียบเทียบปรับและเจ้าหน้าที่การเงิน ตรวจนับเงินกับสำเนาใบเสร็จรับเงิน และหลักฐานการนำส่ง ว่าถูกต้อง ตรงกันหรือไม่ แล้วบันทึกไว้รายละเอียดใบเสร็จรับเงินและจำนวนเงินรวม หลังใบเสร็จรับเงินฉบับสุดท้าย พร้อมทั้งลงลายมือชื่อผู้นำส่งเงิน ผู้รับเงิน วันเดือนปีที่รับเงิน
1.1.4 เจ้าหน้าที่การเงิน บันทึกการรับเงินในทะเบียน “เงินรายรับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับ การเคลื่อนย้ายรถ หรือการใช้เครื่องมือบังคับไม่ให้รถเคลื่อนย้ายและค่าดูแลรักษารถ”
1.1.5 ทุกสิ้นวันเจ้าหน้าที่การเงิน เก็บยอดเงินจากทะเบียนตามข้อ 2.1.4 มาจัดทำรายงาน เงินคงเหลือประจำวัน เสนอคณะกรรมการเก็บรักษาเงินของหน่วยงานดำเนินการตรวจสอบ
1.1.6 เจ้าหน้าที่การเงิน จัดทำใบนำฝาก 2 ฉบับ และลงรายละเอียดในสมุดคู่ฝาก เพื่อนำเงิน ฝากหน่วยงานผู้เบิกต้นสังกัด ตามระเบียบ กค. ว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บ รักษาเงินและการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 โดยแบ่งแยกเป็นกรณี ดังนี้
(1) กรณีเงินสด ให้นำฝากอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง
(2) กรณีเช็คหรือเอกสารแทนตัวเงินอื่น ให้นำฝากภายในวันที่ได้รับเงินหรืออย่างช้า ภายในวันทำการถัดไป
1.2 หน่วยงานผู้เบิกต้นสังกัด เมื่อหน่วยงานที่รับชำระเงินในการเคลื่อนย้ายรถหรือการใช้เครื่องมือบังคับไม่ให้รถเคลื่อนย้าย และค่าดูแลรักษารถ นำเงินฝากหน่วยงานผู้เบิกต้นสังกัด ให้หน่วยงานผู้เบิกดำเนินการ ดังนี้
1.2.1 รับเงิน โดยลงลายมือชื่อรับเงินในใบนำฝากทั้ง 2 ฉบับและในสมุดคู่ฝาก แล้วส่งคืนใบนำ ฝาก 1 ฉบับ พร้อมสมุดคู่ฝากให้หน่วยงานย่อย แล้วบันทึกรับเงินนอกงบประมาณ ประเภทเงินรายได้เงินนอก งบประมาณ โดยใช้แบบฟอร์ม นส01 ประเภทเอกสาร RB ในระบบ GFMIS
1.2.2 นำเงินฝากคลังผ่านสาขาของธนาคาร กรุงไทย โดยใช้ใบนำฝากเงิน (Pay-In Slip) จากระบบ GFMIS ที่มีรหัสของศูนย์ต้นทุนผู้นำส่งเงิน โดยให้เลือกช่อง “2 เงินฝากคลัง” เมื่อนำเงินส่งธนาคาร แล้ว จะได้รับใบรับเงิน (Deposit Receipt) ที่มีเลขที่คีย์อ้างอิง 3 การนำส่งเงินจากธนาคารกรุงไทย 16 หลัก ซึ่งระบบ GFMIS จะบันทึกบัญชี ประเภทเอกสาร CJ ให้โดยอัตโนมัติ เมื่อธนาคารกรุงไทยส่งข้อมูล Bank Statement เข้าสู่ระบบ GFMIS
1.2.3 บันทึกการนำเงิน “ค่าธรรมเนียมในการเคลื่อนย้ายรถ การใช้เครื่องมือบังคับไม่ให้ รถเคลื่อนย้ายและค่าดูแลรักษารถ” ฝากคลังในระบบ GFMIS ให้นำข้อมูลอ้างอิงสำหรับส่วนราชการที่ได้รับ จากธนาคารกรุงไทย ตามข้อ 1.2.2 ได้แก่ การอ้างอิง (รหัสหน่วยงาน) วันที่คิดมูลค่า (วันที่นำฝาก) และ คีย์อ้างอิง 3 (รหัสอ้างอิงธนาคาร 16 หลัก) จากใบรับเงิน (Deposit Receipt) มาบันทึกรายการโดยใช้ แบบฟอร์ม นส 02-1 ประเภทเอกสาร R2 ระบุรหัสเงินฝากคลัง 00934 สำหรับหน่วยงานที่เบิกเงิน กับกรมบัญชีกลาง เช่น บก.น. หรือ 10934 สำหรับหน่วยงานที่เบิกเงินกับคลังจังหวัด และรหัสเจ้าของเงิน ฝากของตนเอง
1.2.4 ตรวจสอบรายการที่หน่วยงานผู้เบิกนำฝากเงินที่ธนาคารกรุงไทย ตามข้อ 1.2.2 กับรายการบันทึกการนำเงินฝากคลังในระบบ GFMIS ตามข้อ 1.2.3 ว่าถูกต้องตรงกันหรือไม่ หากไม่ถูกต้องให้ ดำเนินการแก้ไขทันที
2. การดำเนินการเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินค่าเคลื่อนย้ายรถ ค่าใช้เครื่องมือบังคับไม่ให้รถเคลื่อนย้ายและ ค่าดูแลรักษารถ สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ
2.1 ประเภทของค่าใช้จ่ายที่สามารถเบิกจ่ายได้
2.1.1 ค่าเช่าสถานที่จอดรถกลาง
2.1.2 ค่าจัดซื้อจัดหารถยกและอุปกรณ์ในกรณีจำเป็น เร่งด่วน และไม่สามารถจะใช้จ่ายจาก เงินงบประมาณได้
2.1.3 ค่าป้าย เอกสาร เครื่องหมาย
2.1.4 ค่าซ่อมแซม บำรุงรักษารถยกและอุปกรณ์
2.1.5 ค่าประกันภัย
2.1.6 ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่ ได้แก่ ค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ
2.1.7 ค่าจ้างลูกจ้างผู้ช่วยเหลือในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่
2.1.8 ค่าอุปกรณ์สนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่
2.1.9 ค่าฝึกอบรมสัมมนาเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน
2.1.10 ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าจ้างรถลากจูงเพื่อเคลื่อนย้ายรถ ค่าจ้างทำเครื่องหมายจราจร บนพื้นผิวจราจร ค่าจ้างทำระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อแจ้งเตือนการล็อคล้อ เป็นต้น
2.2 กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ
2.2.1 การเบิกค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่“ค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลา ราชการ” ปฏิบัติตามระเบียบ กค. ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ พ.ศ. 2550
2.2.2 การเบิกค่าฝึกอบรมสัมมนาเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ปฏิบัติตามระเบียบ กค. ว่าด้วย ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ พ.ศ. 2549 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
2.2.3 การประกันภัย ปฏิบัติตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร 0505/ว 69 ลง 9 พ.ค. 2548 ประกอบแนวทางและหลักเกณฑ์การจัดทำประกันภัยทรัพย์สินของทางราชการ (ฉบับปรับปรุง) ของคณะกรรมการกลั่นกรองการจัดเอาประกันภัยทรัพย์สินของรัฐ
2.2.4 การเบิกค่าใช้จ่ายตามข้อ 2.1.1 – 2.1.4 , 2.1.7 – 2.1.8 และ 2.1.10 ให้ปฏิบัติ ตามตามระเบียบ ว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของส่วนราชการ พ.ศ. 2553 และต้องดำเนินการ จัดซื้อจัดจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560
2.3 การเบิกจ่ายเงินดำเนินการ ดังนี้
2.3.1 หน่วยงานที่รับชำระเงิน มีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานในการเคลื่อนย้ายรถ การใช้เครื่องมือบังคับไม่ให้รถเคลื่อนย้ายและค่าดูแลรักษารถ ให้ดำเนินการดังนี้
(1) เจ้าหน้าที่หรือผู้มีสิทธิรับเงิน จัดส่งเอกสารการขอเบิกค่าใช้จ่ายแต่ละประเภท ตามระเบียบข้อ 2.2 ให้เจ้าหน้าที่การเงินของหน่วย
(2) เจ้าหน้าที่การเงินของหน่วยดำเนินการตรวจสอบความถูกต้อง ครบถ้วนของเอกสาร ตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง จัดทำใบเบิกเงินฝาก 2 ฉบับ และลงรายละเอียดในสมุดคู่ฝาก แล้วจัดส่งเอกสารไปยัง หน่วยงานผู้เบิกต้นสังกัด เพื่อขอเบิกเงินที่หน่วยงานที่รับชำระเงินนำฝากไว้
(3) เมื่อได้รับแจ้งอนุมัติการเบิกจ่ายเงินให้แก่ผู้มีสิทธิรับเงินเรียบร้อยแล้ว ให้บันทึกลด ยอดเงินค่าธรรมเนียมในทะเบียน “เงินรายรับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายรถ หรือการใช้เครื่องมือบังคับ ไม่ให้รถเคลื่อนย้ายและค่าดูแลรักษารถ”
2.3.2 หน่วยงานผู้เบิกต้นสังกัด เมื่อหน่วยงานที่รับชำระเงิน นำส่งเอกสารหลักฐานขอเบิกเงินค่าธรรมเนียมในการ เคลื่อนย้ายรถ การใช้เครื่องมือบังคับไม่ให้รถเคลื่อนย้ายและค่าดูแลรักษารถฯ ให้หน่วยงานผู้เบิกดำเนินการ ดังนี้
(1) ตรวจสอบ ความถูกต้อง ครบถ้วนของเอกสารหลักฐานขอเบิกตามระเบียบ ที่เกี่ยวข้อง
(2) ดำเนินการตามขั้นตอนการขอเบิกเงินนอกงบประมาณฝากคลัง ประเภท “ค่าธรรมเนียมใน การเคลื่อนย้ายรถ การใช้เครื่องมือบังคับไม่ให้รถเคลื่อนย้ายและค่าดูแลรักษารถ” จากรหัส เงินฝากคลัง 00934 หรือ 10934 แล้วแต่กรณีเพื่อจ่ายเงินให้กับผู้มีสิทธิรับเงิน พร้อมลงลายมือชื่อ ในใบเบิกเงินฝากทั้ง 2 ฉบับ และในสมุดคู่ฝาก
(3) แจ้งผลการเบิกจ่ายเงินพร้อมส่งคืนใบเบิกเงินฝาก 1 ฉบับและสมุดคู่ฝาก ให้กับ หน่วยงานที่รับชำระเงินทราบ เพื่อบันทึกตัดยอดเงินในทะเบียน “เงินรายรับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายรถ หรือการใช้เครื่องมือบังคับไม่ให้รถเคลื่อนย้ายและค่าดูแลรักษารถ” ต่อไป