ชื่อ-นามสกุล นางสาวกิตติยา ยอดเงิน
ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย วิทยฐานะ -
ตำแหน่งเลขที่ 5152
สถานศึกษา โรงเรียนบ้านหนองโค้ง
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1
ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะปัจจุบัน
เมื่อวันที่ 8 เดือน เมษายน พ.ศ. 2568
ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เลขที่ B67100200088874
ออกให้เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2567
วัน/เดือน/ปี ที่หมดอายุ 1 มกราคม พ.ศ. 2572
วันเดือนปีเกิด 4 มีนาคม พ.ศ. 2544
ข้าพเจ้าขอแสดงเจตจำนงในการจัดทำข้อตกลงในการพัฒนางานตำแหน่งครูผู้ช่วย ยังไม่มีวิทยฐานะ
ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันกับผู้อำนวยการสถานศึกษา ไว้ดังต่อไปนี้
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568
1. ภาระงาน จะมีภาระงานเป็นไปตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด
1.1 ชั่วโมงสอนตามตารางสอน รวมจำนวน 24 ชั่วโมง/สัปดาห์ ดังนี้
รายวิชาการอ่านภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 8 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชาการเขียนภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 8 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมโครงงานบูรณาการ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/2 3 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมชุมนุม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/2 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมซ่อมเสริม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/2 2 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมแนะแนว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/2 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมลูกเสือเนตรนารี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
1.2 งานสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 8 ชั่วโมง/สัปดาห์
- การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
- การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
- การสร้างและพัฒนาสื่อการเรียนการสอน จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
- การมีส่วนร่วมในชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
- การจัดทำวิจัย/นวัตกรรม เพื่อพัฒนาผู้เรียน จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
- งานที่ปรึกษา งานดูแลนักเรียน งานโฮมรูม จำนวน 3 ชั่วโมง/สัปดาห์
1.3 งานพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา 5 ชั่วโมง/สัปดาห์
- เจ้าหน้าที่รับผิดชอบในกลุ่มงานต่างๆ จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
- งานตรวจการบ้านนักเรียน จำนวน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์
- จิตศึกษา จำนวน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์
- งานคุมสอบ
- งานเยี่ยมบ้าน งานติดตามนักเรียน
- งานอื่นๆ
1.4 งานสนองจุดเน้นของรัฐบาล สพฐ.หรือกระทรวงศึกษาธิการ
- งานอื่นๆที่รัฐบาล สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการสั่ง
- ปฏิบัติจริงตามประกาศ/คำสั่งโครงการ/กิจกรรมตอบสนองนโยบาย
จุดเน้นของรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569
1. ภาระงาน จะมีภาระงานเป็นไปตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด
1.1 ชั่วโมงสอนตามตารางสอน รวมจำนวน 21 ชั่วโมง/สัปดาห์ ดังนี้
รายวิชาการอ่านภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 4 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชาการเขียนภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 4 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชาการคิดคำนวณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 5 ชั่วโมง/สัปดาห์
รายวิชาเศรษฐกิจและการเงิน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมโครงการบูรณาการ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 3 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมชุมนุม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมซ่อมเสริม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมแนะแนว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
กิจกรรมลูกเสือเนตรนารี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
1.2 งานสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 8 ชั่วโมง/สัปดาห์
- การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
- การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
- การสร้างและพัฒนาสื่อการเรียนการสอน จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
- การมีส่วนร่วมในชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
- การจัดทำวิจัย/นวัตกรรม เพื่อพัฒนาผู้เรียน จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
- งานที่ปรึกษา งานดูแลนักเรียน งานโฮมรูม จำนวน 3 ชั่วโมง/สัปดาห์
1.3 งานพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา 5 ชั่วโมง/สัปดาห์
- เจ้าหน้าที่รับผิดชอบในกลุ่มงานต่างๆ จำนวน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์
- งานตรวจการบ้านนักเรียน จำนวน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์
- จิตศึกษา จำนวน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์
- งานคุมสอบ
- งานเยี่ยมบ้าน งานติดตามนักเรียน
- งานอื่นๆ
1.4 งานสนองจุดเน้นของรัฐบาล สพฐ.หรือกระทรวงศึกษาธิการ
- งานอื่นๆที่รัฐบาล สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการสั่ง
- ปฏิบัติจริงตามประกาศ/คำสั่งโครงการ/กิจกรรมตอบสนองนโยบาย
จุดเน้นของรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ
ประเด็นที่ท้าทายในการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนของผู้จัดทำข้อตกลง ซึ่งปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งครูผู้ช่วย ไม่มีวิทยฐานะ ต้องแสดงให้เห็นถึงระดับการปฏิบัติที่คาดหวัง คือ การปรับประยุกต์ การจัดการเรียนรู้และการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นหรือมีการพัฒนามากขึ้น (ทั้งนี้ ประเด็นท้าทายอาจจะแสดงให้เห็นถึงระดับการปฏิบัติที่คาดหวังในวิทยฐานะที่สูงกว่าได้)
1. สภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้และคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน
ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติและเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสาร การแสวงหาความรู้ และการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงอันเป็นรากฐานของการเรียนรู้ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ การจัดการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถือเป็น "ช่วงวัยวิกฤต" (Critical Period) ของการปูพื้นฐานทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ หากนักเรียนไม่สามารถสะกดคำและอ่านออกเขียนได้ในระดับชั้นนี้ จะส่งผลกระทบเป็นโดมิโนต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับชั้นที่สูงขึ้น สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของโรงเรียนบ้านหนองโค้งที่มุ่งเน้นการเป็น "โรงเรียนคุณภาพ" ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพผู้เรียนตั้งแต่ระดับปฐมวัยและประถมศึกษาตอนต้น เพื่อสร้างความพร้อมในการเรียนรู้และการสร้างทักษะในอนาคต
จากการจัดการเรียนรู้ในรายวิชาการอ่านและการเขียนภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ที่ผ่านมา ผู้วิจัยพบสภาพปัญหาสำคัญคือ นักเรียนส่วนใหญ่ยังไม่สามารถประสมคำได้อย่างถูกต้อง โดยมีสาเหตุหลักมาจาก "ความสับสนในเรื่องสระและการแยกแยะรูปทรงสระไม่ได้" เนื่องจากธรรมชาติของสระในภาษาไทยมีความซับซ้อน มีตำแหน่งที่อยู่รอบพยัญชนะต้น ทั้งด้านหน้า ด้านหลัง ด้านบน และด้านล่าง รวมถึงสระบางตัวยังมีการเปลี่ยนรูปและลดรูปเมื่อมีตัวสะกด ทำให้นักเรียนในวัย 6-7 ปี ซึ่งยังมีกระบวนการคิดที่ยึดรูปธรรมเป็นหลัก เกิดความสับสนเชิงทัศนภาพ (Visual Confusion) ประกอบกับการจัดการเรียนรู้แบบดั้งเดิมที่เน้นการท่องจำเชิงนามธรรม (Rote Memorization) ขัดแย้งกับธรรมชาติการทำงานของสมองของเด็กวัยนี้ ส่งผลให้นักเรียนเกิดความเครียด ละเลยความสนใจ และไม่สามารถนำคำไปประยุกต์ใช้ในบริบทที่ถูกต้องได้ การพัฒนาเชิงรุกเพื่อปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนรู้จึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนในการรักษามาตรฐานคุณภาพการศึกษาภาพรวมระดับยอดเยี่ยมของสถานศึกษาไว้
เพื่อก้าวข้ามความท้าทายดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้บูรณาการแนวคิด การเรียนรู้ที่ฐานสมอง (Brain-Based Learning : BBL) และ การเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เข้าด้วยกัน เนื่องจากหลักการของ BBL ชี้ให้เห็นว่า สมองของเด็กวัยเริ่มเรียนเรียนรู้และจดจำได้ดีที่สุดผ่านประสาทสัมผัสที่หลากหลาย (Multisensory) การใช้โค้ดสีแยกแยะระบบข้อมูล สภาวะแวดล้อมที่ผ่อนคลายแต่ท้าทาย และการเคลื่อนไหวร่างกาย (Kinesthetic Learning) เพื่อกระตุ้นสารสื่อประสาท เมื่อนำมาผสานกับการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่เปลี่ยนบทบาทของผู้เรียนจากผู้รับข้อมูล (Passive Receiver) ให้เป็นผู้ลงมือปฏิบัติ (Active Doer) ผ่านเกม กิจกรรมฐานกาย และการสร้างสรรค์คำในบริบทที่มีความหมาย จะช่วยเปลี่ยนกระบวนการท่องจำที่น่าเบื่อหน่าย ให้กลายเป็นการฝึกปฏิบัติที่สนุกสนาน และย้ายข้อมูลความรู้จากความจำระยะสั้น (Short-term Memory) ไปสู่ความจำระยะยาว (Long-term Memory) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วยเหตุผลและความจำเป็นดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้ออกแบบและพัฒนา รูปแบบการสอน B-L-E-N-D ซึ่งเป็นโมเดลการสอนที่ร้อยเรียงขั้นตอนการจัดกิจกรรมอย่างเป็นระบบ 5 ขั้นตอน ได้แก่
B (Brain Readiness) การเตรียมความพร้อมและกระตุ้นคลื่นสมอง
L (Look & Color) การใช้ทัศนภาพและโค้ดสีตรึงความจำสระ
E (Explore & Play) การสำรวจและสัมผัสรูปทรงสระผ่านประสาทสัมผัสและการเล่น
N (New Word Creation) การรังสรรค์ประสมคำใหม่เชิงรุก และ
D (Doing in Context) การนำคำไปประยุกต์ใช้ในบริบทจริง
เพื่อนำมาใช้ใน “การพัฒนาความสามารถในการแยกแยะสระและการประสมคำภาษาไทย โดยใช้รูปแบบการสอน B-L-E-N-D ร่วมกับแนวคิด Brain-Based Learning ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1” นวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยแก้ปัญหาการสะกดคำผิดและการสับสนสระของนักเรียนได้อย่างยั่งยืนเท่านั้น แต่ยังช่วยส่งเสริมเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาไทย และเป็นแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่สอดรับกับนโยบายการขับเคลื่อนโรงเรียนคุณภาพของโรงเรียนบ้านหนองโค้งสืบไป
2. วิธีการดำเนินการให้บรรลุผล
กระบวนการพัฒนาสื่อนวัตกรรมและรูปแบบการสอนครั้งนี้ ดำเนินการอย่างเป็นระบบผ่าน 5 ขั้นตอนหลัก ดังนี้
1. ขั้นวิเคราะห์ (Analysis: A)
· วิเคราะห์ปัญหา: ศึกษาข้อมูลผลสัมฤทธิ์และบันทึกหลังการสอนวิชาภาษาไทย ชั้น ป.1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนบ้านหนองโค้ง เพื่อจำแนกกลุ่มสระที่นักเรียนมักสับสนและระบุพฤติกรรมการประสมคำที่ผิดพลาด
· วิเคราะห์หลักสูตรและเนื้อหา: ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานฯ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้น ป.1 สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย เรื่องรูปและเสียงของสระ และกระบวนการแจกลูกสะกดคำ
· วิเคราะห์ผู้เรียน: ศึกษาจิตวิทยาพัฒนาการและทฤษฎีการทำงานของสมองเด็กวัย 6-7 ปี (ป.1) พบว่ามีช่วงความสนใจสั้น ตอบสนองต่อสีภาพ การสัมผัส และการเคลื่อนไหว (Kinesthetic & Visual Learners)
2. ขั้นออกแบบ (Design: D)
· ออกแบบโครงสร้างโมเดล B-L-E-N-D: วางพิมพ์เขียวแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย 5 ขั้นตอนตามแนวคิด BBL และ Active Learning
· ออกแบบสื่อประกอบการสอน: วางรูปแบบสื่อการสอนที่ตอบประสาทสัมผัส เช่น การ์ดคำแยกโค้ดสี (Color-coding), แผ่นเกมเดินฐานสระ, และนิทานสระหรรษา
· ออกแบบเครื่องมือวัดผล: ร่างแบบทดสอบวัดความสามารถในการแยกแยะสระและการประสมคำ ให้ครอบคลุมทั้งการอ่านออกเสียงและการเขียนสะกดคำ
3. ขั้นพัฒนา (Development: D)
· จัดทำนวัตกรรม: ผลิตคู่มือการใช้รูปแบบการสอน B-L-E-N-D, แผนการจัดการเรียนรู้ และชุดสื่อรูปธรรมตามที่ได้ออกแบบไว้
· ตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ: นำรูปแบบการสอน แผน และเครื่องมือวัดผล เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3-5 ท่าน (ด้านการสอนภาษาไทย ด้านสื่อนวัตกรรม และด้านการวัดประเมินผล) เพื่อประเมินความเหมาะสมและหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC)
· ปรับปรุงและทดลองใช้ (Try-out): นำนวัตกรรมมาปรับปรุงตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ แล้วนำไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้น ป.1 ที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย เพื่อหาข้อบกพร่องของสื่อและประเมินเวลาที่ใช้จริง ก่อนนำไปปรับปรุงให้สมบูรณ์
4. ขั้นทดลองใช้ (Implementation: I)
นำรูปแบบการสอน B-L-E-N-D ไปปฏิบัติการสอนจริงกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านหนองโค้ง โดยมีกระบวนการดังนี้:
· Pre-test: ทำการทดสอบก่อนเรียนเพื่อเก็บคะแนนฐานข้อมูลเดิม
· Action (5 ขั้นตอน B-L-E-N-D): จัดการเรียนรู้ตามแผน B-L-E-N-D ตั้งแต่ขั้นกระตุ้นสมอง (Brain Readiness), สร้างภาพจำด้วยสี (Look & Color), ลงมือทำผ่านเกม (Explore & Play), ประสมคำใหม่ (New Word Creation) ไปจนถึงการใช้ในบริบทจริง (Doing in Context)
· Post-test: ทำการทดสอบหลังเรียนเมื่อสิ้นสุดรอบการจัดกิจกรรม
5. ขั้นประเมินผล (Evaluation: E)
· ประเมินผลสัมฤทธิ์: นำคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนมาวิเคราะห์ทางสถิติเพื่อเปรียบเทียบพัฒนาการ
· ประเมินความพึงพอใจ: ให้นักเรียนทำแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อกิจกรรม
· ถอดบทเรียน (PLC): นำผลลัพธ์เข้าสู่กระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ของครูในโรงเรียน เพื่อแลกเปลี่ยนและบันทึกเป็นแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ของสถานศึกษา
3. ผลลัพธ์การพัฒนาที่คาดหวัง
3.1 เชิงปริมาณ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านหนองโค้ง จำนวน 25 คน มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการแยกแยะสระและการประสมคำภาษาไทย หลังเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม
3.2 เชิงคุณภาพ
นักเรียนมีทักษะกระบวนการสะกดคำและประสมคำภาษาไทย และสามารถนำคำไปประยุกต์ใช้เพื่อการอ่านและการเขียนในบริบทต่างๆ ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมตามวัย เกิดการเปลี่ยนแปลงจากวัฒนธรรมการท่องจำ สู่ ห้องเรียนเชิงรุกที่สมองเปิดรับการเรียนรู้ (Brain-Compatible Classroom) นักเรียนมีความสุข สนุกสนาน และมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาไทย
ลงชื่อ กิตติยา ยอดเงิน
(นางสาวกิตติยา ยอดเงิน)
ครูผู้ช่วย
ผู้จัดทำข้อตกลงในการพัฒนางาน
28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568