คือช่วงเวลาที่พวกเขาสามารถชนะรางวัลและได้ขึ้นยืนบนโพเดียมเสียงเพลงชาติบรรเลง พร้อมเหรียญทองที่ห้อยคออย่างภาคภูมิใจ และทันใดที่เพลงชาติจบ นักกีฬาทุกคนจะต้องทำในสิ่งที่เรียกว่า "ท่าบังคับ" ใช่เเล้วครับ พวกเขาโพสต์ท่ากับช่างภาพด้วยการ "กัดเหรียญ" 9 ใน 10 ครั้ง ไม่เคยพลาดโพสต์นี้แน่นอน ทำไมถึงเป็นแบบนั้น เรื่องที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่กลับมีอะไรซ่อนอยู่ MainStand จะร่วมหาคำตอบไปพร้อม ๆ กับคุณ
เหรียญโอลิมปิกทำมาจากอะไร ? ก่อนจะรู้ว่าเขากัดไปทำไม เราก็ควรจะมารู้กันก่อนว่าเหรียญรางวัลในโอลิมปิกมีที่มาอย่างไร ? และพวกเขากัดอะไรเข้าไป ? เพราะเหรียญคือรางวัลสำหรับนักกีฬาที่เข้าเเข่งขัน ตั้งแต่จำความได้ในโอลิมปิกยุคเก่าที่จัดในประเทศกรีซ เมื่อปี 1896 นักกีฬาผู้ชนะเลิศจะไม่ได้เหรียญทอง แต่พวกเขาจะได้เหรียญที่หลอมมาจากเงินเป็นรางวัลพร้อมกับมงกุฎช่อมะกอก ดูบอลสด การแจกเหรียญแบบ ทอง-เงิน-ทองเเดง เริ่มต้นขึ้นครั้งแรกในการแข่งขันโอลิมปิกที่ เซนต์หลุยส์ เมื่อปี 1904 หลังจากนั้นจึงมีการถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติส่งต่อกันเรื่อยมา ทองคำมีค่าที่สุด, เงินคือแร่ที่มีราคารองลงมา ขณะที่แร่ทองเเดงคือแร่ที่มีราคาถูกที่สุดในบรรดาทั้งหมด ดังนั้นจึงเอาเหรียญต่าง ๆ เหล่านี้มาเป็นตัวแทนของ ผู้ชนะ, รองชนะเลิศ และ อันดับ 3 ตามลำดับ เหรียญทอง กลายเป็นที่สนใจของชาวโลก ทอง หรือ Gold นั้นแสนจะมีค่าในอดีตกาลหรือแม้กระทั่งในทุกวันนี้ ดังนั้นเมื่อหลายคนได้ยินคำว่า "เหรียญทอง"
จากทองคำจริง ๆ หรือไม่ ? คำตอบคือ ใช่ มันทำมาจากทองจริง ๆ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะนับตั้งแต่มีการก่อตั้งคณะกรรมการโอลิมปิกสากล หรือ IOC ก็ได้มีการระบุชัดเจนว่าเหรียญรางวัลในการแข่งขันโอลิมปิก จะต้องมีส่วนประกอบของแร่เงินทั้งหมด 92.5% ส่วนสีด้านนอกอย่าง ทอง เงิน และ ทองแดง
นั้นเกิดจากการชุบสีอีกที โดย เหรียญเงิน ทำจากเงินบริสุทธิ์ ในขณะที่เหรียญทองแดง คือ ทองแดง 95 เปอร์เซ็นต์ และ สังกะสี 5 เปอร์เซ็นต์ อ่านมาถึงตรงนี้คุณอาจจะงง แล้วไหนบอกว่าทำมาจากทองคำแท้ ๆ เพราะนี่คือหนึ่งในหลักการโฆษณาที่ได้ผลเสมอ การพูดถึงสิ่งที่มีค่าที่สุดคือการทำให้คนสนใจ เมื่อได้ยินว่า "ทอง" ใครก็ตาลุก แต่จริง ๆ แล้วเหรียญทองโอลิมปิกนั้นมีทองคำบริสุทธิ์ผสมอยู่ 6 กรัมเท่านั้น ตีเป็นเงินไทยก็จะอยู่ที่ราคา 1-2 พันบาทเท่านั้น ศาสตร์แห่งการโฆษณาจะนำเสนอด้วยสิ่งที่น่าสนใจเสมอ อย่างน้อย ๆ เหรียญทองก็มีทองคำผสมจริง ๆ แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่านั้นคือวิธีการนำเสนอของเจ้าภาพแต่ละครั้ง ที่จะใส่กิมมิคต่างๆ เข้าไปเพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์และเพิ่มมูลค่าความพิเศษให้เหรียญในการแข่งขันครั้งนั้น ๆ อาทิ เหรียญทองในโอลิมปิก 2008 ที่กรุงปักกิ่ง มีความพิเศษเพื่อบ่งบอกถึงวัฒนธรรมจีน เนื่องจากมีการนำหยกจากมณฑลชิงไห่ มาประกอบเข้าไปด้วย ขณะที่ในการแข่งขันโอลิมปิกที่กรุงโตเกียว ก็มีกิมมิคของเมืองแห่งเทคโนโลยี ด้วยการทำเหรียญรางวัลที่รีไซเคิลจากขยะอิเล็กทรอนิกส์
เช่น สมาร์ตโฟน เป็นต้น ซึ่งในสมาร์ตโฟน 1 เครื่องจะมีส่วนประกอบของทองคำแท้อยู่ราว ๆ 0.048 กรัม, เเร่เงิน 0.26 กรัม และ ทองแดงอีก 12.7 กรัม ... ครบหมดทุกแร่ และครบทุกเหรียญ ถือว่าเป็นการดัดแปลงและใช้ไอเดียได้อย่างลงตัวอย่างแท้จริง เมื่อรู้ว่าพวกเขากัดเหรียญรางวัลที่ทำมาจากส่วนผสมใดบ้างแล้ว นำมาสู่คำถามต่อไปนั่นคือ ทำไม 8 หรือ 9 ใน 10 ของนักกีฬาทีได้เหรียญรางวัลจึงต้องกัดเหรียญรางวัลให้คนดูได้เห็นด้วย ? มันเกิดขึ้นเพราะอะไร ?