แนวรับและแนวต้านเป็นบริเวณราคาที่นักเทรดใช้สังเกตพฤติกรรมของตลาด แนวรับคือบริเวณที่ราคาอาจชะลอการปรับตัวลง ส่วนแนวต้านคือบริเวณที่ราคาอาจชะลอการปรับตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม ระดับเหล่านี้ไม่สามารถรับประกันได้ว่าราคาจะกลับตัวทุกครั้ง จึงควรใช้ร่วมกับข้อมูลและเครื่องมือวิเคราะห์อื่น ๆ
สำหรับผู้เริ่มต้นที่ต้องการเข้าใจการเคลื่อนไหวของราคาเพิ่มเติม สามารถศึกษาเรื่อง การอ่านกราฟแท่งเทียนสำหรับมือใหม่ เพื่อเรียนรู้วิธีอ่านกราฟและนำข้อมูลมาประกอบการวิเคราะห์แนวรับ-แนวต้าน โดยไม่ควรใช้สัญญาณจากกราฟเพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจลงทุน
แนวรับและแนวต้านช่วยให้ผู้เทรดมองเห็นบริเวณราคาที่ตลาดเคยมีปฏิกิริยาและใช้ประกอบการพิจารณาแนวโน้มหรือจุดที่ราคาอาจชะลอหรือเปลี่ยนทิศทางได้ อย่างไรก็ตาม แนวรับ–แนวต้านและ Price Action เป็นเพียงเครื่องมือวิเคราะห์ ไม่สามารถทำนายการเคลื่อนไหวของราคาหรือรับประกันผลกำไรได้
Swing High คือ จุดที่ราคาขึ้นสูงสุดในช่วงเวลานั้น ส่วน Swing Low ก็คือ จุดที่ราคาลงต่ำสุดในช่วงเวลานั้น
Swing High กับ Swing Low จะเรียกย่อ ๆ ว่า High กับ Low ก็ได้ (คนละอย่างกับ High และ Low ในกราฟแท่งเทียน)
Swing High และ Swing Low จะเห็นได้ก็ต่อเมื่อ มีแท่งเทียนประกอบกันหลาย ๆ แท่ง (มากกว่า 3 แท่ง)
Swing High และ Swing Low เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของแรงซื้อและแรงขายในตลาด เมื่อราคาขึ้นหรือลงมาถึงบางบริเวณ พฤติกรรมของผู้ซื้อและผู้ขายอาจเปลี่ยนไป ทำให้ราคาเกิดจุดสูงหรือจุดต่ำชั่วคราว ซึ่งสามารถใช้ประกอบการสังเกตโครงสร้างราคาและแนวโน้มได้
แนวโน้มเกิดจาก Swing High และ Swing Low มาประกอบกัน และที่สำคัญ แนวรับ-แนวต้าน ก็เกิดจากจุด 2 จุดนี้ด้วย
วิธีดูแนวรับ : ให้ดูที่ราคาล่าสุดแล้วมองย้อนกลับไป ถ้าเจอ Swing Low ก่อนหน้า Swing Low นี้จะเท่ากับ แนวรับ
แนวรับเป็นจุดที่ผู้คนเห็นว่าราคาไม่ควรลงไปมากกว่านี้ จึงทำการซื้อพยุงไว้ เป็นจุดที่มี Demand เข้ามา เพื่อพยุงราคาไม่ให้ต่ำลงจากราคาที่พวกเขาคิดไว้
เมื่อราคาลงมาใกล้บริเวณแนวรับ ราคาอาจชะลอการปรับตัวลงหรือเด้งกลับขึ้นได้ แต่แนวรับสามารถถูกทะลุได้เช่นกัน จึงควรพิจารณาพฤติกรรมราคาและข้อมูลอื่นประกอบก่อนตัดสินใจ
วิธีดูแนวต้าน : ให้ดูที่ราคาล่าสุดแล้วมองย้อนกลับไป ถ้าเจอ Swing High ก่อนหน้า Swing High นี้จะเท่ากับ แนวต้าน
เมื่อราคาขึ้นมาใกล้บริเวณแนวต้าน ราคาอาจชะลอการปรับตัวขึ้นหรือปรับตัวลงได้ แต่แนวต้านสามารถถูกทะลุขึ้นไปได้เช่นกัน จึงควรพิจารณาพฤติกรรมราคาและข้อมูลอื่นประกอบก่อนตัดสินใจ
ดังนั้น จะเห็นว่า พอราคาวิ่งสูงขึ้นมาที่แนวต้าน ราคามักจะเด้งกลับลงมาเสมอ เราเรียก พฤติกรรมนี้ว่า “ราคาไม่ผ่านแนวต้าน” หรือ “แนวต้าน ต้านอยู่” (Resistance Hold)
ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นหลักการหา แนวรับ-แนวต้าน เบื้องต้น ในสถานการณ์จริง ราคาสามารถวิ่งทะลุแนวต้าน หรือ วิ่งหลุดแนวรับได้ทุกเมื่อ ซึ่งเมื่อราคาวิ่งทะลุแนวต้าน หรือ หลุดแนวรับ จะเกิดพฤติกกรรมสำคัญ 2 พฤติกรรม
พฤติกรรมแรกเรียกว่า “แนวต้านกลายเป็นแนวรับ” เกิดเมื่อราคาวิ่งทะลุแนวต้านขึ้นไปได้
พฤติกรรมที่สองเรียกว่า “แนวรับกลายเป็นแนวต้าน” เกิดเมื่อราคาวิ่งหลุดแนวรับไปได้
เมื่อราคาทะลุแนวรับหรือแนวต้าน บทบาทของระดับราคาเดิมอาจเปลี่ยนไป เช่น แนวต้านเดิมอาจกลายเป็นแนวรับ หรือแนวรับเดิมอาจกลายเป็นแนวต้าน อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทุกครั้ง จึงควรสังเกตการเคลื่อนไหวของราคาและข้อมูลอื่นประกอบ
แนวรับและแนวต้านสามารถนำไปใช้ประกอบการวิเคราะห์กราฟในตลาดและกรอบเวลาต่าง ๆ ได้ แต่ลักษณะการเคลื่อนไหวของราคาอาจแตกต่างกัน จึงควรพิจารณาบริบทของตลาดและใช้ข้อมูลอื่นร่วมด้วย
Key Support แปลเป็นไทย คือ แนวรับหลัก และ Key Resistance แปลเป็นไทย คือ แนวต้านหลัก เรียกรวมกันว่า Key Levels
Key Support และ Key Resistance สามารถพิจารณาได้จากบริเวณราคาสำคัญในกรอบเวลาต่าง ๆ โดยกรอบเวลาที่ใหญ่ขึ้นอาจช่วยให้มองเห็นโครงสร้างราคาและระดับสำคัญได้ชัดเจนขึ้น
วิธีสังเกตระดับสำคัญ สามารถเริ่มจากดูกราฟในกรอบเวลาที่ใหญ่ขึ้น แล้วพิจารณาบริเวณที่ราคาเคยเกิด Swing High หรือ Swing Low หลายครั้ง จากนั้นจึงเปรียบเทียบกับราคาปัจจุบันเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการวิเคราะห์แนวรับและแนวต้าน
หลักการทุกอย่างเหมือนกับในเทคนิคที่ 1 ที่ผมเขียนไว้ ต่างกันที่เราจะดู Key Support/Key Resistance ใน TF Week
กรอบเวลาที่ใหญ่ขึ้นช่วยให้มองเห็นโครงสร้างราคาและระดับสำคัญในภาพรวมได้ง่ายขึ้น ส่วนกรอบเวลาที่เล็กลงสามารถใช้ดูรายละเอียดของการเคลื่อนไหวของราคาเพิ่มเติมได้ อย่างไรก็ตาม ไม่มีกรอบเวลาใดที่รับประกันความแม่นยำของสัญญาณ จึงควรพิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน
เมื่อเรารู้เทคนิคการหา แนวรับ-แนวต้าน เป็นแล้ว การหา แนวรับ-แนวต้าน ใน TF Day ก็ไม่ใช่เรื่องยากครับ เพราะ หลักการนั้นเหมือนกับในเทคนิคที่ 1 และ เทคนิคที่ 2 เลย ต่างกันที่ TF ที่ใช้เท่านั้น
การหา Key Levels ช่วยให้มองเห็นบริเวณราคาสำคัญในภาพรวม โดยระดับที่เห็นในกรอบเวลาที่ใหญ่ขึ้นอาจช่วยให้สังเกตโครงสร้างตลาดได้ชัดเจนขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาจะตอบสนองต่อระดับเหล่านั้นทุกครั้ง
เมื่อพบ Price Action Signal ใกล้บริเวณ Key Level สามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ได้ แต่ไม่ควรพิจารณาสัญญาณเพียงอย่างเดียว ควรดูแนวโน้ม โครงสร้างราคา และปัจจัยอื่นร่วมด้วย เพราะสัญญาณทางเทคนิคไม่สามารถรับประกันทิศทางของราคาได้
การพิจารณา Levels ในกรอบเวลารายวัน (Time Frame Day) สามารถช่วยให้เห็นโครงสร้างราคาและบริเวณสำคัญของตลาดในช่วงปัจจุบันได้ชัดขึ้น และควรใช้ร่วมกับกรอบเวลาอื่นตามวัตถุประสงค์ของการวิเคราะห์
Levels ในกรอบเวลาที่ใช้งานสามารถช่วยเป็นข้อมูลประกอบในการวางแผนจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) และจุดออก (Exit Point) ได้ แต่ควรพิจารณาความผันผวนของราคา การบริหารความเสี่ยง และแผนการเทรดร่วมด้วย
สรุป
แนวรับและแนวต้านเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ช่วยให้ผู้เริ่มต้นมองเห็นบริเวณราคาสำคัญและโครงสร้างของตลาดได้ชัดเจนขึ้น การพิจารณา Swing High, Swing Low และ Key Levels ในกรอบเวลาต่าง ๆ สามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ได้ อย่างไรก็ตาม แนวรับ–แนวต้านและ Price Action ไม่สามารถทำนายทิศทางราคาหรือรับประกันผลกำไรได้ จึงควรใช้ร่วมกับการบริหารความเสี่ยงและข้อมูลอื่นก่อนตัดสินใจเทรด