ส่วนที่ 2 ข้อตกลงในการพัฒนางานที่เป็นประเด็นท้าทายในการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน
ส่วนที่ 2 ข้อตกลงในการพัฒนางานที่เป็นประเด็นท้าทายในการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน
ประเด็นที่ท้าทายในการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนของผู้จัดทำข้อตกลง ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษต้องแสดงให้เห็นถึงระดับการปฏิบัติที่คาดหวังของวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ คือ การริเริ่ม พัฒนา การจัดการเรียนรู้และการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นหรือมีการพัฒนามากขึ้น (ทั้งนี้ประเด็นท้าทายอาจจะแสดงให้เห็นถึงระดับการปฏิบัติที่คาดหวังในวิทยฐานะที่สูงกว่าได้)
ประเด็นท้าทาย
การพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความ ด้วยการใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ออกแบบแผนภาพ ความคิด โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Method : 5E) รายวิชาภาษาไทยพื้นฐานของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเพ็ญพิทยาคม อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี
1. สภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้และและคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน
สมองมนุษย์เป็นดังเครื่องมือถักทออันแสนวิเศษ มีกระสวยวาววับนับล้าน ๆ วิ่งสานกันเป็นรูปที่สลายไปอย่างง่ายดาย เป็นรูปแบบที่แฝงไปด้วยความหมายอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ (ธัญญา ผลอนันต์และนภดล จำปา , 2552) ทำให้เกิดเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีการติดต่อสื่อสารกันอย่างรวดเร็ว มีการใช้เครื่องมือสื่อสาร ในการค้นคว้าหาความรู้ ในอีกมุมหนึ่งมนุษย์ยังมีการค้นคว้าหาความรู้จากเครื่องมือสื่อสารประเภทต่างๆ อาทิ หนังสือ หนังสือพิมพ์ วารสาร ฯลฯ ซึ่งเป็นการรับข้อมูลพื้นฐานของมนุษย์ นอกจากนี้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามามีบทบาทในสังคมไทย ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ทุกเพศ ทุกวัยจนอาจกล่าวได้ว่าเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้วนั้น อาจหมายถึงคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ ซึ่งหากใช้อย่างสร้างสรรค์ก็จะเป็นประโยชน์กับผู้ใช้ ทั้งด้านการศึกษาและการเรียนรู้
(ธนพล อินทร์วงศ์, เข้าถึงเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2558)
การจัดการศึกษาของไทยตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ.2566 – 2570) ที่ได้กำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศโดยพัฒนาการจัดการเรียนรู้แนวใหม่และขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถจัดการตนเอง มีความสามารถในการสื่อสาร สามารถรวมพลังทำงานเป็นทีม มีการคิดขั้นสูงด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุก และขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติโดยนำร่องกับสถานศึกษาที่มีความพร้อม และมีมหาวิทยาลัยในพื้นที่สนับสนุนความรู้และความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2565) สามารถเพิ่มศักยภาพของมนุษย์และส่งเสริมผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้โดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติจริงสามารถเรียนได้ด้วยตนเองมีวิจารณญาณ สามารถนำความคิดสร้างสรรค์ไปปรับเปลี่ยนวิธีการแก้ปัญหา สามารถที่จะอยู่ได้ในสังคมอย่างฉลาดและเป็นสุข (ดร.อำรุง จันทวานิช , 2546)
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2553 มาตรา 24 (2553 : 7) ระบุว่า การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา จากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาตินี้ทำให้สถานศึกษาต้องสอนทักษะการคิดให้แก่ผู้เรียน โดยจัดกระบวนการเรียนรู้ที่จำเป็นเน้นให้นักเรียนได้เรียนรู้ด้วยสมอง ด้วยกาย และด้วยใจ เพื่อให้นักเรียนเป็นผู้สร้างความรู้ผ่านกระบวนการคิดด้วยตนเอง โดยมีการเชื่อมโยงกับธรรมชาติจินตนาการความงามปัญญาและฐานความจริง (กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ,2546)
ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำให้สามารถประกอบกิจธุระ การงานและดำรงชีวิตร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือ
ในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศต่างๆ เพื่อพัฒนาความรู้ พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ด้านวัฒนธรรม ประเพณี และสุนทรียภาพ เป็นสมบัติล้ำค่าควรแก่การเรียนรู้ อนุรักษ์ และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป และได้กำหนดให้วิชาภาษาไทยมี5 สาระเรียนรู้ คือ 1. การอ่าน 2. การเขียน 3. การฟัง การดูและการพูด 4. หลักการใช้ภาษาไทย 5. วรรณคดีและวรรณกรรม (กระทรวงศึกษาธิการ , 2551 : 37)
และในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กล่าวถึงทักษะการคิดว่า นโยบายกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาเยาวชนของชาติเข้าสู่โลกยุคศตวรรษที่ 21 โดยมุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนมีคุณธรรม รักความเป็นไทยมีทักษะการคิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาเยาวชนของชาติเข้าสู่โลกยุคศตวรรษที่ 21 โดยมุ่งส่งเสริมให้กับผู้เรียนมีคุณธรรม รักความเป็นไทย มีทักษะการคิดวิเคราะห์คิดสร้างสรรค์ มีทักษะด้านเทคโนโลยี สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่น และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมโลกได้ อย่างสันติ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) ผลการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษา สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) พบว่าด้านผู้เรียนในมาตรฐานที่ 4 ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบคิดสร้างสรรค์ ตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างมีสติสมเหตุสมผลอยู่ในเกณฑ์ขั้นต่ำ เด็กไทยก็มีความสามารถด้านการคิดในระดับต่ำ จากข้อมูลดังกล่าวจึงถือว่าเป็นจุดอ่อน ในการจัดการศึกษาของไทย ถึงแม้จะมีความพยายามทำมาเป็นเวลานานแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะการคิดในระดับสูงขึ้น มีเพียงการสอนเพื่อจำและเข้าใจเท่านั้น (วราวรรณ จันทรนุวงศ์. 2557, หน้า 1 – 2) ไม่ได้เป็นการสอนที่สอดคล้องกับการทำงานของสมอง
ผู้วิจัยได้ค้นหาวิธีการพัฒนาการเรียนรู้ด้านการอ่านจับใจความของนักเรียน นักเรียนยังไม่สามารถอ่านจับใจความจากการอ่านจากสื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ สื่อโทรทัศน์ ได้ ผู้วิจัยจึงเห็นความสำคัญต่อการอ่านจับใจความสำคัญ โดยผู้วิจัยเห็นว่าการใช้ OK5R เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความ เป็นนวัตกรรมในการสร้างกระบวนการเรียนรู้แก่นักเรียนจะทำให้นักเรียนได้มีแนวการอ่านจับใจความสำคัญและสร้างองค์ความรู้จากสิ่งที่อ่านได้จากการศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่าเทคนิคการสร้างแผนภาพความคิดเป็นวิธีการหนึ่งซึ่งสามารถช่วยให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านสูงขึ้น สุวิทย์ มูลคำ และ อรทัย มูลคำ (2544) ได้กล่าวว่า แผนภาพความคิด (Mind Mapping) เป็นการนำเอาทฤษฎีเกี่ยวกับสมองไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การเขียนแผนภาพความคิดเกิดจากการใช้ทักษะทั้งหมดของสมอง สามารถช่วยคิด จำ บันทึก เข้าใจเนื้อหา การนำเสนอข้อมูล และช่วยแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องที่สนุกสนาน มีชีวิตชีวายิ่งขึ้น มีประโยชน์มากทั้งในชีวิตประจำวันและชีวิตการทำงาน ผู้ใหญ่และเด็กสามารถทำได้เช่นกัน อยู่ที่การฝึกฝนจนเกิดความเคยชิน แผนผังความคิดจะเป็นการนำเสนอที่ทำให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจในการอ่าน การเรียนรู้ เพิ่มการมีเหตุผล สามารถฝึกได้ในทุกเรื่องไม่มีข้อจำกัดใด ๆ ทั้งสิ้น ชาตรี เกิดธรรม (2545) กล่าวว่าแผนภาพความคิด (Mind Mapping) เป็นการแสดงโครงสร้างของการคิด กระบวนการคิดและความสัมพันธ์ของกระบวนการคิดตั้งแต่ต้นจนจบ ช่วยให้มองเห็นภาพรวมของความคิดและเค้าโครงของความคิด ในเรื่องที่กำลังคิด ทำให้มองเห็นความสัมพันธ์ของความคิด ทำได้โดยเขียนความคิดหลักไว้ตรงกลางและโยงเส้นให้สัมพันธ์กับความคิดรอง ความคิดย่อยและความคิดที่แยกย่อยที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน ก็สามารถขยายไปได้อีกไม่มีทิศทางที่กำหนดตายตัว
จากการจัดการเรียนการสอนรายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง การอ่านจับใจความพบว่านักเรียนประสบปัญหาในการสรางองคความรูดวยตนเองขาดทักษะการอ่านจับใจความ ดังนั้นครูผู้สอนจึงจัดทำข้อตกลงในการพัฒนางานในประเด็นที่ท้าทาย โดยการพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความ ด้วยการใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ออกแบบแผนภาพความคิด โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Method : 5E) รายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเพ็ญพิทยาคม อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งมี 5 ขั้นตอน ดังนี้
1) ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) เป็นการนำเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจซึ่งเกิดขึ้นจากความสงสัย หรืออาจเริ่มจากความสนใจของตัวนักเรียนเองหรือเกิดจากการอภิปรายภายในกลุ่ม เรื่องที่น่าสนใจอาจมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในช่วงเวลานั้น หรือเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่เพิ่งเรียนรู้มาแล้ว เป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนสร้างคำถาม กำหนดประเด็นที่ศึกษา ในกรณีที่ไม่มีประเด็นใดที่น่าสนใจ ครูอาจให้ศึกษาจากสื่อต่างๆ หรือเป็นผู้กระตุ้นด้วยการเสนอด้วยประเด็นขึ้นมาก่อน แต่ไม่ควรบังคับให้นักเรียนยอมรับประเด็นหรือคำถามที่ครูกำลังสนใจเป็นเรื่องที่จะใช้ศึกษา เมื่อมีคำถามที่น่าสนใจและนักเรียนส่วนใหญ่ยอมรับให้เป็นประเด็นที่ต้องการศึกษาจึงร่วมกันกำหนดขอบเขตและแจกแจงรายละเอียดของเรื่องที่จะศึกษาให้มีความชัดเจนมากขึ้น อาจรวมทั้งการรับรู้ประสบการณ์เดิม หรือความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ที่จะช่วยให้นำไปสู่ความเข้าใจเรื่องหรือประเด็นที่จะศึกษามากขึ้น และมีแนวทางที่ใช้ในการสำรวจตรวจสอบอย่างหลากหลาย
2) ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) เมื่อทำความเข้าใจในประเด็นหรือคำถามที่สนใจจะศึกษาอย่างถ่องแท้แล้ว ก็มีการวางแผนกำหนดแนวทางสำหรับการตรวจสอบตั้งสมมติฐาน กำหนดทางเลือกที่เป็นไปได้ ลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศ หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ วิธีการตรวจสอบอาจทำได้หลายวิธี เช่นทำการทดลอง
ทำกิจกรรมภาคสนาม การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อช่วยสร้างสถานการณ์จำลอง (Simulation) การศึกษาหาข้อมูลจากเอกสารอ้างอิงหรือจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลอย่างเพียงพอที่จะใช้ในขั้นต่อไป
3) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) เมื่อได้ข้อมูลอย่างเพียงพอจากการสำรวจตรวจสอบแล้ว จึงนำข้อมูลข้อสนเทศที่ได้มิเคราะห์ แปลผล สรุปผลและนำเสนอผลที่ได้ในรูปต่าง ๆ เช่น บรรยายสรุป สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ หรือรูปวาด สร้างตาราง ฯลฯ การค้นพบในขั้นนี้อาจเป็นไปได้หลายทาง เช่น สนับสนุนสมติฐานที่ตั้งไว้ โต้แย้งกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ หรือไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ได้กำหนดไว้ แต่ผลที่ได้จะอยู่ในรูปใดก็สามารถสร้างความรู้และช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้
4) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) เป็นการนำความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับความรู้เดิมหรือความคิดที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติมหรือนำแบบจำลองหรือข้อสรุปที่ได้ไปใช้อธิบายสถานการณ์หรือเหตุการณ์อื่น ๆ ถ้าใช้อธิบายเรื่องต่าง ๆ ได้มากก็แสดงว่าข้อจำกัดน้อย ซึ่งจะช่วยให้เชื่อมโยงกับเรื่องต่าง ๆ และทำให้เกิดความรู้กว้างขวางขึ้น
5) ขั้นประเมิน (Evaluation) เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่าง ๆ ว่านักเรียนมีความรู้อะไรบ้าง อย่างไร และมากน้อยเพียงใด จากขั้นนี้จะนำไปสู่การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่น ๆการนำความรู้หรือแบบจำลองไปใช้อธิบายหรือประยุกต์ใช้กับเหตุการณ์หรือเรื่องอื่น ๆ จะนำไปสู่ข้อโต้แย้งหรือข้อจำกัดซึ่งจะก่อให้เกิดประเด็นหรือคำถาม หรือปัญหาที่จะต้องสำรวจตรวจสอบต่อไป ทำให้เกิดเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ จึงเรียกว่า Inquiry cycle กระบวนการสืบเสาะหาความรู้จึงช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ทั้งเนื้อหาหลักและหลักการ ทฤษฎี ตลอดจนลงมือปฏิบัติ เพื่อให้ได้ความรู้ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการเรียนต่อไป
2. วิธีการดำเนินการให้บรรลุผล
1. ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษา เพื่อออกแบบหน่วยการเรียนรู้ตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด
2. ศึกษาการจัดการเรียนรู้ตามการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5E
3. ใช้กระบวนการ PLC ร่วมแก้ไขปัญหา พัฒนา และปรับปรุง
4. สร้าง/พัฒนาสื่อ นวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ
5. ออกแบบและสร้างเครื่องมือวัดผลประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ น่าเชื่อถือ สอดคล้องเหมาะสมตรงตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด
6. นำสื่อ นวัตกรรมไปทดลองใช้ และนำผลที่ได้มาพัฒนาปรับปรุงให้มีความน่าสนใจ เข้าใจง่าย และนักเรียนสามารถใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ออกแบบแผนภาพ
ความคิด เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง รายงานการสร้างและใช้สื่ออย่างเป็นระบบ
7. เก็บรวบรวมข้อมูลจากการแก้ปัญหา เพื่อนำผลมาวิเคราะห์ สรุปประเมินคุณค่าและจัดทำเป็นข้อมูลสารสนเทศ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนและพัฒนาคุณภาพการศึกษาต่อไป
จากวิธีการดำเนินการให้บรรลุผลดังกล่าวข้างต้นสามารถสรุปเป็นขั้นตอนได้ดังภาพ
3. ผลลัพธ์การพัฒนาที่คาดหวัง
1. เชิงปริมาณ
- นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ ด้วยการใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ออกแบบแผนภาพความคิด โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Method : 5E) มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
- ดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความ ด้วยการใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ออกแบบแผนภาพความคิด โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Method : 5E) เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 50 - นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีทักษะการการสืบเสาะหาความรู้การอ่าน
จับใจความ เรื่อง การอ่านจับใจความ ด้วยการใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ออกแบบแผนภาพความคิด โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Method : 5E) ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 75
- นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจต่อการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ ด้วยการใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ออกแบบแผนภาพความคิด โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Method : 5E) โดยรวมอยู่ในระดับมาก
2. เชิงคุณภาพ
- นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีทักษะการอ่านจับใจความ ด้วยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ออกแบบแผนภาพความคิด โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Method : 5E) สามารถนำความรู้จากการเรียนไปเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาและการตัดสินใจในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ถูกต้อง
เหมาะสม
4. การทดลองใช้ (Implementation)
- นำรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาแล้ว ไปใช้กับกลุ่มทดลอง เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
5. การเก็บรวบรวมข้อมูล (Data Collection)
- การทดสอบก่อนและหลังเรียน: เพื่อวัดความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
- แบบสอบถามและการสัมภาษณ์: เพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการใช้ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการจัดการเรียนรู้
- การวิเคราะห์ข้อมูลจาก AI-based Assessment: ดูพัฒนาการของผู้เรียนในด้านทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา
- วิเคราะห์เชิงปริมาณ: ใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (คะแนน Pre-test และ Post-test) และแบบสอบถามความพึงพอใจ เช่น ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐาน (t-test)
- วิเคราะห์เชิงคุณภาพ: วิเคราะห์จากการสัมภาษณ์และการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน
6. การสรุปผลและการรายงาน (Conclusion and Reporting)
- สรุปผลการวิจัย เพื่อดูว่า การอ่านจับใจความ ด้วยการใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ออกแบบแผนภาพความคิด โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้(Inquiry Method : 5E) แก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่
- จัดทำรายงานผลการวิจัย และนำเสนอผลที่ได้ในการประชุมหรือสัมมนาทางวิชาการ
- นำเสนอแนวทางในการพัฒนาต่อยอดรูปแบบการเรียนรู้ที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้ครอบคลุมเนื้อหาวิชา อื่นๆ
- เผยแพร่ผลการวิจัยผ่านสื่อออนไลน์ บทความวิชาการ หรือวารสารการศึกษา