ผู้จัดทำข้อตกลง
ผู้จัดทำข้อตกลง
ส่วนที่ 1 ข้อตกลงในการพัฒนางานตามมาตรฐานตำแหน่ง
ภาระงาน จะมีภาระงานเป็นไปตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด
งานที่จะปฏิบัติตามมาตรฐานตำแหน่ง ครู
ด้านการจัดการเรียนรู้
ด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการเรียนรู้
ด้านการพัฒนาตนเองและวิชาชีพ
ส่วนที่ 2 ข้อตกลงในการพัฒนางานที่เป็นประเด็นท้าทาย
ประเด็นท้าทาย
เรื่อง ประเด็นท้าทาย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของผู้เรียนในรายวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง ลมบก ลมทะเล
ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนป่าไม้อุทิศ 4 โดยใช้แนวทางโรงเรียนสอนคิด (Thinking School)
1. สภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้ และปัญหาของผู้เรียน
จากการจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 พบว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ เนื่องจากนักเรียนยังไม่สามารถสรุปองค์ความรู้ที่ได้จากกระบวนการจัดการเรียนรู้ในรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ ดังนั้นครูผู้สอน จึงจัดทำข้อตกลงในการพัฒนางานประเด็นท้าทาย การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอน โดยใช้แผนสอนคิดตามแนวทางโรงเรียนสอนคิด (Thinking School) ประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการเรียนการสอน หลักการตอบสนอง ระบบสังคม สิ่งสนับสนุน สาระความรู้ และสิ่งส่งเสริมการเรียนรู้ ทั้งนี้กระบวนการเรียนการสอนมี 4 ขั้นตอนประกอบด้วย ขั้นที่ 1 Do Now (D) เพื่อกระตุ้นความสนใจจากผู้เรียน ขั้นที่ 2 Purpose (P) แจ้งจุดประสงค์ สร้างความกระจ่างทั้งต่อครูและนักเรียนในเรื่องที่จะเรียนรู้ ทิศทางการเลือกข้อมูล เนื้อหา ขั้นที่ 3 Work Mode (W) ปฏิบัติกิจกรรมนำเข้าสู่เนื้อหาในหลักสูตรด้วยเครื่องมือสอนคิด การสำรวจ ทดลอง ค้นหา และรวบรวมข้อมูล นำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจและค้นหามาวิเคราะห์ แปลผลสรุปและอภิปราย พร้อมทั้งนำเสนอผลงานในรูปแบบต่างๆ ขั้นที่ 4 Reflective Thinking (R) การคิดแบบสะท้อนกลับ เพื่อตรวจสอบความรู้ความเข้าใจ ผลการตรวจสอบรูปแบบการเรียนการสอน ซึ่งครูผู้สอนได้ใช้เทคนิคที่หลากหลาย เพื่อกระตุ้นสมองของนักเรียน ดังนั้นการสอนที่ดี ต้องสอดคล้องกับการที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามเป้าหมายของการศึกษานั้น ขึ้นอยู่กับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนมีความสนุกสนานเกิดความสุขในการเรียนรู้ตามรูปแบบที่ตนถนัด รวมทั้งยังมีโอกาสพัฒนาความสามารถด้านอื่น ๆ ที่ตนเองไม่ถนัดด้วยวิธีการหลากหลายอีกด้วย โดยอาจเริ่มจากรู้จักผู้เรียนเป็นรายบุคคลแล้ววางแผนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับลักษณะของผู้เรียน รวมทั้งสร้างโอกาสให้เขาได้พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก่อให้เกิดการกำหนดค่าเป้าหมายผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตรงตามสภาพจริง
ผู้สอนจึงสนใจที่จะเพิ่มคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการพัฒนาจัดการเรียนการเรียนการสอนแบบ Active learning โดยใช้แผนการสอนคิด ที่กำหนดกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ Do now (ขั้นนำ) Purpose (ขั้นกำหนดเป้าหมาย) Work mode (ขั้นสอน) Reflective Thinking (ขั้นสรุป) และใช้เครื่องมือสอนคิดในการวัดและประเมินผลวิชาวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 การเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ กระตุ้นให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง สามารถ เชื่อมโยงองค์ความรู้จากเนื้อหาในบทเรียนและสามารถสรุปประเด็นที่สำคัญ จนสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและแก้ปัญหาได้ รวมทั้งมีผลสัมฤทธิ์ทางวิทยาศาสตร์ที่สูงขึ้น
2. วิธีการดำเนินการให้บรรลุผล
2.1 ศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานแกนกลางและหลักสูตรผู้เรียนต้องรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
2.2 ออกแบบกิจกรรมการจัดการเรียนรู้รายวิชา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดำเนินการสอน โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบแผนสอนคิด
2.3 สร้างแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ และทดสอบก่อนเรียน (Pretest) โดยใช้แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์
2.4 เมื่อสิ้นสุดการสอนตามกำหนดแล้ว จึงทำการทดสอบหลังเรียน (Posttest) โดยใช้แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ชุดเดิม
2.5 นำผลคะแนนจากการตรวจแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ที่ได้มาวิเคราะห์ โดยใช้วิธีการทางสถิติ
3. ผลลัพธ์การพัฒนาที่คาดหวัง
เชิงปริมาณ
นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบแผนสอนคิด มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง ลมบก ลมทะเล ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม
เชิงคุณภาพ
ผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง ลมบก ลมทะเลที่สูงขึ้น มีความกระตือรือร้นในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง สามารถเชื่อมโยงความรู้จากเนื้อหาในบทเรียนและสรุปประเด็นที่สำคัญได้
ประเด็นท้าทาย
เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง แรงลัพธ์และแรงเสียดทาน
โดยใช้แบบฝึกทักษะพัฒนาการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนป่าไม้อุทิศ 4
1. สภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้ และปัญหาของผู้เรียน
วิชาวิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน เนื้อหาวิชาวิทยาศาสตร์ในระดับประถมศึกษามีจุดมุ่งหมายเพื่อปลูกฝังความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ หลักการ และกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ รวมทั้งเสริมสร้างทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เช่น การสังเกต การทดลอง และการอธิบายเหตุผล ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้
จากการจัดการเรียนการสอนที่ผ่านมา พบว่า นักเรียนหลายคนมีความเข้าใจในเนื้อหาเรื่อง “แรงลัพธ์และแรงเสียดทาน” ค่อนข้างต่ำ เนื่องจากเป็นเนื้อหาที่ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจเชิงทฤษฎีและการประยุกต์เชิงปฏิบัติ อีกทั้งรูปแบบการสอนที่เน้นการบรรยายเพียงอย่างเดียวอาจไม่ดึงดูดความสนใจของนักเรียน ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่หลักสูตรกำหนด
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงมีแนวคิดในการพัฒนาและใช้ แบบฝึกทักษะพัฒนาการเรียนรู้ ที่เน้นกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ให้นักเรียนได้ลงมือทำ ฝึกคิด วิเคราะห์ และทดลองจริง ผ่านโจทย์และกิจกรรมที่สอดคล้องกับชีวิตประจำวัน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความเข้าใจเชิงลึกและทำให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนมากขึ้น
2. วิธีการดำเนินการให้บรรลุผล
1. จัดเตรียมเอกสารต่าง ๆ ในการทำวิจัยผู้จัดทำได้หาแบบฝึกทักษะพัฒนาการเรียนรู้ ไปทดลองกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 จำนวน 37 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568
2. ใช้แบบฝึกทักษะพัฒนาการเรียนรู้ ก่อนที่ผู้จัดทำจะนำแบบฝึกทักษะพัฒนาการ เรียนรู้ไปใช้นั้น ได้ชี้แจงให้นักเรียนทราบขั้นตอนให้เข้าใจตรงกันเสียก่อนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาและ ข้อบกพร่องมีรายละเอียดดังนี้
2.1 ชี้แจงวัตถุประสงค์ วิธีใช้แบบฝึกทักษะพัฒนาการเรียนรู้แก่นักเรียนให้เข้าใจ ขั้นตอนก่อน
2.2 ขั้นประกอบกิจกรรม โดยให้นักเรียนมีบทบาทในการปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงจุดประสงค์ที่วางไว้
2.3 ขั้นสรุป เป็นการสรุปความเข้าใจของนักเรียนในเรื่องนั้น
2.4 ทำแบบทดสอบท้ายบท
3. รวบรวมและสรุปผลการวิจัย นำข้อมูลที่ได้จากการทำแบบทดสอบก่อนเรียนและ แบบทดสอบหลังเรียนมาสร้างตารางเปรียบเทียบคะแนนสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนของ นักเรียนรายบุคคลมา เพื่อดูพัฒนาการของนักเรียนและจุดบกพร่อง ตลอดจนหาผลต่างและหาค่าร้อยละ ของความก้าวหน้า
3. ผลลัพธ์การพัฒนาที่คาดหวัง
เชิงปริมาณ
นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 1 ห้อง โรงเรียนป่าไม้อุทิศ 4 จังหวัดตาก จำนวน 38 คน ได้รับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง แรงลัพธ์และแรงเสียดทาน โดยใช้แบบฝึกทักษะพัฒนาการเรียนรู้สูงขึ้น คิดเป็นร้อยละ 80 และผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ในระดับมากร้อยละ 90
เชิงคุณภาพ
นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 1 ห้อง โรงเรียนป่าไม้อุทิศ 4 จังหวัดตาก จำนวน 38 คน สามารถนำความรู้ที่ได้จากการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง แรงลัพธ์และแรงเสียดทาน โดยใช้แบบฝึกทักษะพัฒนาการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ไปปรับใช้กับชีวิตประจำวัน
ขอขอบคุณที่ปรึกษาในการพัฒนาเว็บไซต์ PA Online