Research Publication
แหล่งรวบรวมข้อมูลสำหรับการตีพิมพ์บทความวิจัย และเผยแพร่ผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์ของนิสิตหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยบูรพา
ขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดรับนิสิตใหม่สำหรับปีการศึกษา 2569
แหล่งรวบรวมข้อมูลสำหรับการตีพิมพ์บทความวิจัย และเผยแพร่ผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์ของนิสิตหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยบูรพา
วิภาวี สุขสำราญ และ ภัทรมน สาตรักษ์ (2567) ปัญหาทางด้านกฎหมายในสิทธิที่ดินทำกินของชนพื้นเมืองในประเทศไทย: ศึกษากรณีกะเหรี่ยงแก่งกระจาน, วารสารการเมือง การบริหารและกฎหมาย 16(2), 1-24 (TCI 2 & Peer 3)
ธิดารัตน์ หิรัญวงศ์ และ พิมพ์กมล กองโภค (2567) ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ : ศึกษากรณีการใช้รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ, บทบัณฑิตย์. 80(4), 130-159 (TCI 2 & Peer 3)
ทรงสรร ศรีจำรัส และ อรรัมภา ไวยมุกข์ (2566) ปัญหาการปรับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 เพื่อวินิจฉัยความเป็นบิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมายของเด็กที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทน. วารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 41(2) , 143-174 (TCI 2 & Peer 3)
จุฑาทิพย์ สานุทิศ และ อรรัมภา ไวยมุกข์ (2565) ปัญหาความรับผิดทางอาญาของอนุญาโตตุลาการในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545. วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ. 5(3), 85-97 (TCI-2)
ชลชญา วงศ์ชญาอังกูร และอรรัมภา ไวยมุกข์ (๒๕๖๒). ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราระหว่างคู่สมรส. วารสารการเมือง การบริหาร และกฎหมาย, ๑๑(๑), ๓๑๓-๓๓๑.
บทคัดย่อ
การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2550 มีวัตถุประสงค์เพื่อยกเลิกข้อยกเว้นความรับผิดให้แก่สามีที่ข่มขืนกระทำชำเราภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมุ่งให้เกิดความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันและเพื่อเป็นการคุ้มครองคู่สมรสฝ่ายที่ถูกกระทำให้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และเพื่อแก้ไขปัญหาการ เลือกปฏิบัติระหว่างเพศและขจัดความรุนแรงที่กระทำต่อผู้หญิง ผลการศึกษาพบว่ากฎหมายดังกล่าวยังมีความบกพร่องบางประการซึ่งสมควรได้รับการ แก้ไข ดังต่อไปนี้ ประการที่หนึ่ง ควรบัญญัตินิยาม “ความยินยอม”ที่จะท าให้ขาดองค์ประกอบ ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 ให้ชัดเจนเป็นลายลักษณ์ อักษร ประการที่สอง ควรบัญญัติให้ขอบเขตคำว่า“คู่สมรส”ตามมาตรา 276 วรรคสี่ ให้หมายความ รวมถึงคู่สมรสที่มิได้จดทะเบียนสมรสด้วยในลักษณะเดียวกันกับพระราชบัญญัติคุ้มครอง ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นกลไกคุ้มครองบุคคลที่ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวเช่นเดียวกันและประการที่สาม ในกรณีคู่สมรสเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 277 เพื่อให้สอดคล้องเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับมาตรา 276 วรรคสี่
นภัสรา ฉัตรแก้วโพธิ์ทอง, ชัชชม อรรฆภิญญ์ (2561), ปัญหาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบังคับใช้ พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบ เรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535, วารสารการเมือง การบริหารและกฎหมาย, 10(1), 247-270
บทคัดย่อ
ประเทศไทยมีกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอยู่มากมายหลายฉบับ รวมทั้งพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่มีความเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน แต่ประชาชนมิได้ให้ความสำคัญ จึงทำให้การบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ ไม่มีประสิทธิภาพ จากการศึกษาพบว่า พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 มีบทบัญญัติที่มีความเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชนมากจนเกินไป จึงทำให้ไม่มีการบังคับใช้กันอย่างจริงจังเท่าที่ควร สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่ส่งผลให้พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวไม่ได้รับความสนใจในการบังคับใช้กฎหมายก็คือ พระราชบัญญัตินี้มีบทลงโทษเพียงโทษปรับเล็กน้อย ซึ่งทำให้ประชาชนไม่มีความเกรงกลัวที่จะฝ่าฝืนบทบัญญัติของพระราชบัญญัติฉบับนี้สำหรับในส่วนภาครัฐ จากการศึกษาพบว่า เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจบังคับใช้พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวมักยังเพิกเฉยต่อการใช้อำนาจที่มี ซึ่งส่งผลให้เป็นการสนับสนุนให้ประชาชนกระทำความผิดตาม พระราชบัญญัติฉบับนี้ ในการแก้ปัญหาควรปลูกฝังเรื่องการให้ความสำคัญเรื่องของสิ่งแวดล้อมให้แก่ ประชาชนทราบว่าสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตเพียงใดและเผยแพร่ให้ประชาชนรู้ว่ามีบทบัญญัติกำหนดการกระทำที่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ และมีมาตรการจูงใจต่างๆ รวมทั้งโทษ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ควรมีการเพิ่มเติมโทษปรับให้มากขึ้น เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนมีความเกรงกลัวและปฏิบัติตามกฎหมายมากขึ้น ในส่วนของภาครัฐ ควรมีการเพิ่มรางวัลนำจับให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วย
มานิตา มัตนาวี, ชัชชม อรรฆภิญญ์ (2560), มาตรการทางกฎหมายในการกำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง , วารสารการเมือง การบริหารและกฎหมาย, 9(2), 513-547.
บทคัดย่อ
มาตรการทางกฎหมายในการกำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครอง ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เป็นมาตรการในการสงวนรักษาไว้ซึ่ง ความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเลและช่วยแก้ไข ปัญหาวิกฤตการณ์ความเปลี่ยนแปลงและความเสื่อมโทรมของทรัพยากร ทางทะเลและชายฝั่งโดยวิธีการและขั้นตอนตามกฎหมาย ในระยะเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยบังคับใช้กฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเขตพื้นที่ และมาตรการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งควบคู่ไปกับพระราชบัญญัติ ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. 2558 ซึ่งกฎหมายฉบับอื่น ๆ เหล่านั้น มีมาตรการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและ ชายฝั่งอยู่กระจัดกระจายกัน ทำให้เกิดความทับซ้อนกันในการบังคับใช้กฎหมาย ระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ส่งผลให้การคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ขาดการบูรณาการอย่างครบถ้วนและก่อให้เกิดปัญหาด้านประสิทธิภาพและ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นระบบ จึงทำให้ไม่มีความเป็นเอกภาพ ก่อให้เกิด ความสับสนในหน่วยงานของภาครัฐ ประชาชน และผู้มีส่วนได้เสียอื่น ๆ จากการศึกษามาตรการทางกฎหมายในการกำหนดเขตพื้นที่และ มาตรการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งตามพระราชบัญญัติส่งเสริม การบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. 2558 พบว่า แม้หลักการ เหตุผล และสาระสำคัญของพระราชบัญญัติฉบับนี้จะมีความเหมาะสมก็ตาม แต่ก็ยังมีบทบัญญัติบางมาตราหรือบางส่วนของบางมาตราที่ยังไม่มี ความเหมาะสม ขาดความชัดเจน และก่อให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่และ การตีความกฎหมาย และส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการ การบํารุงรักษา การอนุรักษ์ การฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และการป้องกัน การกัดเซาะชายฝั่ง รวมทั้งการมีส่วนร่วมของประชาชน
ผู้เขียนจึงขอเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยการแก้ไข เพิ่มเติมบทบัญญัติบางมาตราหรือบางส่วนของบางมาตราของพระราชบัญญัติ ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. 2558 ในเรื่องที่ เกี่ยวข้องกับขอบเขตการบังคับใช้กฎหมาย มาตรการทางกฎหมายในการ กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งและ การกำหนดโทษจำคุก เพื่อให้พระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลบังคับใช้ได้อย่าง มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น และเพื่อให้ประเทศไทยได้มี กฎหมายกลางที่เป็นกฎหมายแม่บทเกี่ยวกับการบริหารจัดการและการคุ้มครอง ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่สอดคล้องกับข้อตกลงระหว่างประเทศ ภายใต้ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพและอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 ที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็น ภาคีสมาชิก
สุกัญญา ยุพาพินท์, อุทัย อาทิเวช (2559), มาตรการทางกฎหมายในการแก้ไขปัญหาการใช้อุปกรณ์สื่อสารขณะขับขี่ยานพาหนะ, วารสารการเมือง การบริหารและกฎหมาย, 8(2), 547-578
บทคัดย่อ
การศึกษาเรื่อง มาตรการทางกฎหมายในการแก้ไขปัญหาการใช้อุปกรณ์สื่อสารขณะขับขี่ยานพาหนะ เป็นการวิจัยเชิงเอกสารที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาถึงมาตรการลงโทษและการดำเนินคดีความผิดเกี่ยวกับกฎหมายห้ามใช้อุปกรณ์สื่อสารในขณะขับขี่ยานพาหนะตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2551 ตลอดจนสภาพปัญหาและข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น เพื่อหาแนวทางมาตรการต่างๆ ที่จะนำมาปรับปรุงแก้ไขให้มีความสอดคล้องเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของกฎหมาย และมีความทันสมัยต่อสภาพสังคมในปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นการป้องกันการกระทำความผิดที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ในการวิจัยได้รวบรวมเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายจราจรทางบก โดยเฉพาะบทบัญญัติกฎหมายหรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการใช้อุปกรณ์สื่อสารขับขี่ยานพาหนะ จากนั้นจึงวิเคราะห์ปัญหาแล้วนำเสนอความคิดเบื้องต้นในการแก้ไขปัญหาการใช้อุปกรณ์สื่อสารขณะขับขี่ยานพาหนะ โดยมีการศึกษากฎหมายต่างประเทศ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในประเด็นดังกล่าวอีกด้วย ผลการวิจัย พบว่า ความผิดสำหรับการใช้อุปกรณ์สื่อสารขณะขับขี่ยานพาหนะ ตามพระราชบัญญัติจราจรพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 นี้ เป็นความผิดลหุโทษซึ่งสามารถยุติได้ในชั้นเจ้าพนักงานโดยการลงโทษปรับซึ่งการปรับตามความผิดนี้นั้น มีจำนวนค่าปรับที่น้อยเกินไป จึงไม่สามารถช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ขับขี่ได้ ประกอบกับเนื้อหาของบทบัญญัตินี้ ยังไม่มีความชัดเจนและมีความครอบคลุมเพียงพอถึงเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากในบทบัญญัติดังกล่าวได้ระบุไว้เฉพาะโทรศัพท์เคลื่อนที่เท่านั้นโดยไม่ได้กล่าวถึงอุปกรณ์สื่อสารชนิดอื่นๆ เอาไว้ด้วย ซึ่งต้องยอมรับว่าการติดต่อสื่อสารในสังคมปัจจุบันนี้ไม่เป็นแต่เพียงแค่การสนทนาผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่เพียงอย่างเดียว ยังมีการสนทนาด้วยการสนทนา (แชท) เป็นข้อความผ่านโปรแกรมต่างๆ ของอุปกรณ์สื่อสารบนอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงอีกด้วย
เสาวรส หุ่นดี, จรัล เล็งวิทยา (2558), มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี, วารสาร Veridian e-journal ฉบับภาษาไทย มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ, 8(2), 464-482
บทคัดย่อ
การค้าประเวณีเป็นอาชีพที่ผิดกฎหมายแต่ยังคงมีอยู่ในสังคมไทยแอบแฝงขายบริการตามแหล่งท่องเที่ยว ถนน หรือตามที่สาธารณะ ปะปนร่วมกับผู้คนในสังคม เมื่อสังคมเจริญเติบโตขึ้น การค้าประเวณีถือเป็นอาชีพที่หารายได้เป็นจำนวนมากอีกทั้งไม่ต้องมีเงินทุนแต่อย่างใด ถึงจะผิดกฎหมายแต่คุ้มค่ากับความเสี่ยงในการกระทำความผิดซึ่งมีบทลงโทษทางอาญาที่น้อย ซึ่งนับว่ากฎหมายที่มีอยู่มิอาจจะทำให้เกิดความเกรงกลัวต่อการกระทำความผิดได้กฎหมายที่ระบุความผิดของผู้ค้าประเวณีแบบสมัครใจ มีเจตนาที่จะคุ้มครอง มีระวางโทษน้อย และมุ่งช่วยเหลือผู้ค้าประเวณีแต่ไม่อาจปราบปรามป้องกันหรือยับยั้งต่อจำนวนผู้ค้าประเวณีที่สมัครใจค้าประเวณีได้ทำให้กฎหมายในเรื่องนี้ใช้บังคับไม่ได้ผลและก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยของประชาชนในสังคมและยิ่งความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุเพิ่มมากขึ้นเท่าไรส่งผลให้ปัญหาที่มีสะสมกลายเป็นอาชญากรรมทางเพศที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ผู้ศึกษาได้เสนอแนะแนวทางการกำหนดความผิดทางอาญาแก่ผู้ค้าประเวณี โดยเห็นสมควรปรับปรุงบทบัญญัติมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 ควรกำหนดโทษความผิดทางอาญาต่อผู้ค้าประเวณีแบบสมัครใจที่มีผลต่อความสงบหรือเรียบร้อยในสังคมตลอดจนเห็นสมควรเพิ่มเติมฐานความผิดทางอาญาแก่ผู้ค้าประเวณีแบบสมัครใจทีกระทำความผิดซ้ำทั้งนี้เพื่อครอบคลุมวิธีการที่ใช้ในการกระทำความผิดมากขึ้น พร้อมทั้งปรับปรุงนโยบายเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาในส่วนผู้ค้าประเวณีให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้นด้วยการวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในแนวความคิดการประกอบอาชีพการกำหนดความรับผิดทางอาญาต่อผู้ค้าประเวณีแบบสมัครใจ(เตร็ดเตร่)และมาตรการการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี
สุพรรณิการ์ กิ่งทอง (2558), มาตรการป้องกันและปราบปรามการทารุณกรรมสัตว์ กรณีศึกษาการค้าสุนัขข้ามชาติ, วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, ปีที่ 8 ฉบับที่ 1, 27-45
บทคัดย่อ
มนุษย์กับสุนัขมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาช้านาน โดยมนุษย์ได้นำสุนัขมาเลี้ยงเป็นเวลานานกว่า 12,000 ปี มนุษย์มองเห็นความฉลาด ความซื่อสัตย์ อดทน แข็งแรง มีสายตาดี มีความสามารถตามกลิ่นได้ดีเยี่ยม จึงถูกมนุษย์นำไปใช้งานหลากหลาย เช่น การเฝ้ายาม ตรวจหาระเบิด ตรวจหายาเสพติด ต้อนฝูงสัตว์ ลากสัมภาระ ช่วยเหลือผู้ประสบภัย และเลี้ยงไว้เป็นเพื่อน จากค่านิยมการรับประทานเนื้อสุนัข จนกลายเป็นการลักลอบค้าเนื้อสุนัขไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งสุนัขมีชีวิตและสุนัขชำแหละแปรรูปแล้ว ก่อให้เกิดกระแสการต่อต้านจากกลุ่มผู้รักสัตว์ เกิดความขัดแย้งกับกลุ่มผู้ลักลอบค้าและมีการจับกุมผู้ลักลอบค้าสุนัขข้ามชาติเหล่านั้น
การลักลอบค้าสุนัขข้ามชาติในประเทศไทย กลุ่มผู้รักสัตว์เห็นว่าการกระทำของกลุ่มผู้ลักลอบค้าเนื้อสุนัข เป็นการกระทำทารุณสัตว์เพราะสุนัขเป็นเพื่อนของมนุษย์ มิใช่นำมาเป็นอาหาร เมื่อพิจารณาบทบัญญัติของกฎหมายที่จะใช้ในการป้องกันการทารุณสัตว์และการลักลอบค้าสุนัขข้ามชาติมีบทบัญญัติในลักษณะห้ามการกระทำทารุณสัตว์อยู่ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 381 และมาตรา 382 ในภาคความผิดลหุโทษไม่ครอบคลุมและไม่ชัดเจนเพียงพอที่จะให้ความคุ้มครองป้องกันการทารุณสัตว์ได้ แม้ว่าปัจจุบันได้มีพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 ออกมาบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ.2557 แล้วก็ตาม พบว่ายังมีบางเรื่องบางประเด็นควรได้รับการปรับปรุงเพิ่มเติม โดยเฉพาะในส่วนของมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวกับบทลงโทษ แต่ก็ถือได้ว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีความก้าวหน้าขึ้นระดับหนึ่ง และที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งก็คือ ประเด็นทรัพย์ของกลางที่มีชีวิต เช่นสุนัขและสัตว์ป่าอื่นๆ การเก็บรักษาทรัพย์ (สุนัข)ของกลางดังกล่าวแตกต่างจากทรัพย์ทั่วๆ ไป สุนัขเป็นทรัพย์ของกลางที่มีชีวิตต้องมีค่าใช้จ่ายในการดูแลทุกวัน การชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดูแลทรัพย์ของกลางมีชีวิตเหล่านี้ ควรกำหนดไว้ในบทบัญญัติของกฎหมายให้ชัดเจนและมีความสมบูรณ์มากขึ้น
สามารถ อาลอ, ภูมิ โชคเหมาะ (2558), มาตรการทางกฎหมายในการแก้ปัญหาการหลีกเลี่ยงการเข้ารับราชการทหารกองประจำการและการหนีราชการทหาร, วารสาร Veridian e-journal ฉบับภาษาไทย มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ, 8(1), 1163-1175
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายในการแก้ไขปัญหาการหลีกเลี่ยงการเข้ารับราชการทหารกองประจำการ และการหนีราชการทหาร โดยศึกษาจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือ พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ.2476 พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 และประมวลกฎหมายอาญาทหาร พ.ศ.2454
จากการศึกษาพบว่ามาตรการทางกฎหมายที่นำมาใช้บังคับในการเรียกพลเรือนเข้ารับราชการ ทหารกองประจำ นั้น มีปัญหาประชาชนจำนวนมากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม มีการหลีกเลี่ยงหลบหนีไม่เข้ารับการตรวจเลือก ทำให้เกิดกระบวนการแสวงหาผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่ที่ทุจริต มีกลุ่มมิจฉาชีพหลอกลวงเรียกรับผลประโยชน์ โดยอ้างว่าจะสามารถช่วยเหลือไม่ต้องถูกเกณฑ์เข้าเป็นทหารกองประจำการได้ ทำให้ประชาชนหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อของผู้แสวงหาผลประโยชน์ จนมีความผิดเป็นคดีความติดตัว ประเด็นต่อมาคือ มาตรการในการลงโทษกรณีทหารกองประจำการ ซึ่งกระทำความผิดฐานหนีราชการทหาร นั้น ผู้บังคับบัญชาทหารไม่สามารถใช้อำนาจที่กฎหมายให้ไว้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้เอย่างแท้จริง เนื่องจากมีขั้นตอนการขอความเห็นจากผู้มีอำนาจอีกชั้นหนึ่ง กล่าวคือ ในประมวลกฎหมายอาญาทหาร บางมาตราให้อำนาจผู้บังคับบัญชาทหาร ซึ่งกระทำความผิดอาญาทหารหากพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการเล็กน้อยไม่สำคัญ สามารถใช้ดุลพินิจเปลี่ยนจากการดำเนินคดีโดยการนำผู้กระทำความผิดฟ้องต่อศาลทหาร เป็นการลงทัณฑ์ทางวินัย ซึ่งเป็นอำนาจโดยตรงของผู้บังคับบัญชาทหารได้ แต่มีข้อจำกัดว่าการจะใช้ดุลพินิจดังกล่าวจะต้องขอความเห็นจากผู้บังคับบัญชาทหาร ซึ่งมีอำนาจแต่งตั้งตุลาการศาลทหารเสียก่อน จึงจะสามารถดำเนินการได้ ซึ่งเท่ากับว่าไม่ได้ให้อำนาจไว้ จึงเป็นปัญหาในทางปฏิบัติ ผู้ศึกษาจึงเสนอให้แก้ไขกฎกระทรวง ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตาม พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 เกี่ยวกับกระบวนการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการ โดยให้มีการประกาศรับสมัครทหารกองเกินเข้าเป็น ทหารกองประจำการ ก่อนที่จะทำการตรวจเลือกในห้วงเวลาปกติล่วงหน้าประมาณ 3 เดือน โดยสามารถสมัครได้ทั่วประเทศ ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องภูมิลำเนาทหาร และสามารถเลือกเป็นทหารกองประจำการตามเหล่าที่มีความต้องการได้ พร้อมกับแจ้งสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่จะได้รับ ทั้งนี้เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนสมัครใจเข้ารับราชการ ทหารกองประจำการ และให้แก้ไข พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 ในเรื่องระยะเวลารับราชการทหารกองประจำการ จากปกติต้องรับราชการทหารกองประจำการ มีกำหนด 2 ปี เป็น 1 ปี 6 เดือน ทั้งนี้เพื่อลดภาระของประชาชนให้น้อยลง นอกจากนี้ยังเสนอให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญาทหาร ในการให้อำนาจผู้บังคับบัญชาทหารได้ใช้ดุลพินิจในการลงโทษทหารซึ่งกระทำความผิดอาญาทหาร หากพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการเล็กน้อยไม่สำคัญ สามารถใช้อำนาจลงทัณฑ์ทางวินัยแก่ผู้กระทำความผิดได้ทันที โดยไม่ต้องขอความเห็นจากผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจแต่งตั้งตุลาการศาลทหาร ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการได้ใช้อำนาจตามที่กฎหมายให้ไว้ได้อย่างแท้จริง
ณัฐพงษ์ ศรีศาลา( 2558), ปัญหาทางกฎหมายการดำเนินการทางวิจัยในสถาบันอุดมศึกษาตามพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2557, วารสารการเมือง การบริหารและกฎหมาย, 7(3) 511-542.
บทคัดย่อ
งานวิจัยครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาปัญหาทางกฎหมายการดำเนินการทางวินัยพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 ซึ่งในระยะแรกของการตราพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 เป็นบทบัญญัติที่ใช้กับข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา จึงได้มีการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 โดยมาตรา 4 ได้บัญญัติเพิ่มคำนิยาม คำว่า “พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา” หมายความว่า “บุคคลซึ่งได้รับการจ้างตามสัญญาจ้างให้ทำงานในสถาบันอุดมศึกษา โดยได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดิน หรือเงินรายได้ของสถาบันอุดมศึกษา” ดังนั้น ระบบการบริหารงานบุคคลในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ จึงแบ่งบุคลากรออกเป็น 2 ประเภท คือ ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษากับพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา โดยมีพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 เป็นกฎหมายหลักในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา และใช้บังคับกับพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะหมวดการบริหารงานบุคคลสำหรับพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา
อัครภัทร นรัตถรักษา (2557), มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมมลพิษและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมของเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล, วารสารวิจัยรำไพพรรณี, ปีที่ 8 ฉบับที่ 3, 39-46
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายในการควบคุมมลพิษและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมของเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำ บล โดยศึกษาจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 พระราชบัญญัติสภาตำ บลและองค์การบริหารส่วนตำ บล พ.ศ. 2537 พระราชบัญญัติส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และมาตรการทางกฎหมายของต่างประเทศคือสหรัฐอเมริกา ประเทศญี่ปุ่น และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี จากการศึกษาพบว่า มาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยนั้นมีปัญหา ในเรื่องของการกระจายอำ นาจให้แก่เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบลในการควบคุมมลพิษและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ปัญหาในการออกกฎข้อบังคับของของเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล ไม่มีการกำหนดแผนการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในเขตพื้นที่รับผิดชอบของเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล และการดำเนินมาตรการทางกฎหมายต่างๆ ไม่เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล นอกจากนี้ยังพบว่าโครงสร้างของระบบราชการไทยยังส่งผลให้การดำเนินการควบคุมมลพิษและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมในเขตเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำ บลเกิดความล่าช้า และมีความยุ่งยากเกินความจำเป็นสุดท้ายส่งผลกระทบถึงประชาชนผู้ให้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมแทบทั้งสิ้นประเด็นต่อมา อำ นาจหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบลนั้น พบว่าบรรดากฎหมายต่างๆ ส่วนใหญ่จะให้อำ นาจในระดับเจ้าพนักงานนั้น จะกำ หนดให้นายกเทศมนตรีหรือนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นแต่และมีอำ นาจเด็ดขาดตามกฎหมายแต่เพียงผู้เดียว ทั้งที่ไม่มีความรู้ความสามารถในเรื่องของการแก้ไขปัญหาและการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมโดยตรง ประเด็นสุดท้าย พบว่ามาตรการทางกฎหมายที่นำมาใช้ในการควบคุมมลพิษและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมของเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล มีลักษณะเป็นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นมากกว่าจะมีลักษณะเป็นการป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้น ขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาคประชาชนโดยส่วนใหญ่ยังไม่มีความรู้ในและตระหนักในเรื่องของสิทธิทางสิ่งแวดล้อม การออกกฎข้อบังคับในเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยตรงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในส่วนที่เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำ บลยังคงไม่เกิดขึ้นดังเช่นในต่างประเทศที่มีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม
สมสรรค์ อธิเวสส์ (2557), การคุกคามทางเพศบนสังคมเครือข่าย, วารสาร Veridian e-journal ฉบับภาษาไทย มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ, ปีที่ 7 เล่มที่ 3, 901-916
บทคัดย่อ
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายอาญาและอาชญาวิทยา คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อศึกษาถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับการใช้อินเทอร์เน็ตแล้วเกิดการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่าเกิดเหตุการณ์คุกคามทางเพศขึ้นบนสังคมเครือข่าย เพราะสังคมเครือข่ายเปรียบเสมือนโลกอีกโลกหนึ่ง เป็นสังคมอีกรูปแบบหนึ่ง แต่ว่าในสังคมเครือข่ายนั้นแตกต่างจากสังคมจริง ๆ คือ สังคมเครือข่ายไม่สามารถระบุตัวตนที่แท้จริงของบุคคลผู้อยู่ในสังคมเครือข่ายได้ทั้งหมด เมื่อไม่สามารถที่จะยืนยันระบุตัวบุคคลได้ ก็เป็นการง่ายที่จะเกิดการกระทำความผิดขึ้น เพราะไม่สามารถติดตามร่องรอยของผู้กระทำความผิดได้ ทำให้เกิดกรณีการทำผิดซ้ำอีกโดยผู้กระทำผิดกระทำกับผู้เสียหายเดิมโดยอาจจะเปลี่ยนชื่อในสังคมเครือข่าย หรือไปกระทำกับผู้เสียหายรายใหม่ต่อไปเรื่อย ๆ และเมื่อกระทำความผิดแล้วไม่มีการดำเนินการใด ๆ ก็ทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ ทำให้เกิดเป็นปัญหาในสังคมอินเทอร์เน็ตได้ โดยที่ยังไม่มีตัวบทกฎหมายที่ชัดเจนในการเอาผิดกับผู้กระทำความผิด ทั้งประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 โดยเฉพาะพระราชบัญญัติความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ไม่ได้ ไม่ได้บัญญัติความผิดเกี่ยวกับการคุกกคามทางเพศบนอินเทอร์เน็ตไว้เป็นการเฉพาะเลย อีกทั้งประมวลกฎหมายอาญาก็ไม่มีบทบัญญัติโดยเฉพาะมีแต่บทบัญญัติทั่วไปซึ่งยากแก่การบังคับใช้ในการนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษ
ปรัชญา ทำทอง (2559), การถือครองที่ดินของคนต่างด้าวภายใต้กฎหมายส่งเสริมการลงทุน ศึกษากรณี ราชอาณาจักรไทยเปรียบเทียบกับสหพันธรัฐมาเลเซีย, วารสารวิจัย รำไพพรรณี ,ปีที่ 10 ,ฉบับที่ 2
บทคัดย่อ
บทความวิจัยฉบับนี้มุ่งศึกษามาตรการทางกฎหมายในการถือครองที่ดินของคนต่างด้าวภายใต้กฎหมายส่งเสริมการลงทุน ศึกษากรณีราชอาณาจักรไทยเปรียบเทียบเปรียบเทียบกับสหพันธรัฐมาเลเซีย ปัจจุบันประชาสังคมประเทศในแถบอาเซียนกำลังเข้าสู่สังคมเศรษฐกิจอาเซียน ดังนั้น ประเทศในกลุ่มอาเซียนที่เข้ามาลงทุนภายใต้กลุ่มประเทศอาเซียนนั้นย่อมมีสิทธิเยี่ยงคนในชาติ ประเทศไทยถือเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มนักลงทุนต่างด้าว ด้วยสภาพ ภูมิประเทศ ความสมบูรณ์ทางด้านทรัพยากรธรรมชาติที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์อยู่มาก นานาประเทศจึงได้ให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งการลงทุนในที่ดินเป็นอีกการลงทุนหนึ่งที่น่าจับตามอง เนื่องจากที่ดินเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ การลงทุนในที่ดินจึงได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศซึ่งผลแห่งการลงทุนก่อให้เกิดการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่อันเกี่ยวกับการผลิตและการบริการเข้ามา ประเทศที่กำลังพัฒนาส่วนใหญ่จึงมีมาตรการในการควบคุมการถือครองที่ดินเพื่อการลงทุนด้วย ซึ่งถ้ามีการปล่อยให้คนต่างด้าวเข้ามาลงทุนและมีการถือครองที่ดินมากเกินไปอาจทำให้ประเทศประสบปัญหาต่อความมั่นคง และปัญหาอื่นๆตามมาได้