กฎหมายเกี่ยวข้องกับเราทุกคนตั้งแต่ อยู่ในท้อง จนถึง เราเสียชีวิต แม้หลังเสียชีวิต กฎหมายก็ยังคุ้มครองเราอยู่ แต่ละช่วงอายุจะมีเงื่อนไขที่มีความแตกต่างกันในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อเป็นการรักษาสิทธิส่วนบุคคล ไม่ให้มีการละเมิด
กฎหมายแพ่ง คือ กฎหมายว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของบุคคล เช่น เรื่องสภาพบุคคล ทรัพย์ หนี้ นิติกรรม ครอบครัว และมรดก เป็นต้น การกระทำผิดทางแพ่ง ถือว่าเป็นการละเมิดต่อบุคคลที่เสียหายโดยเฉพาะไม่ทำให้ประชาชนทั่วไปเดือดร้อนอย่างการกระทำผิดอาญา
กฎหมายพาณิชย์ คือ กฎหมายว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของบุคคล อันเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการเศรษฐกิจและการค้า โดยวางระเบียบเกี่ยวพันทางการค้าหรือธุรกิจระหว่างบุคคล เช่น การตั้งหุ้นส่วนบริษัท การประกอบการรับขน และเรื่องเกี่ยวกับตั๋วเงิน (เช่น เช็ค) กฎหมายว่าด้วยการซื้อขาย การเช่าทรัพย์ การจำนอง การจำนำ เป็นต้น
บุคคลธรรมดา คือ มนุษย์หรือคนที่มีชีวิตจิตใจไม่จำกัดเพศ วัย ฐานะหรือสติปัญญามีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ในส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลธรรมดามีสิ่งที่ต้องศึกษาดังนี้
1. สภาพบุคคล
หลักเกณฑ์การเริ่มสภาพบุคคลบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตราที่ 15 ว่า “สภาพบุคคลเริ่มตั้งแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตาย” จากหลักดังกล่าวการคลอด (delivery) ข้างต้นนั้นไม่ว่าจะกระทำโดยวิธีใดก็ตามและไม่ว่าทารกนั้นจะถูกตัดขาดจากรกของมารดาหรือยังก็ตามกับทั้งไม่ว่าทารกนั้นจะอยู่รอดปลอดภัยนานเพียงใดก็ตามได้ชื่อว่ามีสภาพบุคคลสามารถมีสิทธิหน้าที่ได้ตามกฎหมายโดยปกติทารกในครรภ์มารดายังไม่มีสภาพบุคคลจึงยังไม่อาจมีสิทธิใดๆ ในทางกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้บัญญัติสิทธิของทารกในครรภ์มารดาไว้ว่า ทารกในครรภ์มารดาก็สามารถมีสิทธิต่างๆ ได้ภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก การมีสิทธินั้นจะมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ทารกอยู่ในครรภ์มารดาด้วย เช่น สิทธิในการรับมรดกให้ถือว่าเด็กที่เกิดรอดภายใน 310 วันนับตั้งแต่เวลาที่เจ้ามรดกตายมีสิทธิรับมรดกได้
2 การสิ้นสภาพบุคคล มี 2 กรณี คือ
2.1 ตายธรรมดา หรือ ตายตามธรรมชาติ คือ การที่ชีวิตมนุษย์สิ้นสุดลงเมื่อบุคคลถึงแก่ความตายแล้วเรื่องสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบที่เป็นการเฉพาะตัวของบุคคลนั้นย่อมระงับลงไปด้วย เช่น คดีอาญาจะระงับลงเมื่อผู้กระทำผิดถึงแก่ความตาย
2.2 การตายโดยการสาบสูญ เป็นการตายโดยผลของกฎหมาย คือ บุคคลใดเมื่อถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญแล้ว กฎหมายถือว่าบุคคลนั้นถึงแก่ความตายซึ่งมีหลักเกณฑ์ดังนี้
1) บุคคลนั้นหายไปจากภูมิลำเนาโดยไม่มีใครรู้โดยแน่ชัดว่ายังมีชีวิตอยู่
2) ระยะเวลาที่หายไปโดยไม่มีใครรู้ข่าวคือ 5 ปี ในกรณีธรรมดานับตั้งแต่วันออกจากบ้านไป หรือวันที่ส่งข่าวให้รู้เป็นครั้งสุดท้ายหรือ 2 ปี ในกรณีพิเศษ เช่น บุคคลนั้นอยู่ในการรบหรือสงครามและหายไปในการรบหรือสงคราม หรือนับแต่วันที่ยานพาหนะที่บุคคลนั้นเดินทางอับปรางถูกทำลายหรือสูญหายไป
3) ศาลมีคำสั่งให้เป็นบุคคลสาบสูญ ซึ่งศาลจะสั่งได้ก็ต่อเมื่อผู้มีส่วนได้เสีย ได้แก่ บิดามารดา บุตร สามีภรรยา หรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี ร้องขอต่อศาล
เมื่อศาลสั่งให้บุคคลใดเป็นคนสาบสูญแล้วถือว่าบุคคลนั้นสาบสูญนับตั้งแต่เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 5 ปี หรือ 2 ปี แล้วแต่กรณีโดยให้เริ่มนับตั้งแต่ที่ได้รับข่าวคราวของบุคคลนั้นในครั้งสุดท้าย ทรัพย์สมบัติของบุคคลที่สาบสูญจะตกเป็นมรดกแก่ทายาท ยกเว้นการสมรสการสาบสูญไม่ทำให้การสมรสขาดจากกันเป็นเพียงเหตุแห่งการฟ้องหย่ากันได้เท่านั้น
3. สิ่งประกอบสภาพบุคคล
3.1 ชื่อบุคคล ชื่อของบุคคล เป็นสิ่งที่ใช้จำแนกตัวบุคคล โดยทั่วไปแล้วบุคคลจะมีชื่อตัวและชื่อสกุล รวมทั้งอาจมีชื่ออื่นได้อีก โดยบุคคลสามารถเปลี่ยนชื่อตัวได้อย่างอิสระ แต่หากชื่อสกุลจะเปลี่ยนตามใจชอบไม่ได้ ต้องเปลี่ยนภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ซึ่งชื่อของบุคคลจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายตามพระราชบัญญัติชื่อบุคคลบัญญัติว่า ผู้มีสัญชาติไทยต้องมีชื่อตัวเป็นชื่อประจำบุคคลโดยเฉพาะ ชื่อรองหมายถึงชื่อประกอบถัดจากชื่อตัว และชื่อสกุลหมายถึงชื่อประจำวงศ์สกุล
3.2 ภูมิลำเนา คือ ที่อยู่ตามกฎหมายของบุคคลเป็นเครื่องประกอบตัวบุคคลให้รู้แหล่งที่จะติดต่อกับผู้นั้นได้โดยกฎหมายถือว่าเป็นที่อยู่ของบุคคลนั้นเสมอไป การทราบภูมิลำเนาของบุคคลได้ประโยชน์หลายอย่าง นอกจากจะเป็นที่อยู่ในการติดต่อแล้ว ยังมีประโยชน์ในการใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา การฟ้องร้องคดีต่อศาล การส่งหมายเรียกพยาน การชำระหนี้ และการสาบสูญของบุคคล
3.3 สถานะบุคคล คือ ฐานะหรือตำแหน่งซึ่งบุคคลหนึ่งดำรงฐานะหรือตำแหน่งอยู่ในประเทศชาติและในครอบครัวเป็นเครื่องบอกให้ทราบถึงความสามารถในการใช้สิทธิ และปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด บุคคลได้สถานะตั้งแต่มีสภาพบุคคลกฎหมายกำหนดให้บุคคลต้องมีการจดทะเบียนสถานะบุคคลเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุคคลทุกคนในรัฐ ซึ่งจะมีผลในการที่แสดงว่าบุคคลนั้นๆ ดำรงตัวอยู่ในฐานะเช่นใดในสังคมอันจะก่อให้เกิดผลในทางกฎหมายขึ้นภายหลัง กรณีที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีการจดทะเบียนได้แก่ การเกิด การตาย การสมรส การหย่า การเพิกถอนการสมรส การรับรองบุตรบุญธรรม การเลิกรับบุตรบุญธรรม การรับรองบุตร
3.4 สัญชาติ เป็นเครื่องบ่งบอกความเป็นพลเมืองของประเทศใดประเทศหนึ่งซึ่งแตกต่างกับคนต่างด้าว เป็นเครื่องผูกมัดบุคคลไว้กับประเทศในทางกฎหมายซึ่งทำให้บุคคลนั้นมีสิทธิ หน้าที่และการคุ้มครองป้องกันประเทศนั้นๆ
ความสามารถของบุคคล หมายถึง ความสามารถในการมีสิทธิหรือใช้สิทธิตามกฎหมาย ซึ่งปกติบุคคลทุกคนย่อมมีความสามารถในการใช้สิทธิต่างๆ ได้ทัดเทียมกัน แต่มีบางกรณีเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของบุคคลนั้นเองและบุคคลภายนอก กฎหมายจึงได้จำกัดความสามารถของบุคคลบางประเภทซึ่งถือว่าเป็นบุคคลที่หย่อนความสามารถตามกฎหมายมี 3 ประเภท คือ
1) ผู้เยาว์
2) คนไร้ความสามารถ
3) คนเสมือนไร้ความสามารถ
1. ผู้เยาว์
ผู้เยาว์ คือ บุคคลที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ อยู่ในความดูแลของ “ผู้แทนโดยชอบธรรม”
1.1 การบรรลุนิติภาวะมี 2 กรณี คือ มี
• อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ และอายุไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์
• การสมรสเมื่ออายุครบ 18 ปี บริบูรณ์แล้วโดยถูกต้องตามกฎหมาย และต้องได้รับ
ความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมผู้ การใดๆที่ผู้เยาว์กระทำลงโดยปราศจากความยินยอมเช่นว่านั้นเป็น “โมฆียะ”
ผู้แทนโดยชอบธรรม หมายถึง ผู้มีอำนาจทำนิติกรรมต่างๆ แทนผู้เยาว์หรือให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมแก่ผู้เยาว์ ผู้แทนโดยชอบธรรม ได้แก่ ผู้ใช้อำนาจปกครอง คือ บิดามารดา เว้นแต่ไม่มีบิดามารดาก็จะได้แก่บุคคลอื่นที่มีอำนาจตามกฎหมายในการปกครองดูแลผู้เยาว์
1.2 กรณีที่ผู้เยาว์สามารถใช้สิทธิกระทำได้เองไม่จำต้องขอความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม คือ
• นิติกรรมที่เป็นคุณประโยชน์แก่ผู้เยาว์แต่ฝ่ายเดียว เป็นนิติกรรมที่ทำให้ผู้เยาว์ได้สิทธิหรือหลุดพ้นจากหน้าที่ เช่น การรับการให้โดยเสน่หา รับปลดหนี้จากเจ้าหนี้ เป็นต้น
• นิติกรรมที่ผู้เยาว์ต้องทำเองเฉพาะตัว เช่น การรับรองบุตร
• นิติกรรมที่จำเป็นเพื่อการเลี้ยงชีพของผู้เยาว์ซึ่งเป็นการสมควรแก่ฐานานุรูป เช่น การซื้อของใช้ในชีวิตประจำวัน
• การทำพินัยกรรมเมื่ออายุครบ 15 ปีบริบูรณ์
2 คนไร้ความสามารถ
คนไร้ความสามารถ คือ คนวิกลจริตที่ศาลได้มีคำสั่งแล้วว่าเป็นคนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความดูแลของ “ผู้อนุบาล”
กฎหมายจำกัดความสามารถของคนไร้ความสามารถไว้ว่า นิติกรรมที่คนไร้ความสามารถได้ทำลงไปตกเป็นโมฆียะทั้งสิ้น ไม่ว่าจะได้รับความยินยอมจากผู้อนุบาลหรือไม่ก็ตามจะต้องให้ผู้อนุบาลเป็นผู้ทำแทน
สิ่งที่นักเรียนควรรรู้
“คนวิกลจริต” ที่ศาลไม่สั่ง ไม่ใช่ “คนไร้ความสามารถ” ดังนั้น นิติกรรมที่เกิดจากคนวิกลจริตโดยที่คู่กรณีไม่รู้ ถือว่านิติกรรมสมบูรณ์
3. คนเสมือนไร้ความสามารถ
คนเสมือนไร้ความความสามารถ เป็นบุคคลที่หย่อนความสามารถซึ่งเป็นเพราะมีเหตุบกพร่องของร่างกายบางอย่าง เช่น กายพิการ จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบหรือประพฤติสุรุ่ยสุร่าย เสเพลเป็นอาจิณ ติดสุรายาเมา จะต้องตกอยู่ในความดูแลของ “ผู้พิทักษ์”
คนเสมือนไร้ความสามารถ ย่อมสามารถทำนิติกรรมใดๆ ได้และมีผลสมบูรณ์ เว้นแต่นิติกรรมที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่น "การนำทรัพย์สินไปลงทุน การทำสัญญากู้ยืมหรือประกันการเช่าหรือให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกินกว่า 3 ปี เป็นต้น จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อน มิฉะนั้นจะเป็น "โมฆียะ" ส่วนคนเสมือนไร้ความสามารถย่อมทำพินัยกรรมได้สมบูรณ์โดยลำพังตนเอง"
ครอบครัว หมายถึง “กลุ่มบุคคลที่มีความผูกพันและใช้ชีวิตร่วมกัน ทำหน้าที่เป็นสถาบันหลักเป็นแกนกลางของสังคมที่เป็นรากฐานสำคัญยิ่งต่อการดำรงชีวิตครอบครัวมีหลากหลายรูปแบบและหลายลักษณะ นอกเหนือจากครอบครัวที่ครบถ้วนทั้งบิดา มารดาและบุตร” ครอบครัวเป็นหน่วยย่อยพื้นฐานของสังคมซึ่งประกอบด้วยคู่สมรส บุตร ฐานะการเป็นครอบครัวเริ่มต้นเมื่อคู่สมรสได้ทำการสมรสและจนกระทั่งเกิดบุตร จนบุตรทั้งหลายแยกย้ายออกจากครอบครัวเดิม ไปทำการสมรสก่อตั้งครอบครัวของตนขึ้นใหม่ คู่สมรส คือ คู่สมรสที่ได้แต่งงานโดยการจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายหากอยู่กินด้วยกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสยังไม่ถือว่าเป็นสามีภรรยาตามกฎหมาย
1. การหมั้น
การหมั้น คือ การที่ฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิง เพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น กฎหมายมิได้บังคับว่าการสมรสนั้นจะต้องทำการหมั้นกันก่อน คู่สมรสอาจจะทำการจดทะเบียนสมรสกันโดยไม่ต้องทำการหมั้นก็ได้ แต่ถ้าจะทำการหมั้นจะต้องทำตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
1.1 อายุ การหมั้นจะทำได้ต่อเมื่อผู้หมั้นและผู้รับหมั้นมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์แล้ว ถ้าทำการหมั้นไม่ว่าฝ่ายใดยังมีอายุไม่ครบ 18 ปีบริบูรณ์ การหมั้นนั้นจะตกเป็น "โมฆะ" เสมือนหนึ่งว่าไม่มีการหมั้นเกิดขึ้นเลย ดังนั้นจึงไม่สามารถที่จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายใดๆ ต่อกันได้
1.2 ความยินยอม ถ้าเป็นผู้เยาว์ คือ ผู้หมั้นและผู้รับหมั้นมีอายุไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์จะทำการหมั้นจะต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเสียก่อน ฉะนั้นแม้ผู้หมั้นและผู้รับหมั้นจะมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ก็ตาม แต่ยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ จึงไม่สามารถทำการหมั้นได้โดยตนเอง การหมั้นที่ผู้เยาว์ทำโดยปราศจากความยินยอมดังกล่าวจะตกเป็น "โมฆียะ" คือ ผู้เยาว์มีสิทธิ์ที่จะบอกล้างการหมั้นนั้นได้ และให้ถือว่าเป็นโมฆะมาตั้งแต่แรก แต่ต่อมาเมื่อผู้เยาว์นั้นบรรลุนิติภาวะแล้วอาจให้สัตยาบันในสัญญาหมั้นก็ให้ถือว่าสัญญาหมั้นนั้นมีความสมบูรณ์
1.3 ของหมั้น ของหมั้นต้องเป็นทรัพย์สินที่ผู้หมั้นให้ไว้เพื่อเป็นประกันว่าจะสมรสกับผู้รับหมั้นนั้น จะเป็นวัตถุมีรูปร่าง เช่น บ้าน ที่ดิน หรือไม่มีรูปร่าง เช่น สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ของหมั้นนั้นจะตกเป็นสิทธิแก่หญิงดังต่อไปนี้
1) ของหมั้นจะตกเป็นสิทธิแก่หญิงทันทีเมื่อได้มีการหมั้นกันแล้ว
2) ฝ่ายชายตกเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้นโดยไม่ยอมสมรสแก่ฝ่ายหญิง และไม่มีเหตุจะอ้างได้ตามกฎหมาย
3) ฝ่ายชายตายก่อนสมรส
4) ฝ่ายหญิงบอกเลิกสัญญาหมั้นเมื่อมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่ชายคู่หมั้น
เหตุที่หญิงต้องคืนของหมั้นให้แก่ฝ่ายชาย
1) หญิงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น
2) ฝ่ายชายบอกเลิกสัญญาหมั้นเมื่อมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่ฝ่ายหญิงคู่หมั้น
3) หญิงคู่หมั้นไปร่วมประเวณีกับชายอื่น
4) หญิงคู่หมั้นเป็นฝ่ายที่ไม่ยอมไปจดทะเบียนสมรส
1.4 สินสอด สินสอดเป็นทรัพย์สินซึ่งฝ่ายชายให้แก่บิดา มารดา หรือผู้ปกครองของฝ่ายหญิง เพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรส ถ้าไม่มีการสมรสฝ่ายชายเรียกคืนได้
2. การสมรส
การสมรส คือ การที่ชายและหญิงยินยอมเป็นสามีภริยากันและต้องแสดงความยินยอมนั้นให้ปรากฏโดยเปิดเผยและจดทะเบียนต่อหน้านายทะเบียน ซึ่งกฎหมายได้กำหนดเงื่อนไขในการสมรสไว้ดังนี้
2.1 เงื่อนไขที่เป็นข้อห้ามไม่ให้ชายหญิงสมรสกันในกรณีต่อไปนี้
1) ชายหรือหญิงที่เป็นบุคคลวิกลจริตหรืคนที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ
2) ชายหรือหญิงที่เป็นญาติสืบสายโลหิตจะสมรสกันไม่ได้ เช่น พ่อหรือแม่กับลูก พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน หรือพี่น้องร่วมเฉพาะบิดาหรือมารดากัน เป็นต้น
3) ผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมจะสมรสกันไมได้
4) ชายหรือหญิงจะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่แล้วไม่ได้
5) หญิงที่เคยสมรสแล้วแต่สามีตาย หรือการสมรสครั้งก่อนสิ้นสุดลงโดยเหตุอื่น เช่น โดยการหย่าจะสมรสใหม่ได้เมื่อการสมรสครั้งก่อนสิ้นสุดไปแล้วไม่น้อยกว่า 310 วัน เว้นแต่จะสมรสกับคู่สมรสเดิม หรือมีใบรับรองแพทย์ว่ามิได้มีครรภ์
2.2 เงื่อนไขที่จะต้องปฏิบัติ กฎหมายกำหนดเงื่อนไขในการปฏิบัติในการสมรสไว้ ดังนี้
1) ชายหญิงต้องมี อายุ 17 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป จึงจะสมรสกันได้
2) ชายหรือหญิงมีอายุไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ ต้องได้รับการยินยอมจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเสียก่อน
3) ชายหรือหญิงต้องแสดงความยินยอมเป็นสามีภรรยากันต่อหน้านายทะเบียน และมีการจดทะเบียนสมรสต่อเจ้าพนักงาน
2.3 ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา เมื่อชายหญิงได้จดทะเบียนสมรสกกันแล้ว จะเกิดความสัมพันธ์ระหว่างกันทั้งในทางส่วนตัวและในทางทรัพย์สิน ดังนี้
1) ความสัมพันธ์ในทางส่วนตัว หมายถึง การอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยาจะต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันตามความสามารถและฐานะของตน
2) ความสัมพันธ์ในทางทรัพย์สิน เมื่อทำการจดทะเบียนสมรสกันแล้ว จะเกิด กองทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยาขึ้นมาจากผลของการสมรสในปัจจุบันทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยามี 2 ประเภท คือ
2.1) สินส่วนตัว
2.2) สินสมรส
สินสมรส VS สินส่วนตัว
2.1) สินส่วนตัว ได้แก่ทรัพย์สินดังต่อไปนี้
(1) ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรสแล้ว หมายความว่า ทรัพย์สินทุกชนิดที่ชายและหญิงมีอยู่ก่อนวันจดทะเบียนสมรสนั้นเอง
(2) ทรัพย์สินที่เป็นเครื่องใช้สอยส่วนตัว เครื่องแต่งกาย หรือเครื่องประดับกายตามควรแก่ฐานะหรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
(3) ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรส โดยการรับมรดกหรือการให้โดยเสน่หา
(4) ของหมั้นจะตกเป็นสินส่วนตัวของหญิงทันที เมื่อชายหญิงได้ทำการ
จดทะเบียนสมรสกันแล้ว
2.2) สินสมรส ได้แก่ทรัพย์สินดังต่อไปนี้
(1) ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส เช่น เงินเดือน เงินโบนัส เงินประจำตำแหน่ง หรือเงินที่ถูกลอตเตอรี่ เป็นต้น
(2) ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือ เมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้ระบุไว้ชัดเจนว่าให้เป็นสินสมรส
(3) ดอกผลของสินส่วนตัวเป็นสินสมรส เช่น ดอกเบี้ย กำไร ค่าเช่า เงินปันผล
สามีภรรยาจะต้องเป็นผู้จัดการสินสมรสร่วมกัน หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้จัดการไปโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง คู่สมรสฝ่ายที่เสียหายอาจให้เพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ ส่วนสินส่วนตัว คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์สินส่วนตัวแต่ผู้เดียวจึงมีอำนาจจัดการสินส่วนตัวของตนได้โดยลำพัง คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งไม่มีอำนาจมาเกี่ยวข้อง
บุตร หมายถึง ลูกในทางกฎหมาย จำแนกได้ 3 ชนิด คือ บุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย บุตรนอกกฎหมาย และบุตรบุญธรรม
ในการดำเนินชีวิตประจำวันย่อมเกี่ยวพันกับกฎหมายแพ่งฯ เรื่องสัญญา โดยบางครั้งเราอาจไม่รู้ตัวซึ่งมีผลโดยกฎหมายทันที การกระทำที่จัดว่าเป็นสัญญานั้น เกิดขึ้นเมื่อมีผู้เสนอ มีผู้สนอง และมีเจตนาผูกพันกันตามกฎหมายสัญญาย่อมเกิดขึ้น มีผลทำให้เกิดสิทธิต่างๆตามมา ดังนั้นการศึกษาเรื่องสัญญาจึงมีความสำคัญในการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน