*การเตรียมเบสจากนม (The Milk Base): หัวใจสำคัญของมิไทเกือบทุกชนิดคือ "โขยา" (Khoya) หรือนมที่เคี่ยวจนงวด โดยการนำนมสดมาต้มในกระทะก้นลึกแล้วเคี่ยวด้วยไฟอ่อนเป็นเวลาหลายชั่วโมงจนน้ำระเหยออกไปหมด เหลือเพียงเนื้อนมเข้มข้นที่เป็นของแข็ง ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดความมันและเนื้อสัมผัสหลักของขนม
*การปรุงแต่งกลิ่นและสี (Flavoring & Coloring): มิไทที่มีคุณภาพต้องมีกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ โดยมักจะใช้สมุนไพรและเครื่องเทศราคาแพงอย่าง หญ้าฝรั่น (Saffron) เพื่อให้สีเหลืองทองและกลิ่นหอมละมุน รวมถึงการใส่ผงลูกกระวาน (Cardamom) เพื่อตัดความเลี่ยนและเพิ่มมิติของรสชาติ
*การเคี่ยวน้ำตาลและน้ำเชื่อม (Sugar Syrup Consistency): การทำน้ำเชื่อมสำหรับมิไทมีการควบคุมอุณหภูมิที่ละเอียดมาก โดยต้องเคี่ยวให้น้ำตาลมีความเหนียวที่เรียกว่า "การดึงเส้น" (String Consistency) ซึ่งมีตั้งแต่ 1 เส้นไปจนถึง 3 เส้น ตามความแข็งหรือนุ่มของชนิดขนมที่ต้องการผลิต
*การผสมและการขึ้นรูป (Mixing & Shaping): เมื่อนำส่วนผสมของนม แป้ง และถั่วต่างๆ มาผสมกับน้ำเชื่อมแล้ว จะต้องกวนให้เข้ากันจนได้ความข้นที่พอเหมาะ จากนั้นจึงนำมาเกลี่ยลงในถาดเพื่อตัดเป็นชิ้นเหลี่ยม (แบบ Barfi) หรือนำมาปั้นด้วยมือเป็นก้อนกลมขณะที่แป้งยังอุ่นอยู่เพื่อให้ผิวขนมเนียนสวย
*การประดับตกแต่งด้วยแผ่นเงิน (Garnishing with Chandi Vark): ขั้นตอนที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุดของมิไทคือการติดแผ่นเงินแท้ที่กินได้ (Edible Silver Foil) ลงบนหน้าขนม เพื่อแสดงถึงความหรูหราและเพิ่มคุณค่าให้กับตัวขนม พร้อมทั้งโรยหน้าด้วยถั่วตระกูลนัท เช่น พิตาชิโอ หรืออัลมอนด์สไลซ์
*การพักขนมเพื่อให้เซตตัว (The Setting Process): มิไทส่วนใหญ่ไม่สามารถรับประทานได้ทันทีหลังจากทำเสร็จ แต่ต้องมีการพักไว้ในอุณหภูมิห้องหรือที่เย็นเพื่อให้ส่วนผสมของเนยใส (Ghee) และน้ำตาลเซตตัวจนแข็งแรงพอที่จะหยิบจับได้โดยไม่เสียทรง ซึ่งอาจใช้เวลาตั้งแต่ 4 ชั่วโมงไปจนถึงข้ามคืน