การก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ หรืองานโครงสร้างใต้ดิน เช่น ฐานรากของอาคารสูง, เสาเข็มตอม่อของรถไฟฟ้า, งานวางท่อขนาดใหญ่ มักจำเป็นต้องทำใน พื้นที่จำกัด ที่มีการจราจรคับคั่ง มีอาคารข้างเคียง หรือแรงสั่นสะเทือนจากรถยนต์และรถไฟฟ้า ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของดินรอบข้าง
ดินในเขตกรุงเทพฯ โดยทั่วไปเป็นดินเหนียวอ่อน (Soft Clay) ที่มีความสามารถในการรับแรงเฉือนได้ต่ำ และไม่มีค่าความเชื่อมแน่น (Cohesionless Soil) โดยปกติแล้ว ชั้นดินเหนียวจะพบที่ระดับความลึกประมาณ 10 - 12 เมตรจากผิวดิน ซึ่งหากไม่มีการป้องกันอย่างเหมาะสม ดินอาจ ทรุดตัวหรือพังทลาย ลงมาได้ทันทีระหว่างการขุด
เมื่อมีการขุดดินลึกเพื่อก่อสร้างฐานรากหรือโครงสร้างใต้ดิน การติดตั้ง ระบบกันดินพัง (Soil Retention System) เป็นขั้นตอนสำคัญที่ต้องออกแบบและก่อสร้างให้เหมาะสม โดยเฉพาะในพื้นที่เมือง เช่น กรุงเทพฯ ที่มีสภาพดินและสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อน
หนึ่งในระบบที่นิยมและมีประสิทธิภาพ คือ Sheet Pile Walls หรือ “ผนังกันดินด้วยแผ่นเหล็กชีทไพล์” ที่สามารถติดตั้งได้รวดเร็วและปลอดภัย
Cantilever Sheet Pile Walls
เป็นการตอก Sheet Pile ลงดินให้ลึกพอ เพื่อให้ปลายล่างของผนังสามารถต้านแรงดันดินด้านข้างได้โดยไม่ต้องมีตัวค้ำยัน เหมาะกับหลุมขุดขนาดไม่ลึกมาก
Anchored Sheet Pile Walls
เพิ่มความมั่นคงโดยใช้ Tie Rod หรือ Anchor ยึดส่วนบนของผนังเข้ากับจุดตาย (Deadman หรือ Anchor Block) เพื่อลดการโก่งตัวของแผ่น Sheet Pile
Brace Cut หรือ Brace Cofferdam
เป็นระบบที่นิยมในเขตก่อสร้างในกรุงเทพฯ เนื่องจากให้ความมั่นคงสูง ใช้โครงสร้างค้ำยันภายใน เช่น Wale และ Strut โดยเริ่มจากการตอก Sheet Pile รอบหลุมขุด จากนั้นติดตั้งโครงค้ำยันในระดับต่าง ๆ ตามการขุดลึก
✅ เหมาะกับดินเหนียวอ่อนที่พบทั่วไป
✅ รับแรงดันด้านข้างได้ดี ไม่ทำให้ดินพังระหว่างขุด
✅ ลดผลกระทบต่ออาคารข้างเคียง
✅ ติดตั้งรวดเร็ว และสามารถถอดออกได้หลังใช้งาน (Reusable)
✅ ควบคุมต้นทุนและเวลาได้ดี
ในงานก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ หรืองานโครงสร้างใต้ดินที่ต้องขุดลึก การ ป้องกันการพังทลายของดิน (Soil Collapse Prevention) เป็นหัวใจสำคัญที่ต้องวางแผนอย่างรัดกุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จำกัดที่ไม่สามารถขุดดินลาดเอียงได้ การใช้ ระบบกำแพงกันดิน (Retaining Wall System) ด้วย Steel Sheet Pile ร่วมกับโครงสร้างค้ำยัน (Bracing System) ถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูง
Sheet Pile คือ แผ่นเหล็กลอนชนิดพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อ ป้องกันแรงดันจากดิน น้ำ และแรงดันอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นจากการขุดลึก โดย sheet pile จะถูกตอกลงดินในแนวดิ่ง และประกอบเข้าด้วยกันแบบ interlock ทำให้สามารถสร้างผนังกันดินแบบชั่วคราวหรือถาวรได้
Steel Sheet Pile (แผ่นเหล็กพืด)
ทำหน้าที่เป็นผนังกันดิน ป้องกันแรงดันจากดินและน้ำ
เลือกรูปแบบและความยาวตามความลึกของการขุด
Wale (เหล็กค้ำยันรอบ)
กระจายแรงจากแผ่น Sheet Pile ไปยังโครงสร้างค้ำยันหลัก
Strut (เหล็กค้ำยัน)
รับแรงจาก Wale และส่งต่อไปยัง Kingpost
แบ่งเป็นค้ำยันแนวยาว และแนวขวาง ตามระดับความลึก
Kingpost (เสาเหล็กหลัก)
เสารับน้ำหนักแนวดิ่งจาก Strut ลงสู่ดิน
อาจใช้เป็นฐานสำหรับปั้นจั่นหรือเครนสูงในพื้นที่จำกัด
Platform (แผ่นเหล็กพื้น)
ใช้เป็นพื้นให้เครื่องจักรและคนงานทำงานได้สะดวกระหว่างการขุด
เว้นระยะ Sheet Pile จากขอบฐานรากให้เพียงพอ
ตรวจสอบแนวดิ่งของ Kingpost อย่างแม่นยำ
Strut และ Wale ต้องติดตั้งตรงแนวเพื่อถ่ายแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รอยเชื่อมเหล็กทุกจุดต้องได้มาตรฐานตามแบบ
ตรวจสอบการเคลื่อนตัวของ Sheet Pile ทุกวันจนกว่าจะสร้างฐานรากเสร็จ
สำรวจพื้นที่: ตรวจสอบแนวท่อและระบบสาธารณูปโภคใต้ดิน
เลือกเครื่องจักรให้เหมาะสม: เช่น เครื่องตอกถอน Sheet Pile, รถขุด, เครน
กำหนดแนวตอก Sheet Pile: โดยเว้นระยะห่าง 1.0–1.5 เมตรจากแนวฐานราก
ตอก Sheet Pile: ให้ได้ระดับและแนวตรงตามแบบ
ตอก Kingpost: ตามจุดที่ระบุในแบบ และวางแผนการตอกให้เหมาะสมกับพื้นที่
ติดตั้ง Wale และ Strut: เชื่อมกับ Kingpost และ Sheet Pile อย่างแน่นหนา
ติดตั้ง Platform: เพื่อให้รถขุดสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัย
เทคอนกรีตเติมรอยต่อ: ป้องกันการโก่งงอของโครงสร้างเหล็ก
ขุดดินและติดตั้ง Strut ชั้นถัดไป: ควบคู่ไปกับการตัดหัวเสาเข็มเจาะให้เรียบร้อย
ป้องกันดินพังในพื้นที่แคบที่ขุดดินแบบลาดเอียงไม่ได้
เสริมความปลอดภัยให้โครงสร้างฐานรากและโครงสร้างชั้นใต้ดิน
ลดความเสี่ยงการพังทลายของดินข้างเคียงอาคาร
รองรับการใช้งานร่วมกับ Tower Crane และอุปกรณ์ก่อสร้างหนัก