ประวัติความเป็นมาวัด
ปีพ.ศ 2550 ตำหนักท่านท้าวมหาพรหมบ้านแม่ คาวหลวงได้สร้างพระธาตุเกศแก้วจุฬามณีขึ้น และได้ไปปรึกษาพระอาจารย์ธรรมพัฒน์คุณากาโรเรื่องการสมโภชและบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในองค์พระธาตุใหม่เพราะทางเหนือจะต้องมีการอบรมสมโภชน์ตลอดทั้งคืนจนรุ่งแจ้งเป็นพิธีแบบล้านนาซึ่งทางด้านพระอาจารย์ได้มีความชำนาญทางด้านนี้จึงได้มาเป็นเจ้าพิธีคอยชี้แนะให้กับทางตำหนักท่านท้าวมหาพรหม และหลังจากนั้น คณะศรัทธาพร้อมด้วยผู้เฒ่าผู้แก่ได้ไปกราบนิมนต์พระอาจารย์ธรรมะถึง 3 ครั้ง จนทานครั้งที่ 3 ท่านจึงรับนิมนต์มาฟื้นฟูวัดร้างแห่งนี้ เมื่อชาวบ้านเจ้าของที่ดินเห็นว่ามีพระจะมาฟื้นฟูวัดจึงได้มีจิตศรัทธา ซื้อที่ดินบริเวณโดยรอบ ถวายพระอาจารย์ จนขยายออกไปรวมทั้งหมด 16 ไร่ 1 งาน 62 ตารางวา นับจากปี 2551 ถึง 2566 เริ่มต้นสร้างกุฏิ ศาลาปฏิบัติธรรมหอพระอุปคุต พระเจ้าทันใจศาลาทำบุญและได้บูรณะสร้างพระธาตุน้ำต้องเป็นองค์ที่ 2 สร้างพระธาตุอริยะสัททันใจเป็นองค์ที่ 3 สร้างอุโบสถและพระธาตุหมอกมุมเมือง และได้สร้างพระธาตุอินแขวนจำลอง ท้าวเวสสุวรรณ สร้างพระประธานพระวิหารพระเจ้าเงินล้านหลวงพ่อพระเจ้าเงินล้านแกะสลักจากหินอินเดียขนาดหน้าตัก 80 นิ้วและในตอนนี้จะได้สร้างฐานพระประธานและวิหารพระเจ้าเงินล้านต่อไป
ดอยแสนอุดเป็นชื่อที่เรียกหารกันมาตั้งแต่ปู่ย่าตายายมีเทวดารักษาอยู่คือพ่อปู่แสนอุดและ แม่ย่าแสนหวาน ซึ่งตามคำบอกเล่าของชาวบ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่เคยเล่าให้ฟังว่า เป็นเมืองเก่าเพราะลักษณะภูมิประเทศมีคูเมืองล้อมรอบและ มีวัดร้างชื่อว่าวัดพระธาตุน้ำต้อง ตอนที่เริ่มสร้างวัดใหม่ๆก็เรียกกันตามพระธาตุคือวัดพระธาตุเกศแก้วจุฬามณี พอยกวัดร้างขึ้นเป็นวัดจะต้องได้ใช้ชื่อวัดเดิมคือวัดพระธาตุน้ำต้อง