ข้อคิดดี ๆ
ข้อคิดดี ๆ
บทความเรื่องราวที่น่าอ่าน
พ่อของฉันเป็นที่รู้กันว่าเป็น “รักภรรยามาก” แต่หลังจากที่ฉันแต่งงานแล้ว ท่านกลับยืนกรานที่จะหย่ากับแม่
วันถัดจากงานแต่ง พ่อเรียกแม่ พี่ชาย และฉันมาคุยพร้อมกัน แล้วพูดอย่างสงบว่า
“พ่ออยากหย่า”
เพียงคำเดียวทำให้พวกเราช็อกไปหมด
สีหน้าของแม่เต็มไปด้วยความโกรธ ความเสียใจ และความน้อยใจ แต่พ่อพูดเพียงว่า
“พ่อเหนื่อยแล้ว พวกเธอต่างก็มีครอบครัวของตัวเองแล้ว ช่วงเวลาที่เหลือ พ่ออยากใช้เพื่อมีชีวิตเป็นของตัวเอง”
แม่เป็นคนที่หยิ่งในศักดิ์ศรี ตะโกนออกมาทันทีว่า
“หย่าก็หย่า! ทรัพย์สินทั้งหมดเป็นของฉันที่ฉันหามาได้ คุณอย่าหวังจะเอาไปแม้แต่บาทเดียว”
พ่อก้มหน้าเงียบ หนึ่งสัปดาห์ถัดมา ท่านถือใบหย่ากลับบ้านเกิดไป โดยไม่ได้เอาอะไรไปเลยนอกจาก “อิสรภาพ”
(เล่าความหลัง)
เมื่อก่อน แม่เป็นฝ่ายตามจีบพ่อ พ่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัยหล่อและเก่ง แต่บ้านยากจน ส่วนแม่มาจากครอบครัวร่ำรวย เธอเป็นเหมือนแสงแดดที่คอยอบอุ่นหัวใจพ่อ
หลังเรียนจบ ทั้งคู่เคยเลิกกันเพราะตายายไม่อยากให้แม่แต่งไกลบ้าน แต่ตอนพ่อนั่งรถไฟไป แม่วิ่งตามรถไฟ และร้องไห้ พ่อจึงลงที่สถานีถัดไปแล้วกลับมาหาเธอ
และตั้งแต่นั้นก็ใช้ชีวิตร่วมกันมาครึ่งชีวิต
หลังแต่งงาน ตาให้บ้านและรถกับแม่ พ่อเข้าทำงานในสถาบันออกแบบ แต่หลังจากพี่ชายเกิด ปัญหาพี่เลี้ยงทำให้พ่อเห็นลูกชายร้องไห้แต่พี่เลี้ยงไม่สนใจ จึงตัดสินใจลาออกมาเลี้ยงลูกเอง ต่อมาเมื่อฉันเกิด พ่อยิ่งยุ่ง ทั้งเปลี่ยนผ้าอ้อม ตรวจการบ้าน ไปร่วมประชุมผู้ปกครอง
แม่ยุ่งตลอดเวลา ยุ่งอยู่กับงาน สิ่งที่เราได้รับจากเธอมีเพียง “เงิน”
ตอนที่ตาป่วยหนัก แม่รับช่วงกิจการต่อ หน้าที่ดูแลตกอยู่กับพ่อ ตายายยังพูดว่า “ยังไงเขาก็เป็นคนว่างงาน”
สองปีสุดท้าย ตาป่วยติดเตียง พ่อต้องป้อนข้าว ทำความสะอาด จนเป็นเอ็นอักเสบ มือสั่นไปหมด
แต่ทุกคนในบ้านกลับมองว่าเป็นเรื่องปกติ
(เล่าถึงความรัก ความเสียสละของพ่อ)
พ่อดูแลแม่ทุกอย่าง ทั้งหาข้าวต้มร้อนๆ ตอนกลับบ้านดึก ช่วยหยิบผ้าเวลาแม่อาบน้ำ คอยเฝ้าเวลาป่วย
ทุกคนจึงคิดว่าเขาเต็มใจและมีความสุข แต่วันที่พ่อเอ่ยปากหย่า เราไม่มีใครยอมรับได้
หลังพ่อจากไป แม่ก็ใช้ชีวิตย่ำแย่ ต้องดูแลยายจนเหนื่อยแทบขาดใจ แต่ญาติๆ ก็ผลักภาระกันหมด จนยายยังพูดว่า “เมื่อก่อนลูกเขยเก่งที่สุดในการดูแลคนป่วย” ตอนนั้นยายถึงเริ่มเสียใจ อยากให้แม่กับพ่อกลับมาคืนดีกัน
ไม่นาน ยายเสียชีวิต แม่เสียใจจนลาออกจากงาน และสุดท้ายตรวจพบว่าเป็นโรคซึมเศร้า เธอแทบไม่มีแรงจะใช้ชีวิต พี่ชายและฉันต่างก็ดูแลเธอไม่ได้เต็มที่ แม่จึงกลายเป็นคนอ้างว้าง วันหนึ่งฉันได้ยินแม่ร้องไห้เงียบๆ อยู่ในห้องน้ำต่อหน้ารูปถ่ายเก่า เธอเพิ่งเข้าใจว่า พวกเราทุกคนเคยรับการเสียสละของพ่อ แต่ไม่เคยเคารพหรือเห็นค่าของท่านเลยจริงๆ
ต่อมา แม่เกือบถูกรถชนเพราะเดินเหม่อลอยข้ามถนน เพื่อนบ้านบอกว่าเธอแทบไม่ออกจากบ้านหลายวัน ฉันกับพี่ชายจึงตัดสินใจไปหาพ่อ
ทันทีที่รู้เรื่อง พ่อรีบกลับมา แม่กอดแขนพ่อร้องไห้โฮ พ่อก็กอดเธอแน่นแล้วพูดว่า
“ไม่เป็นไร ผมอยู่นี่แล้ว”
พ่อพาแม่กลับไปอยู่หมู่บ้านประมงเล็กๆ ฤดูร้อนที่ฉันไปเยี่ยม เห็นแม่กลายเป็นคนผิวคล้ำ แต่ดูสดใส มีแววตาที่เปล่งประกาย เธอช่วยทำอาหารทะเลอย่างคล่องแคล่ว ต่างจากเมื่อก่อนที่ไม่เคยแตะงานครัวเลย
พ่อบอกว่า ที่ผ่านมาเขาปกป้องแม่มากเกินไป ตอนนี้ตั้งใจให้แม่เรียนรู้การดูแลครอบครัวด้วยกัน แม่จึงเข้าใจว่า ความสำเร็จของเธอในอดีตล้วนเพราะพ่อยืนอยู่ข้างหลัง
แม่น้ำตาซึมยกแก้วพูดกับพ่อว่า
“ขอบคุณที่อดทนกับฉันมาตลอด หวังว่าชาติหน้าฉันจะเป็นฝ่ายพึ่งพาคุณบ้าง”
น้ำตาพ่อเอ่อเต็มตา แล้วดื่มจนหมดแก้ว
การให้ไม่เคยน่ากลัว แต่สิ่งที่ทำให้เจ็บปวดคือการไม่ได้รับการมองเห็นและการให้ค่า
พ่อเคยจากไปเพราะหัวใจหมดแรง แต่สุดท้ายเมื่อแม่ต้องการ เขาก็กลับมาอีกครั้ง
โชคดีที่แม่ ในที่สุดก็เข้าใจ และทั้งสองเรียนรู้ที่จะถนอมน้ำใจกันอย่างแท้จริง
ภาพฉันถ่ายเอง Crบทความจากอินเตอร์เน็ต Kittapon Lee
~~~~~~~~~~
โชคดีที่ทุกคนทั้งครอบครัว ตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของพ่อ
แต่ในครอบครัวส่วนใหญ่ ความรับผิดชอบน่าจะเป็นแม่มากกว่า
พ่อไม่ได้กลัวการให้ แต่พ่อกลัวการถูกมองไม่เห็นคุณค่า
พ่อจากไป เขายากใช้ชีวิตที่เหลืออยู่บนเส้นทางที่เขาเลือก
แต่เมื่อเธอต้องการเขา เขาก็ยังคงกลับมาโดยไม่ลังเล
ปล ในชีวิตจริง พ่อของฉันในภาพ กำลังตัดเล็บให้แม่ เนื่องจากแม่ป่วยเป็น พาร์กินสัน พ่อทำงานบ้านทุกอย่างให้แม่ รวมทั้งกับข้าว รีดผ้า มอบความรักและความซื่อสัตย์แด่แม่จวบจนกระทั่งวันสุดท้ายของการมีชีวิตบนโลกมนุษย์ของแม่ และเป็นผู้ชายที่เอื้อมมือไปปิดตาแม่เบาๆพร้อมเอ่ยคำลา "หลับให้สบายนะแม่นะ"
************