การละเล่นภาคอีสาน
การละเล่นภาคอีสาน
ขี่ม้าชิงเมือง
เป็นการเล่นอย่างหนึ่งของเด็ก เล่นในสนามหรือที่โล่งแจ้ง ผู้เล่นส่วนมากเป็นชาย จำนวนไม่น้อยกว่า ๙ คน และต้องเป็นจำนวนคี่เสมอ วิธีเล่น เลือกเจ้าเมืองขึ้นมา ๑ คน แล้วแบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่าย จำนวนฝ่ายละเท่ากัน สมมติเป็นฝ่าย ก กับ ฝ่าย ข ให้ทั้งสองฝ่ายยืนเข้าแถวหน้ากระดานหันหน้าเข้าหากัน ห่างกันราว ๑๕ - ๒๐ เมตร ตรงจุดกึ่งกลางระหว่างฝ่ายทั้งสองเป็นที่ยืนของเจ้าเมือง ให้ทั้งฝ่าย ก และ ข ส่งตัวแทนฝ่ายละคนมาที่เจ้าเมืองเพื่อเสี่ยงทายว่าใครจะเล่นก่อนเล่นหลัง สมมติว่าฝ่าย ก ได้เล่นก่อน ก็ให้ส่งคนออกมา ๑ คน มากระซิบชื่อผู้เล่นฝ่าย ข คนใดคนหนึ่งให้เจ้าเมืองทราบ แล้วกลับไปยังฝ่ายของตน จากนั้นฝ่าย ข จะส่งคนออกมากระซิบชื่อของฝ่าย ก กับเจ้าเมืองบ้าง ถ้าคนฝ่าย ข ที่ออกมาตรงกับที่ฝ่าย ก กระซิบไว้ เจ้าเมืองจะร้องว่า “โป้ง” ผู้นั้นต้องตกเป็นเชลย ไปอยู่กับฝ่าย ก ถ้าไม่ตรงบอกชื่อแล้วก็กลับฝ่ายตน ฝ่าย ก ก็ส่งคนที่ ๒ ออกมาอีก อย่างนี้เรื่อยไปจนคนฝ่ายหนึ่งตกเป็นเชลยทั้งหมด ซึ่งถือว่าฝ่ายนั้นแพ้ ต้องให้ฝ่ายชนะขี่คอ แล้วนำไปส่งยังเมืองซึ่งกำหนดกันไว้ การเล่นขี่ม้าส่งเมืองจะช่วยฝึกน้ำใจความเป็นประชาธิปไตย ทุกคนต้องปฏิบัติตามกติกา และฝึกความซื่อสัตย์ดังจะเห็นได้จากคนที่เล่นเป็น เจ้าเมือง ถ้าฝ่ายที่เดินออกมาเป็นคนที่อีกฝ่ายหนึ่งมากระซิบชื่อไว้ จะต้อง “โป้ง” ขึ้นทันที
ปิดตาตีหม้อ
เมื่อเริ่มเล่น จะมีผู้เอาผ้ามาคาดตาและลองให้นับนิ้วของผู้ที่อยู่ข้างหน้า เพื่อทดลองว่าปิดตาได้มิดจริง ๆ จากนั้นจึงให้ถือไม้ไว้ แล้วหมุนตัวผู้ตี 2-3 รอบ ก่อนจับให้หันไปตรงกับภาชนะที่จะตีนั้น ผู้ตีก้าว เท้าออกเดินไปข้างหน้า ท่ามกลางเสียงเชียร์ของผู้ชมที่เป็นฝ่ายตน ผู้ชมมักจะช่วยบอกทิศทางให้ เช่น ซ้าย ขวา หน้า เป็นต้น แต่เนื่องจากไม่ทราบว่าเสียงใครบอกใคร ผู้ตีจึงเดินสะเปะสะปะไปตามทิศทางที่ตนคิดว่าถูกต้อง เมื่อกะระยะว่าถึงแล้ว ก็ฟาดไม้ลงไปที่ภาชนะนั้น ใครตีถูกจะเป็นผู้ชนะ ถ้าไม่มีใครตีถูกเลย กรรมการจะดูว่ามีผู้ใดตีได้ใกล้ภาชนะที่วางไว้มากที่สุด และตัดสินให้เป็นผู้ชนะไป
ผู้เล่นจะเล่นกี่คนก็ได้ แต่ต้องระวังไม่ให้เกิดการตีพลาด ไปถูกผู้เล่นด้วยกันเข้า คนดูจะรู้สึกสนุกสนานมาก บางครั้งมีการพนันขันต่อกันว่าใครจะชนะ การพนันดังกล่าวไม่ใช่เงินทอง แต่เป็นการเขกเข่า รำวงหรือขี่คอ ตามแต่จะตกลงกัน ซึ่งบางครั้งผู้เล่นกับผู้ดูก็อาจจะพนันกันเองก็ได้
ขาโถกเถก
ส่วนวิธีการเล่นนั้น ก็มีทั้งการขึ้นไปบืนบนขาโถกเถก แล้วเดินแข่งกันเข้าเส้นชัย หรือเต้นประกอบเพลงบนขาโถเถก โดยห้ามตกลงมา ซึ่งนอกจากความสนุกสนานแล้ว ยังเสริมสร้างความสามัคคี และเป็นการออกกำลังกาย ที่สำคัญคือผู้เล่นจะได้รับการนวดฝ่าเท้าในตัวจากการเหยียบแขนงของกิ่งไม้ไผ่ และเป็นการละเล่นที่ประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ต้องเสียเงินซื้อของเล่นให้ลูกหลาน
ซึ่งทางกระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับชมรมกีฬาขาโถกเถกแห่งประเทศไทย นำมาแสดงสาธิตให้ชมก่อนถึงงานวันจริง 20-22 เมษายน 2556 ณ ท้องสนามหลวง โดยในวันที่ 21 เมษายน จะมีการทำบุญเมือง เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ร.1) ที่พระราชทานเสาหลักเมืองเมื่อ 231 ปีก่อน เป็นการก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ของราชอาณาจักรไทย
แข่งเรือบก
ในอดีตการแข่งเรือบกนั้น จะใช้แข่งในโคลนตม แต่ปัจจุบันจะใช้สนามในการแข่งแทน โดยใช้ไม้ยาวประมาณ ๘ เมตร ให้คนยืนคล่อมได้ ๗ คน ไม้ที่ใช้นั้นจะใช้แทนเรือและจะวิ่งในโคลนตม เป็นที่สนุกสนามของผู้เล่นในทีม แต่เนื่องจากปัจจุบันโคลนตมได้ประยุกต์มาเล่นในสนามหญ้าแทน
๑. ผู้ลงเล่นเรือแข่ง ยืนคร่อมท่อพีวีซี
๒. ผู้เล่นเรือบกออกวิ่งไปพร้อมกันโดยให้วิ่งในสนาม และจับเวลา
๓. เรือบกลำที่ชนะเลิศ ต้องชนะ ๒ เที่ยวใน กำหนด ๓ เที่ยวซึ่งเป็น กติกาเดียวกับการแข่งขันเรือยาวทั่วไป
๔. ความสนุกสนานในการแข่งขันเรือบกอยู่ที่ผู้แข่งขันเรือบกในแต่ละลำ จะต้องวิ่งโดยพร้อมเพียงกัน ซึ่งถ้าผู้เข้าแข่งขันคนใดเสียจังหวะ หรือไม่พร้อมกับคนอื่น ๆ เรือบกก็จะพากันล้ม แล้วทุกคนต้องวิ่งจนกว่า จะถึงเส้นชัย
งูกินหาง
งูกินหาง เป็นการละเล่นพื้นเมืองเก่า เล่นกันทุกภาคของประเทศ ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ พบว่ามีการละเล่นงูกินหางกันแล้วในงานตรุษสงกรานต์ ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 2475 การเล่นงูกินหางเป็นการเล่นเลียนแบบชีวิตสัตว์ คือ เลียนแบบลักษณะท่าทางของงูที่มีลำตัวยาวเลื้อยคดไปคดมา นิยมเล่นในงานเทศกาล งานประจำปี และงานรื่นเริงต่างๆ ในสมัยก่อน งูกินหางส่วนมากสาวมอญไม่ค่อยได้เล่นเท่าไร เพราะไม่ค่อยสุภาพ คือฝ่ายผู้ชายกับฝ่ายผู้หญิงต้องมาจับมือถือแขนกัน ผู้ใหญ่ไม่นิยมที่จะมาเล่นสนิทสนมกัน ส่วนมากจะเป็นคนไทยเล่นกัน ผู้เล่นมีจำนวน 8-10 คน แบ่งผู้เล่นเป็น 2 ฝ่าย
- ฝ่ายที่ 1 จะต้องเป็น “พ่องู” 1 คน ฝ่ายที่ 2 มี “แม่งู” 1 คน ที่เหลือเป็น “ลูกงู” ซึ่งผู้เล่นเป็นลูกงูจะต้องเกาะเอวผู้เล่นเป็นแม่งู
- จากนั้น พ่องูเริ่มถามว่า “แม่งูเอ๋ย” แม่งูและลูกงูก็ร้องตอบว่า “เอ๋ย” พอช่วงท้ายพ่องูถามว่า“กินหัว กินหาง” แม่งูตอบว่า “กินกลางตลอดตัว”
- พ่องูก็จะไล่จับลูกงูจากปลายแถว ฝ่ายแม่งูจะต้องกางมือเพื่อป้องกันลูก หากลูกงูตัวใดถูกพ่องูดึงจนหลุดออกจากแถวไป ก็จะต้องออกจากการเล่น
- ผู้เล่นที่เหลือก็เริ่มเล่นกันอีกจนกว่าลูกงูจะถูกจับจนหมด
การเส็งกลอง
กลองกิ่งเป็นเครื่องดนตรีประเภทตีของภาคอีสานโดยเป็นการตีด้วยไม้ หน้ากลองขึงด้วยหนังควายตัวกลองทำด้วยไม้เนื้อแข็งเป็นกลองขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมากยากต่อการเคลื่อนย้ายต้องใช้พละกำลังอย่างมากในการบรรเลง ดังนั้นผู้เล่นกลองกิ่งส่วนใหญ่จึงเป็นผู้ชายที่มีร่างกายแข็งแรงลักษณะของกลองกิ่งเป็นกลอง ๒ หน้า ทำให้เกิดเสียงด้วยการตีด้วยไม้มีรูปร่างปากกว้างก้นแคบ โดยหน้ากว้างเรียกว่า หน้าใหญ่ส่วนก้นที่แคบเรียกว่า หน้าน้อย กลองกิ่ง ๑ ชุด ประกอบด้วย กลอง ๒ ใบที่มีขนาดเท่ากัน
“เส็ง” ในภาษาอีสาน หมายถึง การแข่งขันหรือการนำกลองมาตีแข่งขันกัน หรือเรียกว่า เส็งกลองสมัยโบราณ การทำกิจกรรมต่าง ๆ มักอยู่ในวัดเนื่องจากวัดเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในหมู่บ้านภายในวัดจะมีการทำกลองโดยใช้ตีเพื่อส่งสัญญาณบอกเรื่องราวให้ชาวบ้านรับรู้ตามที่ตกลงกัน เช่น ถ้าตีกลองเพล เป็นการบอกเวลามีการตีเสียงสั้นและเสียงยาว แล้วแต่ศิลปะของแต่ละท้องถิ่นส่วนกลองกิ่งมักนิยมตีเพื่อบอกสัญญาณว่าให้มารวมกัน เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติหรือต้องการความร่วมมือจากคนในหมู่บ้าน โดยสถานที่รวมตัวกันคือที่วัด (เหมือนกับทางภาคเหนือที่มีกลองสะบัดชัย) วัดหนึ่งจะมีกลองกิ่งเพียงหนึ่งคู่ เพื่อใช้ในงานและเมื่อมีประเพณีหรืองานพิธีกรรมจะนำออกมาใช้ไม่นิยมเก็บไว้ที่บ้านเพราะถือว่าเป็นกลองของหมู่บ้าน
การเส็งกลอง หรือการแข่งขันตีกลองกิ่งเป็นกลองประเพณีมาแต่โบราณของภาคอีสานจะจัดขึ้นเมื่อมีงานประเพณีฮีตสิบสองหรือเทศกาลต่าง ๆ เช่น บุญผะเหวด บุญบั้งไฟ บุญแข่งเรือ และเชื่อกันว่าเสียงของกลองจะดังไปถึงพญาแถนเมื่อพญาแถนได้ยินเสียงกลองกิ่งเป็นสัญญาณให้เตรียมการสำหรับการปล่อยน้ำฝนลงมาเพื่อทำนา กลองกิ่งและลักษณะการนำไปใช้งานประเพณีต่าง ๆ จะแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของประเพณีนั้น ๆ แต่ที่เหมือนกันก็คือ กลองกิ่งเป็นกลองที่ใช้ในการแข่งขันความดัง เรียกว่า การเส็งกลอง
จานช้อนใบ
อุปกรณ์การเล่น ผ้าขาวม้าฝั้นเกลียวให้แน่นใช้สำหรับตี
วิธีการเล่น หนุ่มสาวยืนล้อมวง เป็นวงกลมซ้อนกัน ๒ วง คนหน้าและคนหลังยืนตรงกัน เรียกคนหน้าว่าจานใบที่ ๑ และเรียกคนหลังว่าจานใบที่ ๒ จะมีคนเกินอยู่ ๑ คน และคนไล่ ๑ คน เมื่อเริ่มเล่นคนที่เป็นเศษจะต้องวิ่งไปซ้อนหน้าคนที่ยืนซ้อนกันอยู่แล้ว เมื่อซ้อนเข้าไปแล้วคนที่อยู่หลังสุดก็จะกลายเป็นเศษ คือเป็นจานใบที่ ๓ ก็จะถูกไล่ตี เพราะฉะนั้นคนที่เป็นคนที่ ๓ จะต้องวิ่งหนีเพื่อซ้อนคนอื่นต่อไป
กติกาการเล่น คนที่เป็นคนเศษแล้วถูกซ้อน ต้องซ้อนข้างหน้าเท่านั้น คนที่อยู่ที่ ๓ ถ้าตีถูกหรือถูกตีถือว่าตาย ต้องกลับมาเป็นผู้ไล่ต่อไป